“เอ้า ดื่มอีกสิ” พนิดาส่งแก้วเหล้าให้มาริสาที่กำลังโยกย้ายส่ายสะโพกตามจังหวะดนตรีโจ๊ะๆ ฝ่ายนั้นยิ้ม รับมาดื่มรวดเดียวจนหมด ก่อนจะส่งแก้วคืนให้
พนิดาวางแก้วลงบนโต๊ะ ก่อนจะลุกสะบัดเอว ส่ายก้น ไปกับเพื่อนสาว แสงไฟหลากสีส่องกระพริบวับแวม ผีเสื้อราตรีไม่มีใครยอมใคร วาดลวดลายด้วยความคึกคะนอง
มาริสาสวมชุดสายเดี่ยวสีชมพูอวดเนินอก เอวลอยโชว์หน้าท้องแบนราบ สะโพกผายงามซ่อนอยู่ในกระโปรงรัดรูปสั้นเหนือเข่า มีหนุ่มๆ หลายคนขยับมาเต้นใกล้ๆ เธอ สายตาแต่ละคนมองด้วยความหมายลึกซึ้ง อยากจะจ้วงกินตับแม่สาวนักเที่ยว ส่วนเธอนั้นดูจะไม่สนใจใครเลย นอกจากปลดปล่อยอารมณ์ไปกับจังหวะดนตรี
ทันใดนั้นเอง สายตาก็ไปปะทะเข้ากับผู้หญิงผมยาว ผิวขาวซีด ใส่เสื้อเกาะอก กางเกงขาสั้นเพียงคืบ กำลังเต้นอยู่ในกลุ่มมวลชน
เธอเขม้นมอง สาวคนนั้นเหมือนจะรู้ตัวถึงได้หันมาทางเธอ ในตอนนั้นเองที่เธอตกใจ เพราะใบหน้าที่หันมานั้นขาวเหมือนกระดาษ ไม่มีตาขาว มีแต่ตาดำ
ขนาดเข้าผับก็ยังเจอวิญญาณอีก ชีวิตเธอนี่หนีไม่พ้นเรื่องพรรค์นี้เลยจริงๆ !
ตั้งแต่เริ่มจำความได้ เธอก็เห็นวิญญาณ เมื่อก่อนเธอยังเด็กทำให้แยกแยะไม่ออกว่าคนไหนผี คนไหนเป็นคน พอโตขึ้นก็เริ่มรู้ เริ่มชิน และเริ่มไม่รู้สึกอะไร อาจมีบ้างที่ใจหาย ตกใจ แต่ไม่กลัว
ดวงจิตที่เกิดจากพลังงานรวมตัวกันไม่สามารถทำอันตรายมนุษย์ได้หรอก มนุษย์ด้วยกันต่างหากล่ะที่ทำร้ายกันอย่างเลือดเย็น
“เดี๋ยวฉันไปห้องน้ำก่อนนะ” เธอบอกพนิดา ก่อนจะปลีกตัวเข้าห้องน้ำ ทำธุระเสร็จก็ล้างมือหน้ากระจกบานใหญ่ พลันนั้นเองที่รู้สึกมีคนเดินมาข้างหลัง เธอเหลือบตามองกระจก...ว่างเปล่า มีเพียงเธออยู่คนเดียวเท่านั้น พอก้มลงล้างมืออีก ก็เหมือนมีคนขยับตัวด้านหลัง ครั้นมองกระจกก็ไม่เห็นมีใคร
เธอถอนหายใจยาว หันหลังกลับไป แล้วก็พบสาวชุดเกาะอก กางเกงขาสั้นยืนอยู่
“เธอเห็นฉันใช่ไหม” สาวปริศนาถาม
“เห็นแล้วมีประโยชน์อะไรล่ะ ทำไมไม่ไปผุดไปเกิดซะที”
“ยังไม่มีใครรู้เลยว่าฉันตายแล้ว ศพฉันฝังอยู่ในพงหญ้าหลังผับนี่แหละ ลูกชายเจ้าของผับหึงหวง แทงฉันตายแล้วฝังไว้ ตรงนั้นดินจะนูนสูงกว่าบริเวณอื่น ช่วยฉันหน่อยเถอะนะ”
“อีกแล้วเหรอ ให้ฉันช่วยอีกแล้วงั้นเหรอ” เธอถอนหายใจพรืด
“น่านะ แล้วจะบอกหวยให้”
“ฉันมีเงินอยู่แล้ว ไม่ซื้อหรอกหวยน่ะ”
“งั้นถือว่าเห็นแก่เพื่อนร่วมโลกตาดำๆ คนนี้เถอะนะ” กระพริบตาปิ๊งๆ ส่งให้ เออ...ก็มีแต่ตาดำจริงๆ นั่นแหละ
“ผีอยู่ส่วนผี คนอยู่ส่วนคน อันที่จริงฉันไม่อยากยุ่งเกี่ยวเรื่องพรรค์นี้เลย”
“ถ้าช่วยฉัน ฉันจะดูดวงให้”
“จะบ้าเรอะ” เธอแหกปาก “มีผีที่ไหนดูดวงบ้าง”
“ก่อนตายฉันดูดวงแม่นนะบอกเลย”
“โอ๊ย ! พอๆ ฉันช่วยก็ได้ แค่นี้ก็จบแล้วใช่ป่ะ”
“เย้ ขอบคุณนะ” วิญญาณสาวฉีกยิ้มกว้างที่ดูยังไงก็น่าสยดสยองมากกว่าจะน่ารัก มาริสารีบเบือนหน้าหนีไปเจอสาวสองคนมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ แถมยังกระซิบคุยกันอีก
“น่าสงสารเนอะ สติไม่ดี”
“นั่นดิ เห็นยืนคุยคนเดียวมาพักหนึ่งแล้ว”
มาริสาหน้าแดงก่ำ จ้ำเดินออกจากห้องน้ำทันที ก่อนจะออกจากผับ หาที่ที่เสียงดนตรีไม่ดังมาก แล้วกดโทรออกหาเพื่อนชาย
/ฮัลโหล สวัสดีครับ/
“มาร์ค นี่ฉันเองนะ”
/เออ เห็นชื่อที่เซฟไว้ก็รู้แล้วว่าเป็นเธอ โทรมามีอะไรอีกล่ะ ดึกป่านนี้แล้ว อ้อ...แต่สำหรับเธอคงไม่ดึกสินะ คงลันล้าอยู่ผับหรือที่ไหนสักแห่ง ได้ยินเสียงเพลงแว่วๆ/
“ใช่ เวลานี้เป็นเวลาเที่ยว ไม่ใช่เวลานอนของฉันหรอก พรุ่งนี้มาตรวจสอบที่พงหญ้าหลังร้านด้วยนะ” เธอบอกชื่อสถานเริงรมย์ไป “ดินจะนูนๆ หน่อย ตรงนั้นแหละมีศพฝังอยู่”
/หา/ มานัตตาสว่าง หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง /อีกแล้วเหรอ/
“ใช่ อีกแล้ว คนตายเป็นผู้หญิงผมยาว ลูกชายเจ้าของผับเป็นคนแทงแล้วฝังเพราะหึงหวง ถ้ายังไงก็มาตรวจสอบแล้วอย่าบอกใครล่ะว่ารู้มาจากฉัน”
/เออ รู้แล้วน่า/
“ขอบคุณจ้าผู้กองสุดหล่อ”
/พูดแบบนี้ค่อยน่าชื่นใจหน่อย/
“ฉันแค่ยอ”
/แค่ยอก็ดีใจแล้ว/ ผู้กองหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะ ก่อนจะเงียบเสียงสักพักแล้วพูดขรึมๆ /เมื่อไหร่เธอจะเลิกมีดวงตาเห็นผีได้เสียที/
“ไม่ดีเหรอไง ฉันช่วยคดียากๆ ของนายมาเยอะแล้วนะ”
/ก็รู้ แต่ฉันอยากให้เธอเป็นผู้หญิงธรรมดามากกว่า ฉันรู้ว่าเธอเองก็ไม่ได้มีความสุขเท่าไหร่หรอกที่มีความสามารถบ้าๆ แบบนี้น่ะ/
มาริสานิ่งไปพักหนึ่ง
“นายนอนต่อเถอะ ฉันจะเข้าไปเต้นต่อ ป่านนี้ดาคงรอแย่แล้ว”
/เที่ยวกลางคืนบ่อยๆ ยังไงก็ระวังด้วยนะหนูเม่น ถึงเธอจะมีผีเป็นพรรคพวก แต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ยังไงเธอก็เป็นผู้หญิง/
“จ้าคุณพ่อ รับทราบแล้วค่ะ แค่นี้แหละ” เธอกดตัดสาย ก่อนจะเดินกลับเข้าสถานบันเทิงด้วยอาการครุ่นคิด
คำสาปนี้มีมารุ่นต่อรุ่น จะเกิดเฉพาะลูกสาวในตระกูลเท่านั้น
แม่ของเธอมีความพิเศษอยู่ที่หู สามารถได้ยินความในใจของคนอื่นได้
ส่วนเธอมองเห็นวิญญาณ
ความสามารถนี้จะหายไปก็ต่อเมื่อมีความรัก !
แต่ชาตินี้เธอคงไม่มีวันมีความรักกับใครเขาหรอก ผู้ชายคนไหนจะมารักผู้หญิงประหลาดอย่างเธอ ทั้งชีวิตมีเพื่อนแค่ 2 คนที่ยอมคบหาด้วย คือมานัต ตำรวจหนุ่มหน้าตาดีแต่ขี้บ่น กับเพชรวดี สาวห้าวลุยๆ ไม่ค่อยแต่งหน้า แถมยังเป็นคนดีอยู่ในกรอบ จนไม่น่าเชื่อว่าจะคบกับคนที่ขยันออกนอกลู่นอกทางอย่างเธอได้
อุตส่าห์มาเที่ยวเพื่อผ่อนคลาย ยังจะมาเจอวิญญาณหมอดูนั่นอีก โอ๊ย ! เครียดชะมัด
เธอกลับไปที่โต๊ะแล้วนั่งดื่มแอลกอฮอล์ หูแว่วได้ยินเสียงกระซิบ...ขนาดดนตรีดังมากๆ เสียงนั้นยังดังเข้ามาในสมองเธออย่างชัดเจน
“ขอบคุณนะ เพื่อเป็นการตอบแทน ฉันจะบอกให้ว่าอีกไม่นานเธอจะเจอเนื้อคู่...สามีของเธอถูกโฉลกกับสีแดง เพราะเขามีเส้นผมออกแดง ตาสีแดง และชอบดื่มเครื่องดื่มที่เป็นสีแดง”
มาริสาตวัดสายตาไปมองทางซ้ายมือ เห็นวิญญาณตนนั้นยิ้มหวานให้อยู่ เธอยู่หน้าใส่
หึ...งี่เง่าชะมัด เธอไม่สนหรอกเนื้อคู่ แถมเป็นคำทำนายที่ออกมาจากปากผีอีก ใครเชื่อก็บ้าเต็มที่
หญิงสาวเรียกพนักงานเสิร์ฟ ขอเหล้าเพิ่ม หูแว่วได้ยินคำเตือน
“อย่าไว้ใจเพื่อนของเธอมากนักนะ”
เธอตวัดสายตาไปมองอีกครั้ง อ้าปากพะงาบๆ เป็นใจความว่า “อย่า ยุ่ง กับ ฉัน”
“เป็นอะไรหรือเปล่า เธอดื่มเยอะจัง” พนิดาเลิกเต้น ทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
พนิดาเป็นเพื่อนที่รู้จักกันมาได้ 1 เดือนแล้ว เจอกันครั้งแรกที่ร้านอาหาร คุยกันถูกคอเลยนัดเที่ยวด้วยกันเรื่อย แน่นอนว่าพนิดายังไม่รู้ความสามารถพิเศษของเธอ ถ้ารู้ก็คงเลิกคบเธอเหมือนคนอื่นๆ ไปแล้ว
“อยากดื่มเยอะๆ น่ะ รู้สึกเครียดๆ ชอบกล”
“เธอก็ดื่มเยอะไปแล้วนะ”
มาริสาฟุบหน้าลงกับโต๊ะ พูดอ้อแอ้ “เวลาเมามันไม่ต้องคิดมากอะไรดีไง ฉันเลยอยากเมาทุกวัน”
ช่วงนั้นเองที่พนิดาแอบหยิบซองเล็กๆ ซึ่งบรรจุยาผงสีขาวออกจากกระเป๋ากระโปรง คลี่ถุงแล้วเทยาลงไปในแก้วเหล้าอย่างรวดเร็ว
มาริสาเงยหน้าขึ้น พนิดารีบเก็บซองยาอย่างรวดเร็ว แล้วส่งแก้วเหล้าให้
“ฉันยอมให้เธอดื่มเป็นแก้วสุดท้ายเท่านั้นนะ แล้วจะพาไปส่งที่บ้าน”
มาริสารับแก้วมาดื่มรวดเดียว ก่อนจะฟุบหน้าลงกับโต๊ะ พูดอ้อแอ้
“ทำไมฉันถึงใช้ชีวิตเป็นปกติไม่ได้ ทำไมต้องมาเจอคำสาปบ้าๆ ด้วย”
พนิดาไม่รู้หรอกว่าเพื่อนเพ้อถึงอะไร เธอพอใจที่เห็นสภาพ มาริสาเป็นเช่นนั้น รออีกไม่ถึงสามนาที มาริสาก็เงยหน้าบอกเธอด้วยสภาพกระปลกกระเปลี้ย
“ฉันร้อนจัง อยากอาบน้ำ พาฉันกลับบ้านหน่อยนะ”
“ได้สิ” พนิดารีบพยุงร่างบางที่ตัวอ่อนเดินขาขวิดออกจากผับ ก่อนจะโทรหาใครสักคน แล้วก็ยืนรออยู่อย่างนั้น
ไม่นานนัก รถเก๋งสีขาวก็แล่นมาจอด
“เธอกลับไปกับเขานะ ฉันจะเต้นต่อ”
“หือ...จะให้ฉันกลับกับครายยย ไม่อาววว เธอนั่นแหละไปส่งฉันหน่อย”
“เอาน่า ไปกับเขาเถอะ” พนิดารีบเปิดประตูทางตอนหลัง แล้วผลักเพื่อนเข้าไปในรถ ก่อนจะปิดประตูทันที
มาริสากระพริบตาถี่ด้วยความมึนงงและพร่าเบลอ เธอเวียนหัวอย่างหนัก พร้อมกันนั้นก็รู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัว รถคันที่เธอนั่งได้แล่นออกจากบริเวณสถานเริงรมย์ราวธนูออกจากแหล่ง เธอพยายามเพ่งมองคนขับ...เขาเป็นผู้ชาย สวมหมวกแก๊บ เห็นหน้าไม่ชัด
“บ้านฉันอยู่ไหน คุณรู้ใช่ม้ายยย” ถามด้วยเสียงที่ยานคางแปลกๆ
“รู้สิครับ”
“งั้นขับให้เร็วกว่านี้หน่อยน๊า” ร่างบางเอนลงนอนตะแคงที่เบาะ ทำไมนะ...ทำไมเธอถึงร้อนไปหมดอย่างนี้ อยากโดนกอด...อยากให้ผู้ชายสักคนมากอดเหลือเกิน
เธอยันตัวลุกนั่งอีกครั้ง มองไปรอบๆ แถวนี้ไม่มีรถเลย เธออยู่ที่ไหนกัน
“ที่นี่ไม่น่าจะใช่ทางไปบ้านฉันน๊า คุณรู้ทางไปบ้านฉัน แน่เร้อออ” แม้จะพยายามบังคับเสียงให้ปกติ แต่มันก็ไม่ปกติอยู่ดี...
“ผมซื้อคุณมาแล้ว ด้วยเงินพันห้า เราจะไปสนุกกันที่โรงแรม แล้วถึงจะไปส่งคุณที่บ้านนะ”
ดวงตาคู่โตเบิกโพลง “ซื้อฉัน ? พันห้า ? ”
“ใช่”
“คนสวยๆ แถมยังซิงอย่างฉันเนี่ยนะค่าตัวพันห้า ไอ้บ้า ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้” ตอนนี้เธอรู้สึกว่าสติยังพอเหลืออยู่บ้างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ให้ตายสิ...ทรมานชะมัด แต่ที่แน่ๆ เธอต้องพยายามหนี “จอดเดี๋ยวนี้นะ”
“ปล่อยให้โง่ เธอน่ะสวยถูกใจเลยรู้ไหม”
“อะ ไอ้บ้า ปล่อยฉันลง” เธอพุ่งไปเปิดประตูรถแล้วกระโดดลงไปทันที ทั้งที่รถยังวิ่งอยู่ เธอรู้ดีว่านี่เป็นการกระทำที่บ้าบิ่นมาก แต่เธอยอมเสี่ยงตายดีกว่าโดนใครก็ไม่รู้ข่มขืน
ร่างบางกลิ้งหลุนๆ ไปบนพื้นลูกรัง หัวหมุนติ้ว ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะวูบดับไป
ประวิตรรีบจอดรถลงมาดูด้วยความหัวเสีย
“บ้าเอ้ย จะตายหรือเปล่าวะ” ยังไม่ทันจะจับโดนผิวเนื้อของคนที่แน่นิ่งไป เขาก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างโฉบมาด้านหลัง
ด้วยความตระหนกรีบหันไปมอง ก่อนจะขนลุกซู่...บุรุษร่างสูงเพรียวในชุดสีดำสนิท เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ผมสีน้ำตาลอมส้มเหลือบแดง แสงจันทราส่องกระทบดวงตาสีแดงเพลิง
“เฮ้ย ! ” ถอยกรูด เริ่มสั่นเทิ้มไปทั้งตัว “กะ แก...ผีหรือคนวะ”
ผู้นั้นไม่ตอบ กลับแยกเขี้ยวยาวคมวับให้เห็น วินาทีนั้นเองที่เขารีบวิ่งไปที่รถหมายจะหนี แต่ไม่ทันเสียแล้ว...มือแข็งปานคีมเหล็กกระชากเสื้อเขาจากทางด้านหลัง
“ปะ ปล่อย ปล่อยฉันนะ”
ไม่มีแม้เศษเสี้ยวความเมตตา คมเขี้ยวสองเขี้ยวฝังไปที่แอ่งชีพจร พลันนั้นตัวของประวิตรเริ่มซีดลงเรื่อยๆ ดวงตาเหลือกค้าง ไม่มีเสียงใดๆ หลุดรอดจากลำคออีก ก่อนจะค่อยๆ ทรุดฮวบลงกองที่พื้น แน่นิ่งไป
ชายหนุ่มหันมองไปทางมาริสาซึ่งยังคงไร้สติ ยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดเลือดตรงมุมปาก แล้วเดินตรงไปหาหญิงสาว คุกเข่าลงพินิจวงหน้างามตลอดจนเรือนร่างอวบอัดนั้น ก่อนที่วงแขนแข็งแกร่งจะโอบรัดเธอขึ้นอุ้มแนบอก จากนั้นก็พาเธอเดินหายไปในความมืด
มาริสาเริ่มรู้สึกตัว เปลือกตาบางขยับยุกยิก ก่อนจะเปิดขึ้นมาอย่างช้าๆ ภายในห้องมืดเหลือเกิน...เธออยู่บนเตียงนอนหนานุ่มที่ไหนก็ไม่รู้
หญิงสาวผุดลุกนั่ง รู้สึกเคล็ดขัดยอกไปทั้งตัว ที่สำคัญ...เธอร้อนมาก ร้อนเหลือเกิน ร้อนจนทนไม่ไหว
เธอถอดเสื้อเหวี่ยงทิ้ง ตามด้วยบราปีกนก กระโปรงถูกขว้างอย่างไม่ไยดี
“คุณร้อนอย่างนั้นเหรอ” เสียงห้าวทุ้มดังขึ้นข้างเตียง ส่งผลให้เธอสะดุ้งเฮือก มองไปยังที่มาของเสียง...มีผู้ชายใส่ชุดดำยืนทะมึนอยู่จริงๆ ด้วย เขาดูกลืนไปกับความมืดจนไม่รู้ว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไร เห็นเพียงเงาลางๆ ว่าเขาตัวสูงมากเท่านั้นเอง
“ร้อน...” ตอบด้วยเสียงแหบแห้ง เป็นอะไรไปหนอ เธอถึงปากแห้ง คอแห้ง ร้อนเร่ายิ่งกว่าเดิมเสียอีก ความผิดชอบชั่วดีในหัวหายวับ มีแต่ความต้องการที่ถาโถมเข้ามา
“ที่นี่ที่ไหน” ถามเสียงเบา
“บ้านของผม”
“บ้านของคุณ” ถามราวละเมอ “แล้วฉันมาอยู่ได้ยังไง”
“ผมเป็นคนพาคุณมา”
มาริสาก้าวลงจากเตียง ท่าทางมึนงง หยุดยืนตรงหน้าเขา มือลูบไล้แผงอกกำยำ “ฉันรู้สึกเหมือนเบลอๆ คล้ายครึ่งหลับครึ่งตื่น”
“ไม่ต้องกลัว คุณแค่ฝันไป”
“ฝันไปอย่างนั้นเหรอ” หญิงสาวยิ้ม “ถ้าเป็นในฝัน ฉันคงทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะผิดสินะ”
“คุณอยากทำอะไรล่ะ”
“จูบฉันสิ...”
ชายหนุ่มนิ่งงันไปพักหนึ่ง ก่อนจะก้มลงจุมพิตเรียวปากอิ่มที่เผยอคอยท่าอยู่แล้ว ลิ้นร้อนซอนแทรกเข้าไปในโพรงปากของเธอ จูบที่ดูดดื่มราวกับจะกระชากวิญญาณเธอให้ล่องลอยออกจากร่าง
อา...นี่น่ะหรือคือจูบ ช่างเป็นจูบที่หวานระทึกใจจนแทบไม่อยากเชื่อว่านี่จะเป็นเพียงความฝัน
ฝ่ามือหนาลูบบั้นท้ายกลมกลึงก่อนบีบขยำ ขยับเดินขึ้นหน้า เป็นผลให้เธอต้องก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติ กระทั่งหยุดเมื่อชนกับขอบเตียง
มาริสาค่อยๆ เอนลงนอนบนเตียง โดยที่เขาตามขึ้นคร่อม ปากยังคงจูบปากเธออย่างดูดดื่มไม่ยอมแยก และเธอก็ชื่นชอบเสียด้วยสิ
ราวมีพลังลึกลับให้เธอคลายความเจ็บปวดขัดยอก เธอรู้สึกเบาสบาย เคลิบเคลิ้มเผลอไผล กระทั่งเขาละจากปากเธอแล้วจูบลงไปเรื่อยๆ จากลำคอระหงมาที่ทรวงอกอวบงามเปลือยเปล่า
เขาดูด เขาดึงราวกับหมั่นเขี้ยวเธอมานาน มือก็ขยำเต้านมอีกข้างอย่างเมามันส์
“โอววว ซี๊ดดด” หญิงสาวครางกระเส่าหลับตาพริ้ม ไม่รู้ความอายหายไปไหนหมด รู้แค่ว่าเธอต้องการ...ต้องการเขาเหลือเกิน
“อย่ามัวชักช้า คุณรีบถอดกางเกงออกสิคะ”
เขาเชื่อฟัง ผละห่างจากเธอแล้วถอดเสื้อผ้าออกอย่างรวดเร็ว แม้จะไม่ได้เห็นด้วยตา แต่มือเธอสัมผัสได้...เขาเป็นคนตัวใหญ่ มัดกล้ามแข็งปึ้ก หน้าท้องเป็นลอนหนา ปลุกเร้าอารมณ์ของเธอให้โหมกระหน่ำยิ่งขึ้น
“ฉะ ฉัน...ฉันต้องการไอ้นั่น เอาใส่เข้ามาในตัวฉันที”
“คุณคงโดนยา”
“ยาอะไร ฉันต้องการ คุณช่วยฉันที...” เธอเสียงสั่นเว้าวอน เขานิ่งไปเพียงครู่ ก่อนจะพูดเสียงแผ่ว
“ได้สิ ผมจะช่วยคุณดับฤทธิ์ยาเอง”
ชายหนุ่มจับขาเรียวแยกออก ก่อนจะยกสะโพกเธอขึ้นสูงแล้วจับส่วนแข็งกร้าวที่ร้อนผ่าวถูไถปากช่องรักที่เยิ้มฉ่ำด้วยความกระหาย
“อา...อ๊า...อย่า อย่าแกล้งฉันอีกเลย รีบ...รีบยัดมันเข้ามาเถอะ” เขาผลักดันส่วนนั้นเข้ามาได้เพียงครึ่ง หญิงสาวก็เกร็งสะโพกหน้าซีด กรีดร้อง
“โอ๊ย...”
เขาขมวดคิ้วเมื่อรู้สึกราวกับว่าได้ผ่านเยื่อบางๆ ทะลวงเข้าไป ของเธอบีบรัดลำของเขาจนแทบระเบิด กรามแข็งบดเข้าหากันเพื่อควบคุมไม่ให้มันระเบิดตอนนี้ แล้วขยับช้าๆ จนสามารถเข้าไปได้จนมิดลำ
ความเจ็บปวดคลี่คลายลง เหลือเพียงความเสียวซ่านยากจะบรรยาย เธอครางแผ่ว ทรวงอกสะท้อนขึ้นลงตามแรงกระแทกกระทั้นที่กระหน่ำมาไม่หยุด
ในความสะลึมสะลือนั้น เธอรู้สึกเหมือนจะได้ยินเขาพูดบางอย่าง
จับใจความได้เพียงว่า... “จากนี้ไป คุณจะต้องอยู่กับผม ชั่วนิรันดร์”
หน้าจอโทรทัศน์ทุกช่อง หน้าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับลงข่าวอย่างเผ็ดร้อนสร้างความฮือฮาให้กับผู้คนที่ได้เสพสื่อ แน่ล่ะว่าข่าวตำรวจเจอศพผู้หญิงที่ถูกฝังอยู่ด้านหลังสถานบันเทิงชื่อดังแทบจะไม่มีคนสนใจเท่ากับข่าวที่มีคนสิ้นสติอยู่ข้างทางใกล้ๆ รถตัวเอง
ข่าวคงไม่ดัง หากสภาพจะไม่ซีดขาว เสียเลือดเป็นจำนวนมาก แต่ที่น่าแปลกคือบริเวณนั้นไม่มีเลือดเปรอะเปื้อนเลย มีเปื้อนตรงรอบๆ บาดแผลที่คอเท่านั้น
รอยแผลเหมือนโดนสัตว์ที่มีสองเขี้ยวฝังลงไปลึกพอสมควร
ประวิตรอาการโคม่า ต้องเติมเลือดด่วน ครั้นได้สติมาก็เอาแต่พูดจาไม่รู้เรื่องเหมือนกลายเป็นคนโรคประสาทไปเลย
“ตายจริง สมัยนี้ข่าวแปลกๆ มีเยอะจัง” ชาลินีอุทาน เธอนั่งอยู่บนโซฟาข้างสามีในห้องโถง ดูโทรทัศน์ด้วยกัน ในมือเธอถือรีโมททีวีอยู่ด้วย
“คงเป็นสัตว์อะไรสักอย่างกัดนั่นแหละ” ปริวัทน์ออกความเห็น
“แต่น่าแปลกนะคะ ทำไมถึงเหมือนโดนดูดเลือดเลย เพราะแถวๆ ที่หมดสติก็ไม่มีรอยเลือดสักนิด”
“นั่นสิ พี่ก็ว่าแปลกเหมือนกัน รอยเจาะเหมือนเขี้ยวงู”
“ช้างว่าคงไม่ใช่งูหรอกค่ะ”
“แล้วช้างคิดว่าเป็นอะไรล่ะ ผีดิบหรือไง” ถามกลั้นหัวเราะเหมือนเห็นเป็นเรื่องขำๆ มากกว่าจะจริงจัง แต่ภรรยานี่สิ...ท่าทางจะคิดจริง
“นั่นสิคะ อาจเป็นอย่างนั้นก็ได้”
“เฮ้อ จินตนาการล้ำเลิศซะจริง พี่พูดเล่น”
ชาลินีไม่ทันได้พูดอะไรต่อก็หันไปเห็นลูกสาวเดินลงจากชั้นสองมาพอดี
“อ้าวหนูเม่น ตื่นซะสายเชียว เกือบเที่ยงแล้วนะจ๊ะ ไปกินข้าวกินปลาได้แล้วนะลูก”
“ค่ะ ปวดหัวจัง” หญิงสาวกุมขมับ หน้าซีด อิดโรย