คุณวราพรได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว สีหน้าของเธอดูดีกว่าวันแรกที่เวหามาถึง คงเพราะได้กำลังใจดีจากลูกชาย
“แม่ครับ เราแวะทานข้าวก่อนเข้าบ้านดีไหมครับ ผมอยากไปทานร้านที่แม่ชอบพาไป”
“ได้สิลูก แม่ก็ไม่ได้ไปร้านนั้นนานแล้วเหมือนกัน”
ร้านที่เวหาบอกเป็นร้านอาหารไทยร้านเล็กๆ แต่รสชาติอาหารถูกปากจนต้องไปทานทุกครั้งที่กลับมาเมืองไทย
“ลุงกรครับไปร้าน...เลยนะครับ” เวหาบอกคนขับรถซึ่งทำงานให้กับที่บ้านของเขามาตั้งแต่ก่อนที่เขาจะไปเรียนต่างประเทศ
เวหาสั่งแต่ของโปรดมารดาเพราะอยากให้ท่านทานเยอะ ๆ คุณวราพรดูซูบผอมไปมากจนน่าตกใจ
“ทานเยอะ ๆ นะครับแม่ ผมว่าแม่ผอมไปนิด”
“จ้ะ มีเวย์ทานกับแม่แบบนี้แม่คงทานได้เยอะกว่าปกติ”
“ผมจะทานข้าวกับแม่ทุกมื้อเลยดีไหมครับ”
“ดีมากเลยลูก แม่รอวันนี้มานาน วันที่เวย์กลับมาอยู่กับแม่”
“ครับแม่ ผมจะไม่ไปไหนอีกแล้ว”
“แม่กลับมาอยู่บ้านแล้ว เวย์คงต้องไปทำงานที่บริษัทใช่ไหม”
“ครับแม่ ผมจะไปเริ่มงานวันจันทร์”
“เรื่องงานแม่ไม่ห่วงเท่าไหร่ แม่รู้ว่าลูกชายแม่เป็นคนมีความสามารถ แต่ที่ห่วงก็พวกคนเก่าๆ อาจไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ เวย์อายุยังน้อย”
“แม่อย่ากังวลไปเลย ผมอายุน้อยก็จริงแต่คิดว่าตัวเองมีความสามารถพอครับแม่”
“พ่อได้บอกหรือเปล่าว่าจะให้เข้าไปทำตำแหน่งอะไร”
“Project manager ครับแม่”
“แม่นึกว่าเวย์จะได้เป็นรองประธานเสียอีก”
“ตอนแรกพ่อก็บอกอย่างนั้นครับ แต่ผมขอทำตำแหน่งนี้เอง มีโปรเจ็กต์ที่ผมคิดเอาไว้แล้วตั้งแต่ตอนทำงานอยู่ที่อเมริกา เลยลองเสนอพ่อไปครับ”
“เวย์อยากพิสูจน์ตัวเองใช่ไหม”
“ครับแม่ ถ้าโปรเจ็กต์ที่ผมมันโอเค ทุกคนในบริษัทก็จะยอมรับผม”
“ไม่คิดเลยว่าลูกชายตัวเล็ก ๆ ของแม่จะโตขึ้นมากขนาดนี้”
“ผมโตขึ้นแต่แม่ยังสวยเหมือนเดิมเลยนะครับ”
“ความสวยก็แค่เปลือกนอกเท่านั้น ความสวยของแม่มันรั้งให้พ่ออยู่กับแม่ไม่ได้เลย” เสียงนั้นฟังดูเศร้าจนเวหารู้สึกผิด เขาไม่น่าพูดเรื่องนี้ขึ้นมาเลย
“ทานต่อเถอะครับแม่ เดี๋ยวจะได้รีบกลับบ้าน ผมมีของฝากให้แม่ด้วยนะครับ”
“จริงเหรอลูก ขนาดกลับมากะทันหันยังมีของให้แม่”
“ผมเตรียมไว้นานแล้วครับ เวลาที่ของไปเดินเที่ยวเห็นของที่เหมาะกับแม่ก็จะซื้อมาเก็บไว้ตลอด”
“ดีจังลูกชายแม่”
ใบหน้านั้นกลับมายิ้มแย้มได้อีกครั้ง เวหาเห็นแล้วก็เบาใจ
กลับมาถึงบ้านในเวลาบ่าย ทั้งบ้านก็เงียบเหงาอย่างเดิม บิดาของชายหนุ่มไม่เคยอยู่บ้าน แม้รู้ว่าวันนี้ภรรยาจะกลับมาแต่เขาก็ไม่คิดจะอยู่รอ
เรื่องนี้เวหาไม่ค่อยพอใจ แต่เขาไม่อยากพูดเพราะรู้ว่ามันจะทำให้มารดาไม่สบายใจ
“แม่ครับเดี๋ยวแม่ทานยาแล้วนอนพักนะครับ”
“เวย์จะออกไปไหนหรือเปล่าลูก”
“ผมว่าจะออกไปหาพี่แดนหน่อยครับแม่”
“ตอนเย็นจะกลับมาทานข้าวกับแม่หรือเปล่า”
“แน่นอนสิครับ สักทุ่มหนึ่งได้ไหมครับ”
“ได้จ้ะ แม่จะรอนะลูก”
“ครับ นอนนะครับ” เขาห่มผ้าให้กับมารดาก่อนจะออกมาจากห้อง
“กระแต นั่งรออยู่ตรงนี้นะ อย่าไปไหน ถ้าได้ยินเสียงผิดปกติก็เข้าไปด้านในได้เลย ฉันอนุญาต”
“ค่ะ คุณเวย์ไม่ต้องห่วงนะคะหนูจะไม่ไปไหน”
“ดีมาก ฉันต้องขอบใจเรามากถ้าวันนั้นเราไม่เข้าไปแม่ก็คงเสียเลือดมาก ฉันมีของฝากให้พวกเราทุกคนด้วยนะ เดี๋ยวเย็นนี้กลับมาจะเอาให้”
“ขอบคุณค่ะคุณเวย์” กระแตเด็กสาววัย 18 ปีซึ่งเป็นหลานสาวของป้ายุพารีบกล่าวขอบคุณ
เพราะยังไม่ค่อยชินกับถนนในกรุงเทพ เวหาเลยต้องเรียกใช้บริการแท็กซี่เพราะไม่อยากเสียเวลาในการหลงทาง
เขาชำระเงินค่าโดยสารก่อนจะลงจาก ชายหนุ่มมองขึ้นไปบนตึกสูงระฟ้าซึ่งบนนั้นเป็นที่ตั้งของบริษัทอีกมากมาย หนึ่งในนั้นก็เป็นบริษัทของเดนิสเพื่อนรุ่นพี่ที่เคยเป็นรูมเมทกันตอนที่เขาไปอยู่อเมริกาปีแรก
เขากดลิฟต์มาชั้นที่ 25 อันเป็นที่ตั้งของบริษัทดีเคเรียลเอสเตท ซึ่งเพื่อรุ่นพี่ดำรงตำแหน่งประธานบริษัทต่อจากผู้เป็นบิดามาได้เกือบจะสามปีแล้ว
“ผมมาพบคุณเดนิสครับ” เขาแจ้งประชาสัมพันธ์ซึ่งอยู่หน้าลิฟต์บริเวณชั้น 25
“นัดไว้หรือเปล่าคะ”
“ไม่ได้นัดครับ”
“รอสักครู่นะคะ ฉันขอโทรถามเลขาคุณเดนนิสก่อน จะให้เรียนว่าใครขอเข้าพบคะ”
“บอกว่าเวหามาขอพบครับ”
“ค่ะ รอสักครู่นะคะคุณเวหา” หญิงสาวใบหน้าสะสวยผายมือไปยังมุมหนึ่งหน้าลิฟต์ซึ่งจัดไว้เป็นมุมรับแขกเล็กๆ
“ขอบคุณครับ” เวหายังคงยืนอยู่ที่เดิม เขารู้ว่ายังไงแล้วเดนิสก็ต้องให้เขาพบอยู่ดี
รอไม่ถึงนาทีประชาสัมพันธ์สาวสวยก็บอกให้เข้าเข้าไปด้านในได้
เวหาเปิดประตูกระจกเข้าไปก็พบกับห้องโถงที่กว้างขวาง ตรงกลางเป็นโมเดลบ้านและคอนโดเรียงรายอยู่เต็มไปหมด เขายังไม่ทันจะถามว่าห้องทำงานของเดนิสอยู่ตรงไหน หญิงสาวคนหนึ่งก็เดินตรงเข้ามาทักทายพอดี
“สวัสดีค่ะ คุณเวหาใช่ไหมคะ”
“ครับ”
“เชิญทางนี้เลยค่ะ คุณเดนิสรออยู่แล้ว” หญิงสาวคนนี้ท่าทางคล่องแคล่วเธอคงจะเป็นเลขาของเดนิส หญิงสาวคนนี้แต่งกายด้วยของแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้า ออกจะแปลกไปสักหน่อยหากเป็นแค่เพียงเลขา เขาเองก็คุ้นหน้าเธอเล็กน้อย บางทีอาจเคยเจอกับเธอที่ไหนสักแห่ง แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าเป็นที่ไหน
“เชิญด้านในเลยค่ะ”
“ขอบคุณครับ”
หญิงสาวเปิดประตูค้างไว้ พอเข้าเดินเข้าก็ปิดประตูทันที
“เวย์ ดีใจจริง ๆ ที่เจอ ตอนประชาสัมพันธ์โทรขึ้นมาถามพี่ยังงงอยู่เลยว่าจะใช่นายจริงเหรอ”
“ตัวจริงเลยครับพี่”
“กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ นั่งก่อนสิ”
“หลายวันแล่วครับ มัวแต่ยุ่ง ๆ เลยไม่ได้โทรมาบอกก่อน” เวหานั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงาน
“อือ ไม่เป็นไร พี่ได้ข่าวอยู่เหมือนกัน เรื่องแม่ขอโทษด้วยที่ไม่ได้ไปเยี่ยมท่าน แล้วตอนนี้เป็นยังไงบ้างหายดีหรือยัง”
“ดีขึ้นแล้วครับ หมอเพิ่งให้กลับบ้านวันนี้”
“แล้วจะอยู่ยาวหรือกลับไปที่นั่นอีก”
“คงอยู่ยาวครับ”
“นั่นสินะ เรื่องงานล่ะ จะทำกับพ่อหรือมาทำกับพี่”
“ผมอยากมาทำกับพี่นะครับ แต่ไม่ถนัดเลย”
“แล้วจะเริ่มทำงานเลยหรือเปล่า เที่ยวกันก่อนไหม พี่กำลังหาเพื่อนเที่ยวพอดีเลย”
“ตอนนี้ผมไปไหนไกลไม่ได้ครับพี่ ต้องคอยดูแลแม่ ไม่อยากให้ท่านเหงา”
“นายช่างเป็นลูกชายที่น่ารักจริง พี่ว่าหาลูกสะใภ้ให้ท่านสักคนสิ ท่านจะได้หายเหงา”
“ไม่ดีกว่าครับ”
“อายุก็ไม่ใช่น้อย ๆ แล้วนะ ควรจริงจังกับใครสักคนได้แล้ว”
“อย่าว่าแต่ผมเลย พี่เองยังไม่มีใครเลย ลืมไปหรือเปล่าว่าพี่อายุมากกว่าผมนะ”
“พี่ชอบอยู่แบบนี้ ไม่อยากผูกมัดกับใคร”
“ผมก็เหมือนพี่”
เวหาไม่คิดจะมีครอบครัวที่เพราะเขาคิดว่าคำนี้มันเป็นการผูกมัดคนสองคนให้อยู่ด้วยกันทั้ง ๆ ที่ไม่หลงเหลือความรักให้แก่กันแล้ว เหมือนอย่างพ่อและแม่ของเขา
“ถ้าวันหนึ่งพี่เจอคนที่ใช่พี่จะหยุดที่เธอไหม”
“ไม่รู้สิ ยังไม่เจอใครเลย แล้วนายล่ะมีคนที่ถูกใจบ้างหรือยัง”
“ผมจะเอาเวลาที่ไหนไปหาคนที่ถูกใจล่ะ”
“แล้วนาน่าล่ะ”
“พี่ครับ คนนั้นเลิกกันไปนานแล้วที่ยังคุยกันอยู่ก็เพราะเห็นแก่ความเป็นเพื่อน”
“ให้พี่แนะนำไหม”
“หาให้ตัวเองก่อนเถอะน่า”
เวหาคุยกับเพื่อรุ่นพี่อยู่นานก่อนจะขอตัวกลับ เขาไม่อยากผิดสัญญากับมารดาตั้งแต่วันแรก
พอกลับถึงบ้านคุณวราพรก็รออยู่แล้ว
“หิวหรือยังครับแม่”
“ยังจ้ะ เวย์ล่ะลูก”
“ยังไม่หิวครับ”
“แม่อยากรอพ่อก่อน”
“ได้ครับแม่”
แต่แล้วทั้งสองคนก็รอเก้อเพราะตอนนี้สองทุ่มกว่าแล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่าคุณสิงหลจะกลับบ้าน
“แม่ครับ เรากินข้าวก่อนดีกว่าพ่ออาจงานยุ่ง”
“เวย์หิวเหรอลูก”
“ครับแม่ ผมหิวแล้ว นะครับเราทานด้วยกันสองคนก่อนนะครับ” เวหาไม่ได้รู้สึกหิวเลยแม้แต่น้อยแต่ที่ต้องพูดออกไปอย่างนั้นก็เพราะเขาไม่อยากให้มารดาต้องหิ้วท้องรอคนที่ไม่รู้ว่าจะกลับมาตอนไหน
เมื่อทานข้าวกับมารดาและส่งเข้านอนแล้ว ชายหนุ่มก็ลงมานั่งรอบิดาที่ห้องรับแขก
“พ่อครับผมมีเรื่องจะคุยด้วย”
“เอาไว้คุยวันหลังได้ไหม พ่อเหนื่อย อยากพักผ่อน”
“แต่เรื่องนี้ผมไม่อยากรอ”
“งั้นก็ว่ามาพ่อให้เวลาแค่ 10 นาทีนะ”
“พ่อครับ ผมอยากขอร้องให้พ่อกลับมาทานข้าวกับแม่บ้าง สนใจแม่บ้าง แม่ต้องการพ่อนะครับ”
“แกคิดอย่างนั้นเหรอเวย์ แม่ของแกไม่ได้ต้องการพ่อหรอก เธอแค่ต้องการเอาชนะเท่านั้น”
“แต่ตอนนี้แม่ต้องการกำลังใจนะครับพ่อ ผมขอเวลาพ่อแค่สัปดาห์ละสองวัน ขอให้พ่อกลับมาทานข้าวกับแม่ ได้ไหมครับ”
“พ่อจะทำเท่าที่ทำได้ ส่วนแกก็ควรไปเริ่มงานได้แล้ว”
“ผมรู้ครับพ่อ ผมจะไปเริ่มงานวันจันทร์”
“พ่อจะให้แกฟอร์มทีมขึ้นมาใหม่ เรื่องคนและทรัพยากรแกก็เตรียมไปเสนอในที่ประชุม”
“ครับพ่อ”
ห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ที่เคยว่างเปล่า ตอนนี้เต็มไปด้วยข้าวของกระจัดกระจาย เพราะเจ้าของห้องคนใหม่ไม่มีเวลาที่จะจัดข้าวของเครื่องใช้ให้เข้าที่
หลังจากเรียนจบและต้องย้ายออกจากหอพักที่หน้ามหาวิทยาลัย เมญาวีหรือเมยก็ต้องมาเช่าหอพักเล็ก ๆ เท่ารูหนูอยู่ เพราะเธอยังไม่อยากจะกลับไปที่บ้านตามคำชวนของมารดา
อันที่จริงแล้วมารดาของเธออยากให้กลับไปหางานทำที่บ้านเกิดแต่เมญาวีอยากลองหางานทำที่กรุงเทพก่อน หญิงสาวเรียนจบปริญญาตรี สาขาบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่งด้วยเกรดที่ไม่ค่อยสูงเท่าไหร่ การหางานจึงยากกว่าเพื่อนคนอื่น แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ ไม่ว่าจะมีประกาศรับสมัครที่ไหนหญิงสาวก็ไปยื่นใบสมัครไว้ทุกที่
ในแต่ละวันเมญาวีแทบไม่ได้อยู่ห้องเลย ข้าวของเครื่องใช้ที่ย้ายมาจากหอพักจึงยังไม่ถูกเก็บเข้าที่
“เมย ให้รินช่วยฝากงานให้ไหม” รินรดาเพื่อนสนิทเพียงของหญิงสาว ทนดูไม่ได้กับสภาพของเพื่อนในตอนนี้
“ไม่เป็นไรริน เมยอยากลองหางานด้วยตัวเองก่อน”
“นี่มันเดือนหนึ่งแล้วนะ ที่เมยเป็นแบบนี้”
“เอาน่า ถ้าเมยไม่ไหวจริง ๆ เมยจะบอกนะ”
“แต่ที่รินเห็นมันก็แทบจะไม่ไหวแล้วนะ ได้กินข้าวบ้างหรือเปล่า”
“กินสิ”
“เหรอแล้วกินที่ไหนล่ะ รินถามป้าร้านข้าวข้างล่างแล้ว ป้าบอกว่าเมยไม่แวะที่ร้านแกมาเป็นอาทิตย์แล้วนะ”
“แหม เมยก็ไปกินร้านอื่นบ้างสิ”
“เอาจริงนะเมย มีเงินพอใช้ไหม เอาของรินก่อนได้นะ” รินรดารู้ว่าตั้งแต่เรียนจบแม่ของเพื่อนไม่ได้ส่งเงินมาให้อีกเพราะอยากให้ลูกสาวกลับไปทำงานใกล้ ๆ บ้าน
“ยังพอมี”
“แล้ววันนี้กินข้าวกับอะไรเหรอ”
“แซนด์วิช”
“เมยจะกินแต่แซนด์วิชไม่ได้นะ”
“ไม่เป็นไรหรอกน่า กินอะไรมันก็อิ่มเหมือนกัน เมยไม่อยากเสียเวลา”
“ห่วงตัวเองบ้างนะเมย แล้วนี่ไปสมัครมากี่บริษัทแล้ว”
“ไม่รู้สิ เมยไม่ได้นับ”
“แล้วมีที่ไหนเรียกตัวแล้วบ้าง”
“ก็มีบ้างแต่งานไม่ตรงสาย เมยเลยเอาไว้ก่อน”
มีหลายบริษัทที่เรียกเธอเข้าไปสัมภาษณ์แต่พอไปถึงแล้วเมญาวีก็ต้องรีบปฏิเสธ ไม่ใช่เพราะเธอเลือกงานแต่เธอเลือกเจ้านายมากกว่า
ล่าสุดที่เธอไปสัมภาษณ์ หญิงสาวเกือบจะตอบตกลงอยู่แล้ว แต่จังหวะที่กำลังจะออกจากห้อง ผู้บริหารวัยห้าสิบกว่าก็เอามือมาจับบั้นท้ายของเธอ เมญาวีรีบวิ่งออกมาจากที่นั่นและไม่คิดที่จะกลับไปอีกเลย
“เมย เย็นนี้เราไปหาอะไรกินกันนะ เดี๋ยวรินเลี้ยงเอง”
“ไม่เป็นไรริน เมยเกรงใจ”
“เมย รินเบื่อที่ต้องนั่งกินอะไรคนเดียว เมยไปกับรินนะ สัญญาจะไม่เข้าร้านแพง ๆ ให้เมยต้องลำบากใจ”
“งั้นกินส้มตำกันไหม”
“ได้สิ เมยรีบอาบน้ำแต่งตัวเลยนะจะได้รีบไปกัน”
หลังจากออกจากร้านส้มตำเล็กๆ ที่เคยทานด้วยกันเป็นประจำ เมญาวีก็แยกกับเพื่อนที่หน้าร้าน หญิงสาวไม่อยากให้รินรดาเสียเวลาไปส่งที่หอพัก เพราะจากที่นี่นั่งรถเมล์เพียงสองป้ายก็ถึง
เธอแวะที่ร้านสะดวกซื้อหน้าปากซอยหญิงสาวเลือกซื้อขนมขบเคี้ยวและน้ำดื่ม ระหว่างรอชำระเงินก็ยืนมองห่อขนมในมือแล้วก็นึกถึงเรื่องราวในอดีต
เมญาวีจำเหตุการณ์วันนั้นได้ไม่มากเท่าไหร่เพราะมันผ่านมานานแล้ว แต่สิ่งที่ยังจำได้ดี ก็คือขณะที่เธอกำลังร้องไห้เพราะโดนเพื่อนล้อว่าเป็นลูกไม่มีพ่อ ก็มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาปลอบเธอ เอาขนมให้เธอกิน เด็กผู้ชายคนนั้นบอกกับเธอว่าเขาเป็นลูกชายเจ้าของโรงงานผลิตขนม
‘จริงเหรอคะ’
‘จริงสิ พี่จะหลอกเธอทำไม’
‘หนูอิจฉาพี่จังได้กินแต่ขนมอร่อย ๆ แน่เลย’
‘ถ้าไปเที่ยวกรุงเทพอย่าลืมแวะไปหาพี่นะ พี่จะเอาขนมอร่อย ๆ ให้กิน แต่ต้องกินให้เรียบร้อยนะ ไม่ใช่เลอะอย่างนี้’
เด็กชายล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋ากางเกงของตนเองมาเช็ดให้
‘พี่ใจดีจัง ถ้าโตขึ้นหนูจะแต่งงานกับพี่นะคะ’
‘เพราะพี่ใจดีเหรอ’
‘เพราะหนูอยากกินขนมเยอะ ๆ’
‘พี่สัญญาว่าจะแต่งงานกับเธอ แต่ตอนนี้เธอต้องเลิกร้องไห้ก่อน”
เด็กชายวัย 12 ปีให้สัญญากับเด็กหญิงผมเปียซึ่งตอนนั้นเธอเพิ่งมีอายุเพียง 6 ปี
เมญาวีจำได้แค่นั้น เธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพี่ชายใจดีคนนั้นเลยนอกจากรู้แค่ว่าพ่อของเขาเป็นเจ้าของโรงงานผลิตขนม
“278 บาทค่ะ” เสียงพนักงานร้านสะดวกซื้อปลุกหญิงสาวให้ออกจากภวังค์
เธอรีบจ่ายเงินแล้วก็เดินกลับหอพักซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในซอย
เมญาวีไม่รู้ว่าพี่ชายใจดีคนนั้นจะจำเธอได้หรือเปล่าถ้าได้เจอกันอีกครั้ง แม้จะเป็นความทรงจำในช่วงเวลาที่แสนสั้นแต่มันก็ทำเธอยิ้มได้ทุกครั้งที่นึกถึง
ถ้ามีโอกาสได้เจอพี่ชายคนนั้นอีกครั้งเธอก็อยากจะลองทวงสัญญานั้นดูสักครั้ง ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะยังจำสัญญาที่ให้ไว้กับเธอได้หรือเปล่า แต่สำหรับเธอนั้นจำได้ดี เธออยากเป็นเจ้าสาวของเขาไม่ใช่เพราะว่าเขามีขนมให้เธอเยอะ ๆ แต่เพราะเธอประทับใจเขาคอยปลอบเธอจนหยุดร้องไห้
พอกลับมาถึงหอพักเมญาวีก็อาบน้ำเตรียมตัวเข้านอนเนื่องจากพรุ่งนี้เธอจะออกไปหาสมัครงานอย่างเคย พอล้มตัวลงนอนเสียงสมาร์ทโฟนก็ดังขึ้น เมื่อเห็นชื่อคนโทรเข้าหญิงสาวก็หน้าเครียด
“สวัสดีค่ะแม่ คิดถึงแม่จังเลย” คนที่กำลังนอนกลิ้งไปมาส่งเสียงอ้อนไปตามสาย
“คิดถึงก็รีบกลับมาอยู่กับแม่สิเมย”
เพชรลดาพูดกับลูกสาวทุกครั้งที่โทรมาหาหลังจากที่เมญาวีเรียนจบ เธออยากให้ลูกสาวเพียงคนเดียวกลับไปอยู่ใกล้ ๆ ครอบครัวของเธอไม่ได้ลำบากเรื่องเงินเลย เพชรลดากับสามีใหม่ช่วยกันทำงานที่ไร่ มีทั้งข้าวโพด ข้าวสาลี หญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ซึ่งภายในไร่ของเธอเลี้ยงโคนมไว้อีกนับร้อยตัว
“แม่คะ เมยขอเวลาอีกเดือนหนึ่งได้ไหมคะ”
“อีกเดือนเดียวนะลูก ถ้าหนูยังหางานทำไม่ได้หนูต้องกลับมาช่วยแม่กับลุง”
“แม่คะ เมยจบบริหารนะคะ แต่คุณลุงกับแม่ทำไร่นะคะ มันคนละอย่างกันเลยนะคะ”
“หนูก็เอาความรู้ที่เรียนมาช่วยบริหารงานในไร่ไงลูก คนงานเราก็เยอะแยะ แม่ไม่ได้ให้หนูลงไปทำงานเองสักหน่อย”
“ขอเวลาเมยนะคะ ถ้าครบเวลาแล้วเมยจะกลับไปอยู่กับแม่กับลุงนะคะ”
“สัญญานะลูก”
“ค่ะแม่ เมยสัญญา เมยรักแม่นะคะ”
“แม่ก็รักเมยนะลูก ดูแลตัวเองด้วย แม่โอนเงินไปให้แล้ว”
“ขอบคุณค่ะแม่”
พอเห็นจำนวนเงินเมญาวียิ้มกว้าง ในที่สุดมารดาก็ใจอ่อนโอนเงินมาให้เธอใช้ ถ้าใช้จ่ายอย่างประหยัดเธอก็อยู่หางานที่นี่ได้อีกหลายเดือนเลยทีเดียว