ในร้านอาหารสุดหรูแห่งหนึ่ง เวลาประมาณหนึ่งทุ่ม เป็นเวลาที่ใครหลายคนกำลังจะดินเนอร์ บ้างก็เพิ่งจะเลิกงาน ส่วนหนึ่งก็พากันมาดื่มกินในร้านแห่งนี้ ก่อนกลับ มันหรูหรา เงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน แม้จะอยู่ใจกลางเมืองแต่อาณาบริเวณของร้านจัดตกแต่งแบบส่วนหย่อม ประดับประดาด้วยไฟสีเหลืองส้ม เปิดเพลงบรรเลง คลอเคล้าเบาๆ ทำให้ช่วงเวลาหลังเลิกงานผ่อนคลายได้อย่างมาก ร้านนี้เป็นร้าน ที่เหล่าคนดังไฮโซ เซเลบริตี้ หรือแม้กระทั่งดาราก็นิยมมานั่งผ่อนคลาย เพราะ เจ้าของร้านก็เป็นเซเลบริตี้คนดัง
และวันนี้เป็นอีกวันที่หนุ่มหล่อไฮโซในฝันของสาวๆอย่างซีโน่ อติภัทร เวเดอร์ วรสกุลเกริกเกียรติ หนุ่มลูกครึ่งไทย - อเมริกัน วัยสามสิบเจ็ดปี รูปร่างสูงใหญ่ หล่อเหลา ไว้เคราสุดเซ็กซี่ ชายหนุ่มเป็นถึงประธานบริษัทและเจ้าของบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งในเมืองไทยและร่ำรวยติดหนึ่งในห้าของเมืองไทยด้วย แถมยัง ให้เกียรติมานั่งเรียกลูกค้าให้กับเจ้าของร้านอีกต่างหาก
“สวัสดีครับซี เป็นเกียรติมากครับที่คุณซีให้เกียรติมานั่งดื่มเหล้าในร้านเล็กๆ ของเรา” น้ำเสียงทุ้มนุ่มและสุภาพแต่แฝงไว้ด้วยความกวนเล็กๆ เอ่ยขึ้นพร้อมกับโค้งศีรษะ
“จะเป็นเกียรติมากถ้าเจ้าของร้านมานั่งกับผม” อติภัทรหรือชายหนุ่มผู้ ถูกเรียกว่าคุณซีนั้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสำเสียงภาษาไทยไม่ค่อยชัดเท่าที่ควร พลางยกเหล้าขึ้นดื่ม ขณะที่ดวงตาคมกริบสีเหล็กไม่ได้มองไปที่คนพูดแม้แต่น้อย
“เกรงว่าท่านจะได้เสียค่าดริ้งค์หนักหน่อยนะครับ” คนมาต้อนรับเอ่ยยิ้มๆ
“ให้ไม่อั้นเลย” อติภัทรตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่นุ่มขึ้น พลางปรายตามอง คน ที่ยืนด้วยแววตาเจ้าเล่ห์
“งั้นไม่เกรงใจนะครับท่าน” พูดจบคนมาต้อนรับก็ถือโอกาสนั่งลงตรงหน้า อติภัทรทันที พร้อมกับวาดวงแขนไว้บนพนักพิงอย่างผ่อนคลายราวกับคนละคนที่ยืนพูดเลยทีเดียว
“เมื่อกี้ยังทำท่าเป็นเด็กเสิร์ฟอยู่เลย ไหงตอนนี้ดูท่าทางจองหองสิ้นดี” อติภัทร เอ่ยถามด้วยความหมั่นไส้
“ก็เมื่อกี้ฉันมาต้อนรับแกไง ก็เลยต้องทางการหน่อย” สรรพนามเรียกอติภัทรเมื่อครู่เปลี่ยนไปทันที และกลับสู่สถานะเพื่อนสนิท
“หึ เป็นคุณซีอยู่แปบนึง เปลี่ยนเป็นแกซะงั้น” อติภัทรตอบกลับพลางหัวเราะในลำคอเบาๆ
“มันไม่ชินปากนี่หว่า แต่นั่นฉันเรียกประชด ว่าแต่คืนนี้ได้ทั้งคืนไหม” ดูเหมือนว่าตรีเทพอยากจะชวนเพื่อนดื่มเสียแล้ว
“ไม่! แวะมาดื่มด้วย เดี๋ยวก็กลับแล้ว” น้ำเสียงของอติภัทรเปลี่ยนไปทันที ราวกับกำลังเครียด
“อะไรวะ ช่วงนี้เป็นอะไรกลับบ้านเร็วตลอดเลย”
“ช่วงนี้ตัวแสบไม่มีพี่เลี้ยง เลยต้องกลับไปดูแลเอง”
“โตขนาดนั้นแล้วต้องดูแลด้วยเหรอวะ เข้านอนเองได้มั้งป้านวลก็ดูแลไม่ใช่เหรอ”
“ไม่ให้ป้านวลยุ่ง แกไม่มีลูกจะรู้อะไร วัยหัวเลี้ยวหัวต่อห่างไม่ได้ ฉันไม่อยากให้อยู่คนเดียวคราวละนานๆ ดื่มเสร็จแล้วฉันจะกลับเลย”
“ท่าทางเครียดนะคุณซีโน่” เรียกประชดอีกแล้วสินะ ตรีเทพ
“อืม ช่วงนี้ตัวแสบขี้วีนบ่อยเอาแต่ใจ ฉันเลยพาลปวดหัว เครียดน่ะ”
“พี่เลี้ยงลาออกอีกแล้วเหรอ ปีนี้หมดพี่เลี้ยงไปกี่คนแล้ววะคุณซีโน่”
“สี่คน รับมือไม่ไหว ไม่ใช่ว่าตัวแสบมันดื้อดึงหรอกนะ แต่พี่เลี้ยงที่ผ่านมา ก็ ไม่โอเค” เมื่ออติภัทรพูดว่าไม่โอเคเท่านั้นแหละเพื่อนรักก็หัวเราะลั่นทันที เพราะเข้าใจว่าทำไมมันถึงไม่โอเค
“ฮ่าๆๆ พี่เลี้ยงเอาเวลาทำงานบ้านมาอ่อยแกละสิท่า ใช่ไหม” ตรีเทพ หัวเราะร่าและรู้ทันเสมอ
“เออว่ะ แต่ละคนก็เด็กทั้งนั้น เก่งอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำอาหารเก่ง แต่ดูแล ตาแดนอย่างใกล้ชิดไม่ได้ เก็บกวาดเก่ง แต่อาหารไม่ได้เรื่อง ที่ได้เรื่องคืออ่อยเก่ง ทุกคน” อติภัทรจำเป็นต้องพูดความจริงทั้งที่ไม่อยากเอาพี่เลี้ยงเก่ามาขายหน้า แต่มันเป็นเช่นนั้น แต่ก็นะเจ้าของบ้านหล่อขั้นเทพเสียขนาดนี้ ใครจะไม่อยากอ่อย
“แกต้องยอมรับตัวเองวะซี แกมันน่าอ่อยนี่หว่า พ่อหม้ายเนื้อหอมเหลือเกิน ลูกครึ่ง หล่อล่ำ กล้ามโต สุภาพอ่อนโยน แอบเร่าร้อนนิดๆ ไม่ค่อยเที่ยวกลางคืน ไม่แตะต้องสาว เหมือนแอบเป็นเกย์เล็กๆ ว่าแต่พี่เลี้ยงอ่อยนี่ได้ผลสักคนหรือเปล่า”
“หึ ฉันไม่ยอมให้เห็นขาอ่อนง่ายๆ หรอกน่า ไม่เอาหรอก” อติภัทรแทบ จะไม่สนใจเรื่องแบบนี้เสียด้วยซ้ำไป
“นี่แหละที่ฉันสงสัยอยู่ว่าแกแอบเป็นเกย์ตอนแก่หรือเปล่า” ตรีเทพยังไม่เลิกแซวเพื่อน
“ไอ้บ้า แก่จนป่านนี้แล้วเพิ่งจะอยากเป็นหรือยังไง ฉันแค่ไม่ชอบ และมีคติว่าไม่เป็นสมภารกินไก่วัดแน่นอน”
“ไม่แน่ถ้าแม่บ้านหรือพี่เลี้ยงน่ากินใช่ไหม” รู้ใจกันไปหมด
“เลิกล้อฉันเล่นซะที กำลังเครียดอยู่นะโว้ย” พูดจบเขาก็ยกเหล้าขึ้นดื่มอีกครั้ง
“เครียดอะไรนักหนาวะเพื่อน พี่เลี้ยงลาออกก็หาใหม่ก็ยังได้ มันจะยากอะไร”
“มันไม่ได้หาง่ายขนาดนั้น ฉันไม่ได้ปิดประกาศหน้าบ้าน ได้มาเพราะ เป็นลูกหลานแม่บ้าน แม่ครัว บ้างก็แนะนำกันมา ทว่าแต่ละคนก็อย่างที่บอก”
“ให้แนะนำเอาไหม ฉันว่าแกปิดประกาศที่หน้าบริษัทแกดีไหม ในเว็บไซต์หรือแฟนเพจบริษัท เปิดรับสมัครพี่เลี้ยงของคุณชายน้อยแดเนียล สามารถเป็นแม่บ้านและพี่เลี้ยงได้ในคนเดียวกันเป็นเมียเจ้าของบ้านด้วยก็ได้ ไม่จำกัดวุฒิการศึกษาขอแค่ดูแลเอาใจใส่ตาแดนเป็นอย่างดี”
“กวนประสาท แต่เป็นความคิดที่ดีนะ ฉันกำลังเครียดๆ น่ะเลยคิดแผน อะไรไม่ออก มีแกช่วยคิดก็ดีไปอย่าง ขอบใจ”
“ยินดีมากๆ มีอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยแกตัดปัญหาเรื่องพี่เลี้ยงตาแดน”
“วิธีไหนวะ” อติภัทรถามพลางขมวดคิ้วทันที
“หาแม่ให้ตาแดนไง ได้เมียได้แม่ของลูกด้วย ฟินกันไป หืม”
“แหม ชี้โพรงให้กระรอกจริงๆ ไม่เอา หาแม่บ้านให้มันได้เสียก่อน”
“งั้นเอาตามแผนแรกก็แล้วกัน”
“นั่นแหละถูกต้องแล้ว ขอบใจอีกครั้ง หมดแก้วนี้จะกลับแล้ว” ให้ตายสิอยู่ๆ เพื่อนรักก็จะกลับเสียดื้อๆ ทั้งที่เพิ่งจะมานั่งด้วยแท้ๆ
“หา! วะ… ว่าไงนะ เพิ่งนั่งด้วยนะเนี่ย ยังไม่ได้ดื่มด้วยเลยคุณซี”
“บอกแล้วว่าจะรีบกลับไปหาตัวแสบ ไม่รู้ป่านนี้ทำการบ้านหรือยัง”
“เฮ้ย! อายุ 14 แล้วนะ เป็นวัยรุ่นแล้ว เป็นฝรั่งด้วย ปล่อยๆ บ้างนะซี”
“เป็นฝรั่งลูกเสี้ยว และเป็นลูกฉัน เรียกเด็กมาเก็บเงินดีกว่า จะกลับจริงๆ ไว้โอกาสหน้าฉันจะมาใหม่”
“ก็ยังดีวะที่ช่วยเรียกแขกให้วันนี้ ลูกค้าสาวๆ เพียบ เพราะเขาพากันเข้ามา นั่งมองหน้าแกคนเดียวเลย กลับเหอะเรื่องเครื่องดื่มเดี๋ยวฉันจัดการเอง”
“เอางั้นก็ได้” พูดจบอติภัทรก็หยิบกระเป๋าเงินออกมาพร้อมกับควักแบงค์ สีเทาวางไว้บนโต๊ะให้หนึ่งใบ เพราะเขาสามารถคำนวณได้ด้วยตาว่าหมดไม่เกินนี้ และเหล้ามันไม่ได้แพงขนาดนั้น
“บอกแล้วว่าไม่ต้อง เดี๋ยวจัดการเอง” เพื่อนรักบอกอย่างเกรงใจ
“ฉันมาอุดหนุนไม่ได้มากินฟรีเสียหน่อย”
“อ๋อครับท่าน เดินทางปลอดภัย” ในเมื่อเลี้ยงฟรีไม่ได้ก็จำเป็นต้องรับ เงินเพื่อนอย่างจำใจ
“บายวะเพื่อน” จากนั้นอติภัทรก็ลุกออกไปจากร้านทันที ความจริงแล้ว อติภัทรไม่ได้มานั่งดื่มเพียงลำพัง หากแต่บรรดาผู้ติดตามประมาณสามคนพากัน นั่งดื่มอยู่ตรงหน้าร้านตามมารยาท ที่ไม่อยากจะเข้าไปรบกวนเจ้านายเท่านั้นเอง และเมื่อทั้งสามคนเห็นเจ้านายเดินออกมาก็ต่างลุกจากเก้าอี้ทันที
“คือ จะกลับแล้วเหรอครับ” ผู้ติดตามคนหนึ่งถามขึ้นอย่างแปลกใจเพราะ อติภัทรเข้าร้านเพียงแปบเดียวเท่านั้น
“อืม จะกลับแล้ว อยากกลับหรือยังล่ะ” อติภัทรถามกลับเพราะคิดว่าลูกน้องคงอยากอยู่ต่อ
“เอ่อ กลับก็ได้ครับคุณท่าน” ฟังน้ำเสียงดูจะไม่อยากกลับสักเท่าไหร่
“ไม่ต้องเกรงใจ ถ้าอยากดื่มก็ดื่มกันเถอะ เดี๋ยวฉันขับรถกลับเองได้ นั่งแท็กซี่กลับได้หรือเปล่าล่ะ” ดูเหมือนว่าคืนนี้เจ้านายจะให้อิสระลูกน้องสินะ
“พวกเราพาคุณท่านกลับดีกว่าครับ ขับรถเองมันอันตราย”
“ไม่ต้องห่วงนะ ตามสบายเถอะไม่ได้พักผ่อนกันมานานแล้วนี่” พูดจบอติภัทรก็หยิบกระเป๋าเงินออกมาจากเสื้อสูทพร้อมกับควักเงินจำนวนไม่น้อยให้กับลูกน้อง ดื่มกินได้อย่างตามใจ
“เอ่อ ไม่ดีกว่าครับ” ลูกน้องหนุ่มบอกด้วยความเกรงใจ
“ไม่เป็นไร รับไปเถอะ” อติภัทรบอกอย่างอ่อนโยน สามหนุ่มจึงรับไปอย่างขอบคุณแล้วก็ยื่นกุญแจรถให้ อติภัทรจึงได้ปลีกตัวกลับเพียงลำพัง และขับรถเอง ในรอบหนึ่งอาทิตย์กระมัง เพราะส่วนใหญ่แล้วลูกน้องเป็นคนขับให้เสียมากกว่า
เป็นอีกครั้งที่อติภัทรกลับบ้านเพียงลำพัง พร้อมกับอารมณ์เคร่งเครียด บวกกับความเหงาที่เกาะกินใจมานานหลายปี มันอธิบายไม่ถูกว่าเพราะอะไร หรือเขาต้องการมากกว่าพี่เลี้ยงให้ลูกหรือเปล่า เขาคิดแต่ก็พยายามปฏิเสธว่ามันไม่ใช่ กระทั่งเวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง เขาก็ขับรถมาถึงบ้านหลังใหญ่สีขาว ไม่ใช่คฤหาสน์ หากแต่เป็นบ้านสไตล์โมเดิล ทรงสี่เหลี่ยม มีกระจกรอบด้าน พร้อมกับ ปลูกต้นไม้สีเขียวให้ร่มรื่นและประตูรั้วรอบขอบชิด
เมื่อเสียงรถแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้าน คนรับใช้วิ่งไปเปิดประตูให้และ ปิดเรียบร้อย จากนั้นอติภัทรก็ขับรถแล่นมาจอดเทียบทางขึ้นบ้านพอดี คนที่รออยู่ก่อนแล้วก็วิ่งออกมารับด้วยความดีใจ แม้จะกำลังทำการบ้านรออยู่ก็ตาม เพราะใจจดจ่อกับการกลับบ้านของผู้เป็นบิดา
“คุณพ่อ!” เด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปี รูปร่างสูง ผมสีบรอนเข้ม ดวงตาสีน้ำตาลอ่อน ใบหน้ารวมๆ คือฝรั่งน้อย เอ่ยเรียกผู้เป็นบิดาด้วยสำเนียงไทยที่ชัดเจน
“คุณพ่อกลับช้า ทำไมไม่โทรบอกผม” ดูเหมือนหนุ่มน้อยแดเนียลจะดีใจ ได้สักครู่ก็หลุดปากตำหนิบิดาเล็กน้อย
“แวะคุยธุระกับเพื่อนน่ะ” อติภัทรเปิดประตูลงจากรถแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“อ้าวแล้ว คนขับรถละครับ ทำไมให้พ่อกลับมาคนเดียว” แดเนียลถาม ด้วยความแปลกใจ
“พ่อให้เขาไปเที่ยวน่ะ เข้าบ้านดีกว่า” พูดจบอติภัทรก็คว้าแขนบุตรชาย ให้เดินตามเข้าบ้านทันที
“ทานข้าวเย็นหรือยัง การบ้านทำแล้วเหรอ” เมื่อเข้ามาในห้องนั่งเล่นอติภัทร ก็ถามด้วยความเป็นห่วง
“ทานข้าวเย็นแล้ว กำลังทำการบ้านครับ นั่งดูโทรทัศน์รอคุณพ่อด้วย”
“ถ้าอย่างนั้นก็นั่งทำการบ้านตรงนี้ พ่อจะขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า” ขณะที่อติภัทรกำลังคุยกับอยู่บุตรชายอยู่นั้น แม่บ้านก็เดินเข้ามาหาพอดีเนื่องจากได้ยิน เสียงรถและคิดว่าเจ้านายหนุ่มคงจะหิวข้าวด้วย
“คุณผู้ชาย ให้จัดอาหารไหมคะ” ป้านวลแม่บ้านวัยชรากว่าหกสิบปีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ไม่ต้องหรอกฉันไม่หิว ไปพักผ่อนได้แล้วไป” อติภัทรตอบปฏิเสธพลางไล่ไปพักผ่อนเสียดื้อๆ ทั้งที่ไม่ใช่เวลา
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวนวลรอเก็บบ้านสักพักแล้วจะกลับเรือนเล็ก”
“อืม” อติภัทรพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะนั่งลงบนโซฟาตัวหนาอย่างผ่อนคลาย ซึ่งตอนแรกคิดที่จะขึ้นไปอาบน้ำเสียก่อน ขณะที่บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนนั่งลงพื้น เพื่อทำการบ้านต่อไป ทว่าจากร่องรอยและกลิ่นฉุนที่เขาแอบไปดื่มเหล้าก่อนกลับนั้น มันคละคลุ้งจนได้กลิ่นเลยทีเดียว
“ไม่ไปอาบน้ำก่อนเหรอครับ ดูเหมือนจะเหนื่อยด้วย” บุตรชายถามด้วยความเป็นห่วง
“ขอนั่งพักแปบนึง” อติภัทรตอบกลับเสียงเรียบพลางถอนหายใจยาว
“คุณพ่อไปดื่มเหล้ามาเหรอครับ” บุตรชายถามพลางขมวดคิ้วเมื่อได้กลิ่นฉุนๆ
“พ่อแวะไปหาเพื่อนที่ร้านอาหารน่ะ” อติภัทรตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนเพลียพลางยกมือขึ้นบีบขมับตัวเอง
“ดื่มเหล้ามันทำให้ปวดหัว แล้วคุณพ่อจะดื่มทำไมครับเนี่ย”
“ไม่ได้ดื่มเยอะเสียหน่อย สักสองแก้วน่าจะได้ ไม่ได้ปวดหัวเพราะเหล้า แต่เครียดกับ
อย่างอื่น”
“เครียดเรื่องผมหรือเปล่า ผมขอโทษครับที่ทำให้คุณพ่อปวดหัวเรื่องพี่เลี้ยง” บุตรชายรู้ดีว่าบิดาของตนกำลังมีปัญหาที่จะหาพี่เลี้ยงคนใหม่มาให้
“ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่เรานะตาแดน ไม่รู้สิพ่อคิดว่าเขาเข้ากับเราไม่ได้ ก็เท่านั้นเอง”
“ผมจะพยายามเป็นเด็กดีก็แล้วกันครับ จะได้ไม่ต้องเปลี่ยนพี่เลี้ยงบ่อยๆ” เด็กหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงหม่น คิดว่าเปลี่ยนพี่เลี้ยงบ่อยก็เพราะตนเอง และความจริงก็คือเขาก็ไม่ชอบพี่เลี้ยงด้วยเพราะเอาแต่อ่อยพ่อ งานการไม่ได้เรื่อง
“พ่อไม่ได้ว่าเรานะไม่ต้องเครียด พ่อต่างหากที่จะต้องเครียด ไม่รู้จะหา แบบไหนที่เหมาะกับบ้านเรา”
“ค่อยๆ หาไปครับ ตอนนี้ผมก็ดูแลตัวเองได้ไม่ต้องห่วง”
“ก็ดูแลตัวเองได้ในบางอย่าง แต่กับบางอย่างก็ต้องอาศัยพี่เลี้ยง เวลาพ่อ ไม่อยู่เขาจะได้ดูแลเราไง”
“ครับคุณพ่อ” บุตรชายตอบยิ้มๆ ก่อนจะก้มหน้าทำการบ้านต่อไป
“พ่อไปอาบน้ำก่อนละกัน ถ้าทำการบ้านเสร็จก็ขึ้นบ้านได้แล้วนะ หืม” พูดจบอติภัทรก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะบุตรชายเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
“ไม่หิวข้าวเหรอครับ ไม่กินอะไรก่อน”
“พ่อไม่หิวน่ะ ขออาบน้ำนอนดีกว่า กู้ดไนท์ลูก” พอจบคำอติภัทรก็เดินเข้าไปใกล้ๆ บุตรชายก่อนจะโน้มใบหน้าลงแล้วจูบเบาๆ ที่กลางศีรษะเรียกได้ว่าทำเป็นประจำตลอดเวลาสิบสี่ปีจนเกิดเป็นความเคยชินเลยทีเดียว
“กู้ดไนท์ครับ” บุตรชายรับคำ พลางมองตามร่างสูงใหญ่ของบิดาที่ยังหนุ่มแน่น จนกระทั่งเดินขึ้นบันไดไป แล้วค่อยหันกลับมาตั้งหน้าทำการบ้านต่อ
ส่วนอติภัทรก็เดินขึ้นบนบ้านด้วยอารมณ์เครียดที่ยากจะหาเหตุผลว่า เกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องหาพี่เลี้ยงให้แดเนียล เรื่องพี่เลี้ยงนั้นไม่เท่าไหร่แต่เรื่องงานนี้สิที่กำลังรุมเร้าทำให้เขาต้องเป็นแบบนี้ เมื่อกลับขึ้นมา บนห้องได้ อติภัทรก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อที่จะได้อาบน้ำ แต่หลังจากที่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยอยู่ๆ เขาก็นึกถึงงานขึ้นมาเสียดื้อๆ ไม่สิมันเรียกว่าเรื่องชวนปวดหัว ที่บิดาของเขาเอามาสุ่มให้ต่างหาก
“พ่ออยากจะให้แกจัดการเรื่องหนี้สินของเพื่อนพ่อ”
“หนี้สินของเพื่อนพ่อ ทำไมพ่อไม่จัดการเองล่ะ ผมไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วย กู้ พ่อก็เป็นคนปล่อยกู้ไม่ใช่เหรอครับ”
“มันเกี่ยวเพราะว่าเพื่อนพ่อ ไม่มีเงินจ่ายน่ะสิ หาเงินไม่ทันธุรกิจตอนนี้ไม่โอเคเท่าไหร่”
“แต่คุณพ่อก็ปล่อยให้เขากู้นะครับเนี่ย แล้วเป็นหนี้เท่าไหร่ครับ”
“หนึ่งร้อยล้าน” ฝ่ายบิดาตอบน้ำเสียงอ่อยๆ
“ร้อยล้าน! ให้ตายสิ เวรแท้ๆ แล้วพ่อจะทำยังไง ให้ผมจัดการเพื่ออะไรครับ”
“ก็... เขาเป็นเพื่อนพ่อ มีลูกสาว สวยน่ารัก”
“เอาอีกแล้วเกี่ยวอะไร ผมไม่เอา ไม่อยากมีเมีย ไม่ต้องหาผู้หญิงมา ยัดเยียดให้ผมเลย”
“อ้าวไอ้นี่ อะไรจะปฏิเสธพ่อเร็วปานนั้น ยังไม่เห็นหน้าเขาเลย”
“แล้วพ่อเห็นหน้าแล้วเหรอครับ” อติภัทรย้อนถามแบบกวนๆ
“ยัง แต่คิดว่าสวยมากแน่ๆ พ่อขอไว้ให้แกน่ะ เงินร้อยล้านถือว่าเป็น ค่าสินสอด ถ้าแกเอานะ”
“พ่อพูดง่ายดี เงินนะครับไม่ใช่กระดาษ จะยกให้ได้ง่ายๆ ขนาดนั้น ผมไม่เอาหรอก หาวิธีให้เขาจ่ายเงินมาก็แล้วกัน ไม่งั้นก็ฟ้องล้มละลาย มีอะไรก็ขายมาจ่าย ให้หมด” อติภัทรบอกอย่างไม่แยแส เพราะเงินมากขนาดนี้จะทิ้งไปแล้วแลกกับผู้หญิงคงไม่ได้
“นั่นเพื่อนรักพ่อสมัยเด็กๆ เลยนะโว้ย พ่อใจร้ายไม่ลง”
“ไม่ครับ อย่ามาบังคับ” อติภัทรปฏิเสธเสียงแข็งอีกครั้ง
“เอาน่าเห็นว่าเพิ่งกลับจากเมืองนอก เพิ่งเรียนจบเราจะได้เรียกมาดูตัว แกก็จะได้มีแม่ให้ตาแดนเสียทีไง”
“ผมยังเข็ดอยู่ ยังไม่อยากได้”
“แกเข็ดมาสิบสี่ปีเชียวเหรอ”
“ครับผม หวังว่าคุณพ่อคงจะเข้าใจ เอาเป็นว่าผมไม่ตกลง จะยังไงก็ตาม ให้เขาหาเงินมาไม่ต้องเอาลูกสาวมาแทนเงิน”
“แกเป็นเกย์หรือเปล่าวะ”
“หึ ให้ตาย ผมยังไม่อยากได้ ไม่ได้หมายความว่าผมเป็นเกย์แค่ไม่อยาก มีพันธะเท่านั้นเอง”
“เห็นหน้าแล้วแกจะเสียดาย แต่เอาเถอะถ้าแกไม่เอา พ่อจะเอาเอง” พูดอย่างกับบิดาเคยเห็นหน้า ทั้งที่บอกว่ายังไม่เคยแล้วจะให้เสียดายยังไง
“ว่าไงนะ! จะให้เขาตราหน้าว่าเป็นตาแก่ตัณหากลับเหรอครับพ่อ”
“ก็แกไม่เอานี่หว่า พ่อก็เอาเอง เป็นโสดมาหลายสิบปีแล้วเนี่ยตั้งแต่แม่แกตาย”
“ผมจะบ้าตาย ไม่มีทางให้พ่อไปเอาอีหนูนั่นมาเป็นแม่เลี้ยงผมหรอก”
“งั้นแกก็ต้องเอาไป หมั้นไว้แล้วจะนัดน้องมาดูตัว ดีไหม” อติภัทรได้แต่นั่งนิ่งไม่ยอมพูด ไม่อยากให้บิดามีเมียเด็ก แต่ตัวเองก็ยังไม่อยากมีพันธะ ให้ตายสิ นึกว่าจะ
หมดยุคคลุมถุงชนแล้วเสียอีก
“ไม่เอาครับตอนนี้ผมยังไม่ว่าง ต้องใช้เวลาหาพี่เลี้ยงให้ตาแดนอยู่ ผมพร้อมแล้วจะบอกคุณพ่อก็แล้วกัน” นี่คือบทสนทนาระหว่างพ่อกับลูก ที่ทำเอาอติภัทรถึงกับกุมขมับ เพราะอยู่ๆ บิดาก็หาภาระมาให้ ทั้งที่เขาต้องดูแลแดเนียลอยู่แล้ว ไหนจะต้องมาปวดหัวกับเมียที่พ่อหามาให้อีก เขาไม่อยากเสียใจอีกครั้ง ไม่อยากเจ็บปวด กับความรักครั้งที่สอง ทุกวันนี้ยังคงเข็ดหลาบไม่ขอมีเมียอีก โดยเฉพาะเมียแบบไถ่หนี้ด้วยแล้วยิ่งไม่ต้องการ
“พ่อนะพ่อ” อติภัทรเอ่ยขึ้นลอยๆ ขณะที่กำลังคิดเรื่องที่บิดาเล่าให้ฟัง เขา ไม่มีทางเล่นไปตามน้ำของบิดาเป็นอันขาด ซึ่งแผนของบิดาจริงๆ แล้วนั่นก็คือจะหาเมียให้เขาทางอ้อมเสียมากกว่า แล้วใช้หนี้สินของอีกฝ่ายมาเป็นข้ออ้าง ฝ่ายนั้น ก็เหลือเกิน ขายลูกกิน
“วิคทอเรียยังทำผมจุกอยู่ ผมคงยังเริ่มต้นใหม่กับใครไม่ได้” เขานึกถึงอดีตภรรยาชาวอังกฤษด้วยความเสียใจ เจ็บปวดทุกครั้งที่ยังนึกถึงหน้าเธอ หญิงสาวที่เขารักหมดหัวใจ สุดท้ายก็ทรยศหักหลังและจากไปพร้อมกับชายชู้ และทิ้งแดเนียลพยานรักตัวน้อยเอาไว้ให้เขารับผิดชอบจนถึงทุกวันนี้ ใช่ว่าเขาจะไม่รักแดเนียล ทว่ารัก สุดหัวใจและทำทุกอย่างเพื่อลูก แต่เมื่อนึกถึงคนเป็นแม่ผู้ให้กำเนิดและชู้โฉดทีไรเจ็บปวดทุกที อยากจะบีบคอทิ้งเสียให้ตายทั้งคู่
“ความรักทำให้เจ็บปวดได้ขนาดนี้แล้วผมจะเริ่มต้นใหม่กับใครได้ยังไง ให้ตายสิ” เขาครุ่นคิดอยู่เพียงลำพัง สุดท้ายพยายามสลัดความรู้สึกนี้ทิ้งเสีย คิดถึงลูกเป็นสำคัญ ดีกว่าจะคิดเรื่องไร้สาระ และวันพรุ่งนี้เขาจะประกาศหาพี่เลี้ยงให้ลูก และจะปิดประกาศไว้ที่หน้าบริษัทเลยเชียว
ณ บ้านกีรติรัตน์ชยางกุล ตระกูลเก่าแก่ที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ในระดับ มหาเศรษฐี บัดนี้คงเหลือแต่เพียงเปลือกนอกให้คนได้ชื่นชม มีบ้านสีขาวหลังใหญ่หรูหรา สไตล์ยุโรป มีโดมอยู่ตรงกลางหลังคา ลานหน้าบ้านมีน้ำพุอยู่ตรงกลาง บริเวณจอดรถกว้างขวาง เข้าไปถึงในบ้าน ภายในบ้านโอ่อ่าด้วยเฟอร์นิเจอร์ทรงหลุยส์สีทอง โคมไฟแชนเดอร์เรียราคาแพง บันไดเดินขึ้นบ้านแบบสองทาง แม้ทุกอย่างจะครบครัน แต่เวลานี้มันไม่เป็นเช่นนั้นเลย เพราะทุกอย่างภายในบ้านซึ่งราคาแพงตั้งแต่หนึ่งแสนขึ้นไปกำลังจะถูกขายออกไปทีละชิ้นเพื่อปลดหนี้
“อะไรนะคะ! เป็นหนี้ร้อยล้าน!” จันทร์ศิตางค์บุตรสาวคนเล็กของตระกูล กีรติรัตน์ชยางกุล โผลงขึ้นมาด้วยความตกใจ หลังจากที่ทราบเรื่องราวของครอบครัวซึ่งกำลังประสบปัญหาการเงิน ในขณะที่เธอเพิ่งกลับจากต่างประเทศ
“ยัยจันทร์ แกจะตะโกนให้คนเขารู้กันหมดเลยหรือไงว่าเราเป็นหนี้” ตะวันรอนพี่ชายคนโตแทรกขึ้นอย่างหงุดหงิดระคนอับอายพอกัน
“หึ ไม่ใช่แค่จะตะโกนนะ จะประกาศลงหนังสือพิมพ์เลยว่าพี่รอนกับพ่อกู้เงินไป แล้วไม่มีปัญญาจ่าย จากนั้นก็ผลักภาระมาให้จันทร์รับผิดชอบน่ะ” น้องสาว ขึ้นเสียงอย่างไม่ลดลาวาศอก ผู้เป็นบิดาก็ได้แค่ก้มหน้ารับผิด เพราะมันคือเรื่องจริง แต่ส่วนหนึ่งก็ส่งเสียเธอเรียนเช่นกัน
“แต่เงินที่เป็นหนี้ ส่วนหนึ่งก็ส่งไปให้แกที่เมืองนอกโว้ย” พี่ชายเถียงกลับทันที
“ถ้าบอกว่าเป็นเงินที่กู้เขามาละก็ จันทร์จะรีบกลับเมืองไทยทันทีเลย จะไม่ใช้เงินของคนอื่นแม้แต่สตางค์แดงเดียว”
“แต่แกใช้ไปแล้วหลายล้านเลยกว่าจะจบโทเนี่ย แล้วนี่อะไรพอรู้ว่าเป็นหนี้ จะไม่ช่วยพี่กับพ่อหน่อยเหรอ”
“ไม่ จะให้จันทร์ช่วยอะไรไม่ทราบ จันทร์ก็มีแต่ตัวและเพิ่งกลับเมืองไทยมา ได้ไม่กี่วันด้วย แต่ก็ต้องมาเจอกับข่าวร้าย น่าจะให้เขาฟ้องล้มละลายเสียให้เข็ด”
“อ้าวไหงพูดอย่างนี้วะยัยจันทร์ พี่กับพ่อทำงานนะโว้ย เปิดบริษัทรับสร้างบ้าน มันก็มีเรื่องกำไรขาดทุน ไหนจะสร้างบ้านขาย พอขายไม่ออกก็ไม่มีเงินหมุนไง มันก็เรื่องธรรมชาติ”
“แต่พี่กับพ่อยืมเงินเขามานะคะยืมมาลงทุนแล้วเป็นไงคะ ไม่มีปัญญาจ่าย หาเงินไม่ทันโยนมาที่จันทร์นี่”
“จันทร์เจ้าขาเลิกบ่นให้พี่กับพ่อได้แล้ว ไม่ได้เป็นหนี้เพราะการพนันเสียหน่อย เป็นหนี้เพราะกู้มาหมุนในบริษัทเรา” พี่ชายบอกอย่างเหลืออดแต่น้ำเสียงผ่อนลง
“เท่านั้นเองเหรอคะพี่รอน งั้นก็หาเงินไปใช้เขาสิ มาขอร้องให้จันทร์ช่วยทำไม”
“ก็เพราะหมดหนทางถึงอยากจะให้หนูช่วย แต่ทางนั้นก็ชอบหนู อยากได้ หนูเป็นสะใภ้ ลองไปดูตัวคู่หมั้นนะลูก ถ้าชอบก็แต่งเลย” บิดาแทรกขึ้นหลังจากเงียบให้บุตรสาวตำหนิอยู่ฝ่ายเดียว
“ไม่ค่ะ จันทร์ไม่แต่งและไม่รับผิดชอบอะไรทั้งนั้น เผลอๆ เจ้าหนี้พ่อ อาจจะโกงพ่อก็ได้ ใครจะรู้ โกงเพราะอยากจะได้ทรัพย์สินเก่าแก่ของเรา”
“ไม่งั้นเขาก็มายึดบ้าน ที่ดินของเรา ซึ่งตกทอดมานาน ตระกูลเราก็ ล่มกันพอดี” บิดาว่าน้ำเสียงอ่อยๆ
“มันก็ล่มเพราะพ่อกับพี่รอนนั่นแหละ”
“เลิกว่าให้พ่อกับพี่เสียทีนะยัยจันทร์มันบาปรู้หรือเปล่า” พี่ชายแทรกขึ้น อีกครั้ง
“แล้วทำไมถึงไม่คิดถึงใจจันทร์บ้างล่ะค่ะ มันไม่บาปเหรอ ให้จันทร์ ไปแต่งงานกับเขาเพื่อแลกกับเงินเนี่ย”
“พอได้แล้ว สงบสติอารมณ์เสียบ้าง พ่อกับรอนขอโทษก็แล้วกันที่ดึงลูก มาเกี่ยว แต่เพราะเราไม่มีทางแก้ ทางนั้นเป็นเพื่อนพ่อตั้งแต่สมัยเรียน เพียงแต่เราไม่ได้ติดต่อกันเท่านั้นเอง พอถึงวันที่พ่อต้องการเงินเขาก็หยิบยื่นให้ พอพ่อมีปัญหาเขาก็ไม่ได้ต่อว่าอะไร เขาแค่อยากเป็นครอบครัวเดียวกับเรา อยากได้ลูกเป็นสะใภ้ หนี้ทั้งหมดถือว่าเป็นค่าสินสอด”
“แหมค่าสินสอดของจันทร์นี่แพงเอาการนะคะ จันทร์ยังไม่พร้อมเพราะ ยังไม่รู้จักเขาเสียด้วยซ้ำ”