“ข้าลืมไป” ผมเอ่ยเบาๆ เมื่อสมองมันดันนึกถึงบางเรื่องที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา และทันใดนั้นเสียงโหวกเหวกโวยวายของใครบางคนก็ดังขึ้น
“พ่อครับ! ผมได้ยินว่ามีคนบุกปราสาท” สำเนียงการพูดและคำศัพท์ของคนยุคใหม่ทำให้ผมต้องหันไปมองมัน จะเป็นใครซะอีกล่ะถ้าไม่ใช่ไอ้เด็กคาร์เตอร์ที่พวกผมเพิ่งพูดถึงไปเมื่อครู่ ผมคิดว่าใช่นะ... ก็มันเรียกเคาท์เตสว่าพ่อนี่
“ไม่ใช่คน... ข้าเอง” ผมเอ่ยพร้อมกับหรี่ตามองมัน ในขณะที่เจ้าเด็กคาร์เตอร์ก็อ้าปากหวอเหมือนเห็นผี
เหอะ... การป้องกันโคตรหละหลวมยังจะมาทำเป็นตื่นเต้น
“อาครูซ... หูย ภาษาโคตรโบราณ” ท้ายประโยคมันแซะจนอยากถลาเข้าไปแพ่นกบาลมันซะ คนเราไม่ได้เจอกันตั้งนานดูมันทักสิ
“ก็พ่อแกชวนฉันคุยภาษานี้ก่อน” ผมเท้าสะเอวพร้อมกับเอ่ยออกไปอย่างเอือมๆ ปกติแล้วผมก็ไม่ได้พูดโบร่ำโบราณแบบนี้ซะหน่อย โด่ว!
“ผมจะรู้หรอ พ่อครับ... บอกกี่ทีแล้วให้พูดเหมือนมนุษย์สมัยนี้” คาร์เตอร์หันไปเอ่ยกับผู้เป็นพ่อที่ดูยังไงก็เหมือนพี่ชายมากกว่า เคาท์เตสดูไม่แก่ไปจากครั้งสุดท้ายที่เราเจอกันเลยสักนิด
“ข้าไม่ชิน บางทีเจ้าอาจหน้าโบราณ” ท้ายประโยคเคาท์เตสหันมาเอ่ยกับผมด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
ให้ตายสิ... เดี๋ยวก็จับฆ่าทิ้งมันทั้งพ่อทั้งลูกเลยนี่
“ท่านเกิดก่อนข้าอีกนะอย่าลืม” ผมเอ่ยอย่างไม่ถูกใจนัก คนหล่ออย่างผมกำลังถูกพวกเจ้าเล่ห์รวมหัวกันแซะ เหอะ!
“ไป... ไปนั่งคุยกันเถอะ เย็นนี้ข้าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับเจ้า” เคาท์เตสเอ่ยพร้อมกับดันหลังผมให้เดินเข้าไปข้างในในตอนที่ผมเริ่มทำหน้ามุ่ย
“ปาร์ตี้ก็ได้มั้ย” ไอ้คาร์เตอร์ยังไม่หยุดแซะพ่อตัวเอง
เหอะ... พ่อคนรุ่นใหม่
หลังจากนั้นพวกเราก็คุยกันอีกพักใหญ่ ถามสารทุกข์สุกดิบต่างๆ นาๆ ตามประสาคนที่ไม่ได้คุยกันมานาน ผมเพิ่งจะรู้ว่าตอนนี้ตัวเองมีญาติโกโหติกามากมายไปหมด ไม่ต้องนึกถึงตอนทานดินเนอร์เลย... ใครมั่งก็ไม่รู้ มาเรียกอาครูซบ้าง น้าครูซบ้าง ทั้งๆ ที่พวกมันก็ดูโตกันหมดแล้ว รับไม่ได้... ผมแก่แล้วหรอ
ส่วนเรื่องของเซน... คาร์เตอร์บอกว่ามันไม่ค่อยมีความคืบหน้าอะไรมากนัก รู้แค่ว่ามีพวกมนุษย์จับเซนไป... กลุ่มมนุษย์ที่มีอำนาจและการโจมตีที่แข็งแกร่งพอจะล่าแวมไพร์สักตัวได้ สิ่งเดียวที่ผมคิดออกคือพวกมาเฟีย... ช่วงนี้ผมพัวพันกับคนพวกนี้อยู่ แต่ผมไม่รู้ว่ามันคือแก๊งไหนกันแน่
แต่สาบาน... ว่าผมจะต้องตามล่าพวกมันให้ได้... ผมจะพาเซนกลับมา
[Kat’s Part]
“ไม่นะ ไม่ๆๆๆๆๆ” ฉันร้องขึ้นด้วยความลุกลี้ลุกลนและตกใจ เมื่อขนมที่อยู่ในเตาอบจู่ๆ ก็ถูกเพิ่มอุณหภูมิสูงขึ้นเสียจนดำเมี่ยมเป็นตอตะโก และอีกไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น...
ปุ้ง!
“ว้าย!” คงไม่ต้องให้ฉันบอกนะว่าเกิดอะไรขึ้น ก็เตาอบมันระเบิดน่ะสิ... เป็นแบบนี้อีกแล้ว
“ตายแล้วพี่แคท... เกิดอะไรขึ้นคะ!” พนักงานในร้านที่ชื่อฝนเอ่ยขึ้นตอนที่เธอรีบวิ่งเข้ามาเพราะได้ยินเสียงฉันร้อง ตอนนี้ในครัวมีควันโขมงเลย... ฉันจึงต้องใช้มือปัดอากาศไปมาเพราะหายใจไม่ออกและมองไม่เห็นบรรยากาศรอบๆ
“อย่าบอกนะคะว่าพี่ทำเตาพังอีกแล้วน่ะ” พนักงานอีกคนที่ชื่อส้มเอ่ย ก่อนที่เธอจะรีบกะวีกะวาดไปดูเตาอบซึ่งอยู่ในสภาพเละเทะและไม่น่าจะเอากลับมาใช้ได้อีกแล้วแน่ๆ
“จ้ะ... คือพี่ยังไม่ทันทำอะไรเลยนะ แค่ยืนมองเฉยๆ อยู่ดีๆ มันก็ระเบิดปุ้งเลย” ฉันพูดพร้อมกับยิ้มแหยๆ เพราะเรื่องแบบนี้มันเคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว
“แปลกจังเลย ช่วงนี้พี่แคททำเตาระเบิดบ่อยเนอะ” ฝนหันไปเอ่ยกับส้มที่ยืนอยู่ข้างๆ ในขณะที่ฉันก็ทำได้เพียงแค่หุบปากสนิทเท่านั้น... เพราะฉันรู้ดีน่ะสิว่ามันเป็นเพราะอะไร
“อย่างกับพวกมีพลังวิเศษแหนะ แค่ยืนมองเตาก็ระเบิดได้” ส้มเอ่ยขำขันก่อนจะเดินไปหยิบอุปกรณ์มาทำความสะอาดตรงที่พอจะทำได้ ส่วนเตาน่ะคงต้องซื้อใหม่อีกแล้ว
“ขอโทษด้วยนะจ๊ะ พี่ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ” ฉันเอ่ยเสียงอ่อย ตอนที่มองไปยังน้องพนักงานสองคนนั้นที่ต้องมาเก็บกวาดในสิ่งที่ฉันทำเลอะเทอะ
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่แคท ทำไมต้องทำหน้าหงอยแบบนั้นด้วยล่ะ” ฝนหันมาพูดกับฉันด้วยท่าทีเป็นห่วงในขณะที่ส้มก็พยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย ฉันก้มลงมองฝ่ามือที่ว่างเปล่าของตัวเองก่อนจะถอนหายใจออกมา
“พี่ก็แค่เบื่อตัวเองน่ะ... ฝากด้วยนะจ๊ะ” เอ่ยจบฉันก็เดินเซ็งๆ ออกมาจากส่วนครัว ซึ่งนั่นมันพอดีกับที่ร่างบางของใครคนหนึ่งเปิดประตูร้านเข้ามา
“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อชีฟอง... เป็นพนักงานใหม่ของที่นี่ค่ะ” เธอคนนั้นเอ่ยทักทายทุกคนอย่างร่าเริง ฉันจึงรีบเดินเข้าไปต้อนรับเธอพร้อมกับรอยยิ้ม
“สวัสดีจ้ะน้องชีฟอง พี่ก็นึกว่าเราจะไม่มาซะแล้ว ไม่งั้นร้านพี่แย่แน่เลย” ท้ายประโยคฉันเอ่ยกับเธอด้วยน้ำเสียงกระเหง้ากระหงอด เพราะพักนี้ที่ร้านลูกค้าเยอะจนพนักงานแทบจะทำไม่ไหว นี่ก็เปิดรับพนักงานเพิ่มมาตั้งนานแล้ว... แต่เพิ่งมีชีฟองคนเดียวนี่แหละที่สมัครเข้ามา
หลังจากนั้นฉันก็รีบพาชีฟองไปสอนงานด้านในเพราะใกล้เวลาเปิดร้านเต็มที โชคดีนะที่เธอเป็นคนหัวไวมากอธิบายแค่แปบเดียวก็เข้าใจ นั่นจึงทำให้ฉันวางใจว่าวันนี้ร้านของฉันจะไปได้สวยอีกหนึ่งวัน ที่เหลือก็มีแต่ฉันเท่านั้นแหละที่เป็นปัญหา...
เอาล่ะ... ฉันมีความลับอะไรจะบอก
ฉันรู้ว่าตัวเองมีบางอย่างที่แตกต่างจากคนทั่วไป... ฉันรู้... รู้ตั้งแต่ตัวเองจำความได้ และไม่เคยปริปากกับใครแม้กระทั่งพ่อแม่ของตัวเอง ฉันมีพลังบางอย่างที่คนอื่นไม่มี... พลังลึกลับที่ฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่มันยิ่งแรงกล้าขึ้นในทุกๆ วันที่ฉันเติบโต
เหมือนกับความฝันแปลกๆ พวกนั้นที่นับวันยิ่งชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ
“คุณเป็นใครกันแน่นะ... ผู้ชายผมทองคนนั้นน่ะ"
[Cruz’s part]
หลายอาทิตย์ต่อมา
“ครูซ... เจ้าน่าจะอยู่ที่นี่ต่ออีกสักวันสองวัน” เสียงทุ้มของผู้เป็นพี่ชายดังขึ้นในตอนที่ผมกำลังจะก้าวเท้าออกจากปราสาท ผมกลับมาที่นี่เพราะต้องการข้อมูลเกี่ยวกับเซน และตอนนี้ผมได้แล้ว... สิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือการตามหามัน
“ข้ามีธุระที่ต้องกลับไปสะสางน่ะ อีกอย่าง... ที่นั่นมีคนรอข้าอยู่” ผมเอ่ยพลางตบไหล่พี่ชายที่ยืนทำหน้านิ่ง แต่ผมรู้หรอกว่าที่จริงมันไม่อยากให้ผมไป สองสามอาทิตย์ที่ผมอยู่ที่นี่เคาท์เตสเกาะติดผมไม่ห่าง... ผมเองก็คิดถึงมันนะ แต่ทุกอย่างจะดีกว่านี้ถ้าเซนอยู่ที่นี่ด้วย
ผมต้องตามหาเซน... เราจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้ง
“ข้าเองก็รอเจ้ามาตั้งพันปี” เคาท์เตสเริ่มเกริ่นด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ จนผมหลุดยิ้ม พอเงยหน้าขึ้นมองถึงได้เห็นว่าคนขี้เก็กทำเป็นแสร้งเสสายตาไปทางอื่นตอนที่ถูกผมจับได้ว่ามันกำลังเขิน เคาท์เตสเป็นพวกไม่ชอบแสดงออก... แต่ผมรู้ว่ามันรักและเป็นห่วงผมกับเซนมากแค่ไหน
“จากนี้ไม่ต้องรอแล้ว... ถ้าคิดถึงข้าก็โทรมา เดี๋ยวข้าจะมาหาท่านเอง... เคาท์เตส” ผมเอ่ยพร้อมกับตบบ่าคนตรงหน้าสองสามที ก่อนที่คนฟังจะพยักหน้ารับอย่างจำใจ
“เดินทางปลอดภัย อย่าหายเงียบไปเป็นพันปีอีกล่ะ” จบประโยคผมก็พยักหน้ารับ ก่อนจะกวาดมองปราสาทโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า รวมไปถึงป่าสนทึบที่ตัวเองเคยเข้าไปวิ่งเล่นตอนเด็กๆ
ไว้จะกลับมาใหม่นะ...
เวลาต่อมา
[“ครูซ... ดูเหมือนผู้ชายที่นายฝากให้ฉันดูแลจะความจำเสื่อมน่ะ เขาฟื้นขึ้นมาแล้วจำอะไรไม่ได้เลย... ทำไงดี”]
นั่นเป็นคำพูดของชีฟองตอนที่ผมคุยโทรศัพท์กับเธอเมื่อหลายอาทิตย์ก่อน และนี่แหละคืออีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผมต้องรีบกลับเร็วกว่ากำหนด เป็กซ์... เกิดอะไรขึ้นกับหมอนั่นอีกนะ หรือว่าตอนที่ผมทำการแลกเปลี่ยนกับมันผมพลาดอะไรไป
อ้อ... ก่อนหน้านี้เกิดเรื่องระหว่างผมกับเป็กซ์ขึ้นนิดหน่อยน่ะ เป็นเรื่องที่อธิบายยาก... แต่ที่แน่ๆ คือผมจะปล่อยให้มันอยู่ในสภาพนี้ไม่ได้เด็ดขาด... เพราะว่ามันเป็นเพื่อนผม
“หยุด... นายหยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ!” เสียงแหลมที่ดังลอดออกมาจากบานประตูมันทำให้เท้าทั้งสองข้างของผมชะงักกึกอย่างอัตโนมัติ คือตอนนี้ผมอยู่ที่คอนโดของชีฟองน่ะ แถมยังอยู่หน้าห้องเธอด้วย... เกิดอะไรขึ้นวะ
คิดดังนั้นผมก็เลยจะเปิดประตูเข้าไป แต่ดูเหมือนจะออกแรงเยอะเกินไปหน่อยมันเลยพังซะอย่างนั้น
ปัง!
ผมหลุบมองซากประตูที่กองอยู่ตรงเท้าของตัวเอง... เวรกรรม ครูซไม่ผิดนะครูซไม่ได้ตั้งใจ
“โทษที เผลอออกแรงเยอะไปหน่อย” ผมเอ่ยกับบุคคลสองคนตรงหน้าก่อนจะยิ้มแหยๆ แต่พอสังเกตได้ว่าตอนนี้บรรยากาศมันมาคุผิดปกติก็เลยหลุดปากถามออกไป
“เธอเป็นไรอ่ะ” ผมถามชีฟองที่เอาแต่ก้มมองพื้นพร้อมกับร้องไห้สะอึกสะอื้น ในขณะที่เป็กซ์กลับมองหน้าผมด้วยสีหน้าเคร่งเครียดปนสงสัย แต่มันก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
“เป็กซ์... ชีฟองเป็นอะไรอ่ะ ทะเลาะกันอ่อ” ผมถามร่างสูงตรงหน้าที่ยังเอาแต่จ้องกันไม่เลิก จนกระทั่งมันถามกลับด้วยน้ำเสียงแข็งๆ
“นายเป็นใคร” อ้าว...
“ฉัน... อ่อ นายความจำเสื่อมนี่หว่า” ท้ายประโยคผมบ่นกับตัวเองเบาๆ ดันลืมเรื่องสำคัญไปซะได้นี่
“ไง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ฉันคือครูซ” ผมเอ่ยทักทายคนตรงหน้าเสียงใส ในขณะที่คนฟังก็ถึงกับเบิกตากว้างทันทีเหมือนว่ามันเริ่มจะรู้จักผมขึ้นมาบ้างแล้ว
ทว่าทันใดนั้น... จู่ๆ กลุ่มคนชุดดำที่ผมเห็นพวกมันแอบซุ่มอยู่ที่หน้าคอนโดก่อนหน้านี้ก็บุกเข้ามาในห้องกันมากมาย
“เพื่อความสะดวก กรุณาให้ความร่วมมือด้วยครับ” หนึ่งในนั้นเอ่ยก่อนที่ผมจะถูกรวบตัวเอาไว้อย่างไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ
“โอ๊ะโอ๋” ผมไปทำให้ใครโกรธเข้าล่ะเนี่ย... ถึงได้มาลักพาตัวกันไปแบบนี้
หลังจากนั้นผมกับชีฟองก็ถูกพวกมันจับยัดเข้าไปในรถตู้ที่จอดรออยู่หน้าคอนโด ผมเป็นคนไม่ดื้อครับ... ก็เลยทำตามอย่างว่าง่าย เขาสั่งให้ไปไหนก็ไป... ไว้มันดูอันตรายค่อยฆ่าทิ้งทีเดียวก็คงไม่สายเนอะ
ณ ฐานทัพ
เป็นการต้อนรับการกลับมาของผมที่โครตเซอร์ไพรส์เลย...
ผมคิดก่อนจะกวาดตามองไอ้หน้าโหดที่นั่งอยู่ตรงหน้า ผมจำมันได้... หมอนี่ชื่อโคลด์ หัวหน้าแก๊งมาเฟียของไอ้เป็กซ์มัน แถมยังเป็นแวมไพร์เทียมอีกต่างหาก เทียมยังไงหรอ... อ่ะไม่บอก
ก่อนหน้านี้เราเคยเจอกันมาแล้วแต่ผมเมา เหล้าของพวกมนุษย์ยุคนี้นี่แรงถึงใจดีจริงๆ ว่ามั้ย
“เอาล่ะ ขอถามหน่อยว่าจับฉันมาทำไม” ผมถามพร้อมกับกวาดตามองผู้คนที่นั่งอยู่บนโซฟาในบริเวณรอบๆ ที่นี่ดูเหมือนห้องรับรองแขก แต่มันดูอลังการเว่อวังสุดๆ ตามแบบฉบับคนมีเงินเหลือใช้
ตอนนี้เราอยู่กันแค่ห้าคนหลังจากที่ชายชุดดำพวกนั้นออกจากห้องไปแล้ว มีผม โคลด์ ชีฟอง เป็กซ์ และสุดท้ายก็เพื่อนของไอ้เป็กซ์ที่ชื่อแวมพ์... ผมจำได้
“ไม่ได้จับ แค่อยากเชิญนายมาตอบคำถามอะไรนิดหน่อย” โคลด์เอ่ยขึ้นเหมือนไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ โอเค... เชิญก็เชิญ
“แล้วลากชีฟองมาด้วยทำไม” ผมถามอย่างงงๆ พร้อมกับหันไปมองคนตัวเล็กที่เอาแต่นั่งเงียบไม่พูดไม่จา แถมยังก้มหน้ามองตักของตัวเองเหมือนว่ามันมีอะไรให้น่าดูนักหนา
พอเสสายตากลับไปมองโคลด์ หมอนั่นก็หันไปมองแวมพ์ต่อ
“สงสัยลูกน้องฉันหิ้วติดมือมาน่ะ” แวมพ์เอ่ยก่อนจะยักไหล่น้อยๆ แล้วหยิบมือถือขึ้นมากดเล่น
“อยากถามอะไรก็ถามมา คิดอยู่แล้วว่าต้องโดนซักฟอกเรื่องหมอนี่” ผมเอ่ยพร้อมกับพยักพเยิดไปที่เป็กซ์ และมันก็มองกลับมานิ่งๆ