เกาะส่วนตัวตระกูลศิรินุดิเรก
“สราไปด้วยได้ไหมคะ” ธนิสรา ศิรินุดิเรก ยื่นมือเล็กจับแขนกล้ามปูภายใต้ชุดสูทคนที่กำลังจัดเนคไทให้เข้าที่เข้าทาง
“ไม่ได้ครับ” อริย์ธัชบอดี้การ์ดหนุ่มร่างใหญ่วัยสามสิบสี่ปฏิเสธ
“ ถ้าอย่างนั้นสราขอออกไปเที่ยวข้างนอกค่ะ เบื่อมาหลายวันแล้ว”
อริย์ธัชเริ่มใบหน้าไม่เรียบเฉยแต่ร่างสูงก็ยังก้าวเดินไปยังประตูห้องพัก
“จะไปแล้วหรือคะ ” เสียงเบามีวอลลุ่มสูงขึ้นด้วยความลืมตัว การ์ดหนุ่มหันไปมองใบหน้ารูปไข่อ่อนเยาว์ “ผมมีนัดกับรดีบอกคุณไปแล้วไม่ใช่หรือครับ คืนนี้เป็นคิวของจิราเจตที่จะดูแลคุณ” ตอกย้ำเรื่องบอดี้การ์ดอีกคนให้เธอรู้
ชนารดี คือคนรักที่อริย์ธัชคบหามาสองปี กำลังจะแต่งงานกันอีกไม่กี่สัปดาห์ ช่วงนี้ก็ต้องดูแลเธอรับส่งไปไหนมาไหนเพื่อเตรียมงานด้วยกันบ้าง
“รู้แล้ว จำได้ค่ะ”
อริย์ธัชข่มอารมณ์เงียบขรึมที่มีอยู่เป็นนิจ “แล้วทำไมยังอยากไปอีกครับ ผมจะไปหาคนรักนะไม่ได้ไปเล่นสวนสนุก”
ร่างสูงว่าแล้วหันหลังเดินด้วยก้าวยาวๆ หนีกันไป ธนิสราจึงแหงนหน้าวิ่งไปหามือถือ “ใครอยู่แถวนี้หยิบมือถือสรามาให้หน่อยสิคะ”
เด็กรับใช้คนหนึ่งยื่นมือถือให้เจ้านายสาว ธนิสราเดินออกไปยังสนามหญ้าหน้าบ้าน กดโทรหาใครบางคน
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
ชนารดี หญิงสาววัยยี่สิบเก้าพาเรือนร่างโปร่งบางเข้ามาในห้องนอนญาติผู้น้อง ถามด้วยน้ำเสียงกระวนกระวาย “เป็นอะไรไปสราเห็นคุณแม่บอกให้รดีมาดูแลเธอ ดีนะที่พี่อยู่ที่เกาะแล้วตอนเธอโทรไปหาคุณแม่ไม่อย่างนั้นจะทำยังไงล่ะ ป่วยบ่อยจังดูแลตนเองบ้างสิ”
“รบกวนพี่รดีแย่เลยค่ะ สราไม่รู้ว่าคุณป้าจะให้พี่มาที่นี่”
แผนของเธอใช้ได้ผล แค่โทรไปหาป้านุรดีบอกว่าไม่สบายฝ่ายนั้นก็ส่งพี่สาวอย่างชนารดีมาดูแลเธออย่างเคย
“อย่าพูดอย่างนั้นสิพี่ก็ต้องดูแลสรา ยิ่งคุณแม่ยิ่งห่วงรู้ไหม” ชนารดีเสียงค่อย ธนิสราไม่ได้สนใจญาติสาวสักเท่าไหร่เพราะกำลังหันมองใบหน้าขรึมของบอดี้การ์ดบิดาที่ยืนฟังการสนทนาอยู่ไม่ไกลเสียมากกว่า
“แต่ดูแล้วคุณธัชคงโกรธค่ะ…”
“ใครจะคิดแบบนั้นล่ะอย่าคิดมากเลย” ชนารดีห่มผ้าให้ จัดการหายามาให้คนป่วยกิน
“ขอบคุณค่ะ” ธนิสรามองหน้าชนารดี ใจรู้สึกหมองเศร้า
“บอกแล้วไม่เป็นไร พักนะพี่ไปทำอาหารให้เราเอง” ชนารดีบอกเมื่อคนป่วยทานยาแล้ว สาวน้อยพยักหน้า สายตายังเหล่มองไปทางคนด้านหลัง
“หลับซะด้วย” ชนารดีสั่ง
“ค่ะ” คนป่วยแกล้งหลับตาแค่พอให้ร่างบางและร่างใหญ่ออกไปจากห้อง…
“เดี๋ยวรดีมานะธัช”
ชนารดีขอตัวคนรักไปห้องครัว อริย์ธัชคว้าร่างคนรักมากอด เมื่อเธอดิ้นหนีก็จูบแก้มนุ่มฟอดใหญ่ ปากพร่ำพูด “ขอโทษนะ ที่คุณสรายังทำตัวเป็นเด็ก ขัดขวางเวลาของเราอีกแล้ว”
“อย่าพูดอย่างนั้นเลยค่ะเจ้าสัวมีบุญคุณกับรดีและแม่มากได้ตอบแทนแค่นี้ถือว่าน้อยมาก” ชนารดีเบื่อหน่ายแต่ก้ทำอะไรไม่ได้นอจากบอกคนรักแบบนี้
“น่ารักจริงๆ แบบนี้ไงใครๆ ถึงรักรดี เจ้าสัวรักคุณเหมือนลูกแท้ๆ ผมเองไม่ต้องพูดถึงยกให้ทั้งชีวิตเลยครับ” ชายหนุ่มไล้มือแข็งแรงเข้าในเสื้อคนรักบีบคลึงสองเต้าอวบอิ่มด้วยความอารมณ์พิศวาส
“ปากหวาน คนหื่น” ชนารดีช้อนสายตามอง
“แล้วรักไหมครับหื่นแบบนี้” อธิย์ธัชได้โอกาสอ้อนแฟนสาวดันร่างบางไปชิดผนังหน้าประตู ซุกไซ้ใบหน้าไรหนวดประปรายตรงลำคอขาวผ่อง ชนารดีเคลิบเคลิ้มไปกับคนรักแต่พยายามตัดใจดันร่างใหญ่ออกห่าง
“รดีต้องไปทำอาหารนะคะธัชอย่าเกเรเดี๋ยวสรามาเห็นเข้า”
บอดี้การ์ดหน้าเข้มถอนหายใจ
“อย่าดื้อนะคนแก่” ชนารดีหยุดมือใหญ่ไว้
“งอนแล้วว่าผมแก่” ชายหนุ่มซุกมือปลาหมึกไว้ในกระเป๋ากางเกงสแล็คสีหน้าร่าเริงหายไป คนรักไม่คิดง้องอนเดินยิ้มลงไปด้านล่างได้แต่เดินมองตามด้วยความเซ็ง
จะจู๋จี๋กับแฟนทั้งทีมันยากเย็นเหลือเกิน…ร่างใหญ่เดินไปทางปีกซ้ายของคฤหาสน์ศิรินุดิเรก พับแขนเสื้อเชิ้ตลวกๆ ปลดกระดุมหน้าอกสองสามเม็ดเพราะอาการบนเกาะวันนี้ค่อนข้างร้อน หรือว่าอาจเป็นใจเขามากกว่า ไม่อยากคิดอีก ถึงห้องพักเจอแม่บ้านที่ทำความสะอาดอยู่แถวนั้นถามถึงจิราเจต
“เห็นจิราเจตหรือเปล่าเข้ามาแล้วใช่ไหม”
“คุณสราให้ไปหาซื้อของให้ค่ะ”
ได้ความว่าฝ่ายนั้นโดนธนิสราไล่ให้ไปหาซื้อของก็ส่ายหน้า
“แล้วคุณหนูบอกว่าฉันจะเข้ามาใช่ไหม” ชายหนุ่มซักไซ้รายละเอียดแม่บ้าน ได้ความก็เดินกลับไปห้องคุณหนูธนิสรา
ธนิสราเปิดเปลือกตาเห็นว่าเป็นใครเข้ามาในห้อง แต่คำถามที่มีน้ำเสียงค่อนข้างดังทำให้แกล้งหลับตาต่อไปไม่ไหว
“ทำไมทำแบบนี้คุณสรา การที่บอกให้จิราเจตออกไปแบบนั้นจะไม่ปลอดภัยสำหรับตัวคุณนะ”
“คุณธัชเกือบมาถึงแล้วนะคะตอนเขาออกไป” ตอบเสียงเบา ไม่ยอมสบสายตาดุ
“เรื่องจิราเจต ถ้าคุณพ่อคุณรู้ ใครรู้ไหมที่เดือดร้อน ทำอะไรกรุณาคิดถึงใจคนอื่นบ้างนะครับ” ชายหนุ่มแน่ใจจิราเจตทนความดื้อดึงไม่ได้ต้องฝืนแหกกฎที่วางไว้
“คุณพ่อไม่สนใจสราหรอกค่ะ บอกคุณหลายครั้งแล้วอย่าสนใจเรื่องนั้นเลย ทุกคนจะไม่เดือดร้อนแน่นอน” พูดถึงพ่อใบหน้านวลเนียนก็ไม่สดใสอย่างเคย
อริย์ธัชเดินเข้าใกล้ร่างอวบบนเตียง “ผมแค่สงสารบอดี้การ์ดคนแล้วคนเล่าที่ต้องเข้าๆ ออกๆ งานตรงนี้ เรื่องอื่นไม่อยากพูดถึง”
“มีแค่คุณธัชคนเดียวคนอื่นพอแล้วนี่ค่ะ” ทำเป็นไม่สนใจการเมินเฉยแม้จะไม่มีความสุขเลยตั้งแต่บอดี้การ์ดที่เคยตามใจเธอเมื่อหลายปีก่อน เลิกพูดปลอบเรื่องที่บิดาทิ้งให้เธอโดดเดี่ยวเดียวดาย เขาเลิกสงสารเธอแล้วหรือไรกัน
“ผมก็ต้องมีชีวิตของผมบ้างนะคุณ” ดวงตาคมสบนัยน์ตาดำระยับที่มีคำถามซ่อนอยู่ จำใจขยายความต่อ “ผมหมายถึงครอบครัว”
“คุณธัชจะแต่งงานเร็วๆ นี้จริงอย่างที่สราได้ยินมาเหรอคะ” เขาเปิดอกพูดคุยเธอก็กล้าซักถาม ใบหน้าหล่อเข้มพยักหน้าเป็นคำตอบ ธนิสรานิ่งงันหรุบสายตามองผ้าห่มสีขาวตรงตักปกปิดความรู้สึก
“เงียบแสดงว่าจะคิดใหม่ทำใหม่จริงๆ เรื่องของผม ไม่อย่างนั้น ผมก็อาจจะเหมือนบอดี้การ์ดคนอื่นๆ นะครับ”
แหงนมองนัยน์ตาคมเข้มที่กำลังมองกันอยู่ “ได้สิ ได้สิคะ” รีบตอบ ก่อนล้มตัวลงนอน ปิดเปลือกตาบอกเป็นนัยน์ว่าต้องการปิดการสนทนา อริย์ธัชไม่อยากหวังว่านั่นคือเรื่องจริง ร่างใหญ่เดินออกจากห้องปิดประตูเบาๆ
อาหารพร้อมสำหรับคนป่วยชนารดีให้เด็กรับใช้ถือตามมาบนห้องนอน คนป่วยไม่ค่อยทาน คนเป็นพี่คะยั้นคะยอ “ฝืนหน่อยน่าสรา ช่วงนี้พี่ยุ่งมาบ่อยไม่ได้นะ”
“แค่นี้พอค่ะ”
จังหวะนั้นมีสายเข้ามาชนารดีขอตัวไปรับ
“ค่ะคุณแม่”
“ถ้าสราดีขึ้นแล้วก็ชวนอธิย์ธัชมาดูชุดแต่งงานด้วยนะลูก คุณป้าโทรมาว่าเสร็จเร็วกว่ากำหนดลูกจะได้ปรับเปลี่ยนหากไม่พอใจตรงไหน”
ชนารดีหน้านิ่งไม่ได้ยิ้มหรือพูดให้แม่รู้ว่าดีใจ มารดาดูจะยอมรับคนรักมากกว่าเดิมแต่เรื่องราวหนหลังเธอก็ไม่เคยลืม รักแรกถูกกีดกัน นานทีเดียวกว่าจะผ่านพ้นความเสียใจมาได้… จนได้ยินเสียงคุณลุงและฝ่ายนั้นขอพูดด้วยก็ยิ้มออกมา เจ้าสัวเอาแต่พูดเรื่องมีหลานเมื่อแต่งงาน ซึ่งเธอก็ตอบแบบเดิมๆ
“แหมคุณลุงรดียังไม่คิดเรื่องลูกหรอกค่ะ บอกหลายครั้งแล้ว อยากเที่ยวพักผ่อนกันสองคนก่อน” เสียงปลายสายหัวเราะก่อนจะวางสายไป หญิงสาวเดินกลับไปหาคนบนตียง
“คุณพ่ออยู่กับคุณป้าเหรอคะ” ธนิสราพยายามเก็บความน้อยใจไม่ให้ญาติผู้พี่เห็น ทั้งๆ ที่ในใจอิจฉาเป็นที่สุด แม้รู้ว่าเธอเจ็บป่วยคนเป็นพ่อไม่สนใจแม้จะโทรมาบ้างเลย
“คงอย่างนั้นจ๊ะสรา” ชนารดีพยักหน้า ก่อนจะบอกธุระที่มารดาโทรมา “พี่มีธุระต้องไปดูเอ่อ…ชุดเจ้าสาวถ้ายังไงเธออยู่ได้นะ พี่จะเข้ามาอีกทีตอนค่ำนะ”
ชุดเจ้าสาว!
คนแกล้งป่วยเริ่มจะป่วยจริงขึ้นมา ญาติผู้พี่เห็นเธอเงียบก็หยิบกระเป๋าสะพายบนโต๊ะข้างหน้าต่างโบกมือเดินออกไปจากห้อง
ถึงเวลาที่เธอต้องเสียคนที่รักที่สุดไปให้คนอื่นแล้วจริงๆ หรือ คราวนี้เธอก็ไม่เหลือใครอีกแล้วในชีวิต…อยากให้เป็นแค่ความฝันนัก
อากาศเย็น ลมทะเลปะทะผิวบอบบางแต่ธนิสราไม่รู้สึกรู้สมเหมือนทุกครั้งที่มีเรื่องให้ขบคิด ร่างอวบความสูงร้อยห้าสิบเจ็ดเซนติเมตรเดินทอดน่องริมชายหาดส่วนตัว ทรุดนั่งเก็บเปลือกหอย
ได้เปลือกหอยที่ต้องการเดินไปทรุดนั่งบนพื้นทรายไม่ไกลชายหาด มือเล็กเผลอกำเปลือกหอยที่หยิบมาแรงไป จนเจ็บฝ่ามือจึงคลายออก หันไปมองดูบอดี้การ์ดสองคนที่ยืนเฝ้าอยู่ ทุกคนไกลสายตาคงไม่เห็นความอ่อนแอของเธอ จึงก้มหน้าร้องไห้กับพื้นทรายตรงนั้น
เปลือกหอย…
เรื่องราวหนหลังมันก็เป็นแค่ความหลัง ใครจะจดจำฝังใจเหมือนกับเธอกันเล่า จมูกโด่งสูดสะอื้น นำเปลือกหอยในมือวางบนพื้นทราย ก่อนจะกอบโกยเม็ดทรายสีขาวละเอียดมาปิดทับเปลือกหอยหลายรูปทรงนั้น…
แปดปีก่อน
ธนิสราสูญเสียมารดาไป ท่านจากไปเพราะไม่อยากอยู่ในโลกใบนี้ ทิ้งลูกสาวผู้อ้างว้างให้อยู่กับความเศร้าสร้อยโดดเดี่ยว
บิดาที่ไม่ค่อยดูแลสนใจมารดาและธนิสราอยู่แล้วไม่มีท่าทีเสียใจ ซ้ำหมางเมินกับเธอกว่าเดิม ธนิสราร้องไห้ก็โดนต่อว่า
“เป็นลูกสาวเจ้าสัวศรินต้องไม่ขี้แย ออกไปจากห้องถ้ายังไม่หยุด”
เพราะต้องการให้พ่ออยู่ด้วยกันที่คฤหาสน์กว้าง เด็กหญิงธนิสราตัวสั่นหันมองเหล่าบอดี้การ์ดหลายคนของพ่อที่มองดูเธออยู่ ก่อนจะวิ่งกลับห้องนอน…
“คุณหนูอย่าคิดมาก” แม่บ้านปลอบใจแต่ไม่ได้ช่วยให้เธอดีขึ้นเลย ความโดดเดี่ยวอ้างว้างเกาะกินใจ มีเงิน มีคนดูแลมากมายแต่ไม่มีความอบอุ่น ไม่มีเพื่อน ท้ายสุดเด็กหญิงธนิสราก็เหมือนเด็กเก็บกดคนหนึ่ง
กระทั่งวันหนึ่งได้เจอบอดี้การ์ดผู้แสนใจดี ไม่กลัวที่จะเข้าใกล้เธออย่างคนอื่นๆ
“คุณธัช” เธอเรียกแต่บอดี้การ์ดคนนี้ให้ไปไหนมาไหนด้วยกัน
เขาเล่นก่อกองทรายกับเจ้านายตัวเก้งก้างผู้เงียบเหงาได้
พับนกตัวน้อยจากใบมะพร้าวให้เล่น
ให้ขี่หลัง…
ทุกเรื่องราวซึมซับสู่หัวใจจนเด็กหญิงที่กำลังเปลี่ยนสู่วัยสาวแรกรุ่น คุณธัชเข้ามาผูกพันกับหัวใจ แม้เขาจะไม่ค่อยหัวเราะแต่ก็มีแววตาอบอุ่นให้เธอเสมอมา จนเวลาล่วงเลยจากวัยเด็กย่างสู่วัยสาวเต็มตัวเธอได้เปลี่ยนความรู้สึกผูกพันเป็นหวงแหนและ รักเขา…
พ่อไม่มาหาในวันเกิดมีเพียงของขวัญเธอก็พยายามไม่ร้องไห้ยังมีคุณธัช
ผลการเรียนอวดใครไม่ได้ก็มีผู้ชายกล้ามโตยกหัวแม่มือชื่นชม แค่นี้ก็พอ…
แต่จากนี้เธอต้องก้าวสู่ความอ้างว้างโดดเดี่ยวอีกแล้วใช่ไหม
ธนิสรา จิ้มนิ้วบนผืนทราย ระบายความในใจที่บอกใครไปคงไม่มีใครเข้าใจ และคงไม่เป็นการดี…
คุณธัช…จะไม่แต่งงานใช่ไหม
คุณธัช…จะไม่มีทางไปไหนจากสราใช่หรือเปล่า
“คุณหนูคะ คุณหนู” เสียงเรียกหาของแม่บ้าน ธนิสราหันไปมอง ไม่อยากให้ฝ่ายนั้นเข้ามาใกล้ถามขึ้นอย่างรู้ทัน “มีอะไร จะมาบอกว่าค่ำแล้วล่ะสิ จะไปเดี่ยวนี้ล่ะ” ทว่าเรื่องที่แม่บ้านบอกทำให้เผลอลุกขึ้นจนเหยียบเปลือกหอยจึงรู้สึกเจ็บแปลบที่เท้า
“เจ้าสัวมาค่ะ”
“เข้าใจแล้ว” แม้ปวดเท้าพยายามระงับอาการไว้เพราะตื่นเต้น เดินเข้าคฤหาสน์
ห้องนั่งเล่นกว้างใกล้สระน้ำริมหน้าต่างซึ่งเวลานี้เปิดกว้าง ชุดโซฟาหลุยส์ที่มีคนอื่นนอกจากบิดานั่งอยู่ทำให้ธนิสราชะงักเท้า ความดีใจที่คิดว่าคนเป็นพ่อมาเยี่ยมอันตรธานหายไป ในห้องชนารดีกับคุณป้านุรดีก็อยู่ด้วย ประมุขของที่นี่กำลังนั่งยิ้มแย้มกับคนทั้งสอง
“หลานเข้ามาสิจ๊ะ” นุรดีหันมา เธอก้าวเท้าเข้าไป ทำความเคารพบิดาและป้าแล้วก็นั่งนิ่งๆ
“ไม่สบายทำไมไปนั่งเล่นอยู่ล่ะ” บิดาหันมาพูดคุยใบหน้าเคร่งขรึม ธนิสราตอบเสียงเบา “หนูดีขึ้นแล้วค่ะ”
“ก็ดี ดูแลตัวเองด้วยนะ ไม่ใช่ไม่สบายเล็กน้อยก็โทรหาพี่เขา คิดบ้างบางครั้งเขาก็ไม่ว่าง”
ธนิสรากล้ำกลืนความน้อยใจตอบรับ “ค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นไปทานยาแล้วพักซะนะหลาน หรือถ้าไหวก็นั่งเล่นๆ ช่วยพี่เลือกรูปแบบการจัดงานแต่งนะจ๊ะ” ป้านุรดีกล่าวเสียงสดใสมีความสุข ก่อนหันไปบอกให้ประมุขของบ้าน “เจ้าสัวคุณเองก็เหนื่อยไปพักดีไหมคะ”
“ก็ดี” บิดาตกลงง่ายดายเดินขึ้นห้อง ก่อนไปไม่ลืมโบกมือให้คนติดตามไปรอข้างนอก ธนิสรามองตาม อยากเดินตามไปหาร่างภูมิฐานนั้น ดูแลให้หายคิดถึง แต่หัวใจก็คอยรั้งไว้ กลัวการเมินเฉยอย่างที่แล้วมาจะเกิดขึ้นอีก
ทำได้คือนั่งดูสถานที่ซึ่งชนารดีเลือกจัดงานแต่งงานด้วยใจเลื่อนลอย กระทั่งร่างใหญ่ของอธิย์ธัชเดินเข้ามาดวงตาเศร้าจึงพราวระยับขึ้นมาบ้าง แต่ก็เพียงไม่นานเพราะชนารดีชวนเขาออกไปชมดวงจันทร์ข้างนอก
“สราขอตัวนะคะพี่รดี” เธอจึงขอตัวพี่สาว ชนารดีไม่รั้งไว้ก็เดินขึ้นด้านบนเงียบๆ
เที่ยงคืนธนิสรายังนอนไม่หลับ เธอเดินลงด้านล่าง เปิดตู้เย็นเรื่อยเปื่อยไม่มีจุดประสงค์จะเอาอะไรก็ปิดเสีย สายตาเหลียวไปที่บาร์เครื่องดื่มก้าวเท้าเข้าไปใกล้หยิบขวดทรงสวยมาหนึ่งขวด อาจจะเป็นบรั่นดีอย่างดีจากประเทศไหนที่บิดามีไม่ขาดบาร์ หญิงสาวเปิดฝายกขวดขึ้นจิบช้าๆ
ใบหน้าสวยเบ้เพราะรสชาติที่บาดคอ แต่ก็ยังจะดื่มเรื่อยๆ คิดว่าบางทีจะทำให้หลับได้ เริ่มมึนงงก็วางขวดสีสวยลง พาตนเองลงจากเก้าอี้ทรงสูงพยายามถ่างสายตาเพื่อเดินขึ้นห้องนอน แต่เท้าที่เดินไม่คิดไปทางเดียวกันกับสมองเธอจึงเดินไปด้านหลัง เปิดประตูออกสู่สายลมแห่งท้องทะเล สาวน้อยรู้สึกดีเป็นที่สุด สองมือกางขึ้นรับลมที่พัดเอื่อยต้องผิวกาย ทว่าเดินไปจนสุดรั้วบ้านเสียงเข้มทำให้ชะงักเท้า
“จะไปไหนครับ”
ถามออกไปทั้งที่จำได้ดีว่าเป็นใคร “คุณธัช…เหรอคะ”
ร่างใหญ่ไม่ตอบเดินเข้ามาใกล้ เธอแหงนหน้ามอง “ยาง…ไม่นอนเหรอ”
“มีกลิ่นเหล้า คุณลุกขึ้นมากลางดึกดื่มเหล้าหรือครับ” เสียงเข้มถาม ธนิสราเงียบ
“ ทำมากี่ครั้งแล้วครับ” อริย์ธัชรู้สึกตกใจจับข้อมือบางอยากได้คำตอบ
โชคดีที่เขาเห็นเธอก่อนการ์ดคนอื่นๆ ไม่อย่างนั้น ตอนนี้คฤหาสน์คงไม่มีใครได้พักผ่อนเป็นแน่
เจ้าสัวคงไม่ปล่อยผ่านไปง่ายๆ
สติ ความเหมาะสม ไม่อยู่ในความคิดคำนึงธนิสราเดินเข้าใกล้ร่างใหญ่ “ใช่ สราดื่มค่ะ” เธอจับมือใหญ่อีกข้างขึ้น “สราอยากนอนหลับ”
อริย์ธัชมองเข้าไปในดวงตาพราวระยับ ดึงมือทั้งสองกลับ
“คุณเข้าบ้านซะเถอะถ้าไม่อยากรบกวนการพักผ่อนคนอื่น”
“ถ้าคุณธัชไม่บอกใคร คุณพ่อก็จะไม่โกรธสราค่ะ” ไม่ใช่ไม่เข้าใจความหมายร่างใหญ่บอกให้เขาคลายกังวล
“แต่ยังไงต้องเข้าบ้าน เชิญ” เขาผายมือ
ใบหน้ามน ตาปรือหันกลับไปยังทางที่เดินมาซึ่งไม่ไกล แต่ด้วยความดื้อดึงและไม่อยากนอนเธอตัดสินใจเดินออกจากรั้วสู่ชายหาดแต่ได้เพียงสองก้าวมือใหญ่คนข้างกายกระตุกแรงๆ ให้กลับมา ร่างมึนเมาจึงเซถลาเข้าหาอกกว้าง ธนิสราตกใจแต่ไม่ดื้อเดินต่ออยากเอนซบอกกว้างอยู่แล้วจึงปล่อยเลยตามเลย ร่างใหญ่เสียอีกที่พยายามถอยห่างเพราะรู้สึกว่าอกอวบจะเบียดเขามากเกินไป เกินไปจนร่างกายเขาเริ่มร้อนรุ่ม…
เขาไม่ใช่พระอิฐพระปูนเสียหน่อย
ใบหน้าหวานแหงนหน้าขึ้นมองกันอริย์ธัชยิ่งดันเธอห่าง แต่ก่อนจะทำสำเร็จเรียวปากได้รูปก็โดนปากอิ่มของสาวน้อยขโมยจูบเสียก่อน อริย์ธัชนิ่งงัน
ธนิสราทำใจกล้าเขย่งเท้ามอบจูบให้การ์ดหนุ่ม เธอเห็นเขาแสดงความรักกับพี่สาวหลายครั้งทั้งตอนเช้าและตอนค่ำ ทำไมเขาถึงไม่ต้องการจูบเธอบ้าง มีผู้ชายหลายต่อหลายคนเคยต้องการจูบแรกของเธอแต่เธออยากเก็บไว้ให้เขาเพียงคนเดียว เขาจะรู้บ้างไหม
แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นที่ต้องการเพราะแก้มนุ่มกำลังโดนบีบเบาๆ ออกแรงไม่มากมายร่างเล็กกว่าเขาเกือบเท่าตัวก็เซห่างจากร่างใหญ่
“ทำอะไรของคุณ” เสียงทุ้มต่ำรอดไรฟันทำให้เธอสบตาคมอย่างหวาดหวั่น
“แค่ต้องการจูบ…ใครสักคนเท่านั้นเองค่ะ ทำไมต้องรังเกียจกันขนาดนั้นด้วยคุณธัช” ว่าแล้วแสร้งหัวเราะ รู้สึกหายมึนเมาเป็นปลิดทิ้ง
“ผมไม่อยากเชื่อและไม่อยากคิดว่าคุณหนูผู้เรียบร้อยจะเก็บกดถึงขนาดนี้ ผมชักสงสัยแล้วสองปีที่คุณไปเรียนมหาวิทยาลัยจะ….ใช้ชีวิตยังไง” อริย์ธัชไม่ชอบการกระทำสาวน้อยเอ่ยน้ำเสียงเข้ม
ธนิสราจ้องหน้าบึ้งตึงไม่กระพริบ…
“แกอย่าส่ำส่อนอย่างแม่ให้ฉันอายผู้คนจำไว้ ฉันให้ไปเรียนหนังสือเท่านั้น และอย่าเก็บไอ้การ์ดข้างตัวมาทำอย่างแม่ล่ะ ไม่อย่างนั้นจะเจอดี”
คำพูดของบิดาดังก้อง ดวงตาทดท้อแดงก่ำ “แค่ทำแบบนี้ ทำไมต้องดูถูกกันด้วยคะ” ถามด้วยความน้อยใจ
“ผมไม่ได้คิดแบบนั้น” เขากลายเป็นคนโกหกเพราะเห็นความเสียใจในดวงตาเศร้า
“คุณไม่เคยโกหกสรา คุณอย่าโกหก” ใบหน้าแดงก่ำพึมพำกับอกกว้าง
อริย์ธัชมองรอบๆ บริเวณบ้าน ไม่ดีแน่ถ้ายังยืนโอบกอดเจ้านายคนสวยอยู่แบบนี้ ตอนนี้เธอไม่ใช่เด็กสับสนคนนั้นอีกแล้ว กลายเป็นสาวเต็มตัว อริย์ธัชดึงไหล่บางออกจากอกกว้าง “เรื่องนั้นไม่สำคัญ ตอนนี้คุณต้องกลับขึ้นข้างบน” เขากลับมาดุดันอย่างเคย
ธนิสราใบหน้าร้อนผ่าว ถอยห่างร่างสูงสามก้าวก่อนวิ่งกลับเข้าบ้าน วิ่งขึ้นห้องนอน
อริย์ธัชมองตาม อยากเรียกสาวน้อยไว้ แต่ก็ตัดสินใจไม่ทำ แบบนี้ดีที่สุด เดี๋ยวกลับกลายเป็นว่าเธอเข้าใจผิด คิดว่าเขาพึงพอใจเธอจะยุ่งไปกันใหญ่