เธออยากจะบอกข่าวดีเรื่องนี้กับคีรินและมารดาของเขา
คงมีแค่แม่สามีของเธอที่จะดีใจแหละ ส่วนคีรินนั้น...คงไม่ต้องเดา
เขาคงโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยงเลยทีเดียว
เมื่อไปถึงที่หมายคนขับก็จอดรถไว้ในที่ที่เห็นได้อย่างชัดเจน แล้วก็เปรยเบาๆ “ให้ผมไปด้วย หรือจะให้ผมรอตรงนี้ดีครับ?”
เมษาเหยียดยิ้มเกมเศร้า เวลานี้คีรินน่าจะเดินทางมาถึงแล้ว เขาอาจจะกำลังเดินเตร่ไปเตร่ พร้อมกับความโกรธที่ค่อยๆ คุกรุ่น การจราจรที่ติดขัดบนถนน ทำให้เธอเดินทางมาช้ากว่ากำหนดเล็กน้อย เธอควรมาถึงตั้งแต่เมื่อยี่สิบนาทีก่อน แต่คงเป็นเพราะเธอประมาทการจราจรบนท้องถนนมากเกินไป จนทำให้เธอมาสายกว่าเวลาที่ตั้งใจไว้ เธอล้วงโทรศัพท์ส่วนตัวออกมาจากกระเป๋ากางเกง พร้อมกับกดโทรออก หัวคิ้วเรียวสวยขมวดเป็นปม มีสัญญาณเรียกเข้า แต่ปลายสายกลับไม่มีการตอบรับ
“ท่าทางเจ้านายคุณคงอารมณ์ไม่ดีแล้วค่ะ เมขอลองไปเดินหาเขาสักหน่อย คุณรออยู่ตรงนี้ก็ได้นะคะ” เมษาพูดเสียงผสมความอ่อนล้า เธอมีเรื่องให้คิดเยอะแยะไปหมด สมองของเธอค่อนข้างล้าแล้วตอนนี้
เมษาเดินวนอยู่ตรงจุดที่ผู้โดยสารส่วนใหญ่ใช้พักรอคนมารับ เธอกวาดตามองหาไปรอบๆ แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของสามี หลังจากผ่านไปสักพักใหญ่ๆ เมษาก็เริ่มร้อนใจ
เธอตัดสินใจ กดโทรศัพท์ โทรไปหาเขาอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถติดต่อเขาได้เช่นเดิม
“รอก่อนแล้วกัน” เธอบ่นพึมพำ แล้วก็มองหาที่นั่งพักขา เธอเดินวนอยู่ตรงนี้ รวมๆ แล้วเกินสามสิบนาที
หากเที่ยวบินจะดีเลย์ก็เป็นเรื่องดี เพราะคีรินเป็นคนค่อนข้างใจร้อน หากเขามาถึงแล้วไม่เจอใคร มันจะวุ่นวายเปล่าๆ เธอเบื่อฟังเสียงบ่นของเขา ซึ่งจะไม่มีวันจบ หากเธอแย้งออกไปสักคำ
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
เมษาชะเง้อจนปวดคอ แต่ก็ยังไร้วี่แววของคีรินเหมือนเดิม เธอเริ่มเอะใจแปลกๆ ตรงจุดที่เธอนั่งผู้คนเริ่มบางตา ความกระวนกระวายทำให้เธอตัดสินใจกดโทรศัพท์หาใครบางคน
“คุณแม่คะ คุณคีกลับถึงบ้านแล้วหรือยังคะ”
ปลายสายเงียบไป หลังจากนั้นก็มีเสียงถอนใจดังแทรกผ่านกระบอกเสียงมา “ลูกชายฉันเขากลับมาถึงบ้านแล้ว หนูเมก็เถอะ กลับมาได้แล้ว หนูนั่งรอเขาอยู่ที่นั่นกี่ชั่วโมงแล้วหะ!!”
ก่อนที่เมษาจะทันได้พูดอะไร เสียงบางอย่างก็ดังแทรกเข้ามา เมษาตัวชา มือของเธอชื้นไปด้วยไอเหงื่อ “แม่ครับ จะบอกแม่นั่นทำไมครับ ปล่อยให้รออยู่แบบนั้นแหละ โง่แล้วก็ชักช้าอืดอาดไม่ทันใจผมสักอย่างเลย”
“ตาคีแกรู้ตัวไหมพูดอะไรออกมา แกกับแม่มีเรื่องต้องคุยกันนะ”
“เรื่องของรินรดาหรือครับ ผมไม่มีอะไรต้องคุยกับแม่แล้ว” เสียงค่อนข้างห้วนของสามีทุกครั้งที่เขาอารมณ์ไม่ดี แต่คีรินไม่เคยใช้น้ำเสียงแบบนี้กับมารดาของเขามาก่อน
เธอเบนโทรศัพท์ออกห่างหู แล้วก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง
“แกคิดว่าครั้งนี้ ฉันจะยอมรับแม่นั่นหรือไงหะ!!”
“แม่ครับ รินรดา ‘ท้อง’ นะครับ ในท้องเธอมีลูกของผมอยู่ แม่จะไม่ยอมรับเธอก็ได้ไง แม่คงไม่ใจดำ ถึงขนาดไม่ยอมรับลูกของเธอกับผมหรอกนะครับ”
เมษากะพริบเปลือกตาปริบๆ สิ่งที่เธอได้ยินคืออะไรกันแน่
เธอกลืนน้ำลายลงคอฝืดๆ ก่อนโทรศัพท์จะถูกตัดสายไป…
เมษานั่งทำใจอยู่เกือบห้านาที แล้วเธอก็ทนไม่ไหว ความสงสัยในใจของเธอตีกันจนวุ่นวาย สิ่งที่เธอได้ยินคือเรื่องจริงหรือคำล้อกันเล่นแน่
เธอตัดสินใจฟังความจริงจากแม่สามีอีกครั้ง
“คุณแม่คะ?”
เหมือนแม่สามีของเธอจะรออยู่เช่นกัน “หนูเม กลับมาคุยกันที่บ้าน เรื่องนี้ไม่เหมาะที่จะพูดกันทางโทรศัพท์””
เสียงของอีกฝั่งแกว่งและแฝงความกังวล “ค่ะ คุณแม่” หลังกดวางสายรอยยิ้มของเมษาหายไปในทันที
เมษากัดริมฝีปาก “เกิดอะไรขึ้น?”
เธอบ่นพึมพำ มือที่กำแน่นเต็มไปด้วยไอเหงื่อ
เธอพยายามไม่กังวลไปก่อนล่วงหน้า แม้จะรู้สึกผิดหวัง แต่เธอก็ยังคงพยายามทำใจดีสู้ ถึงคีรินจะแสดงออกเต็มที่ เขาไม่เคยมีเยื่อใยกับเธอเลย แต่เขาก็ไม่ใช่ผู้ชายมักง่ายที่จะทำผิดศีลธรรม คีรินประพฤติตัวดีมาตลอดสามสี่ปีที่เป็นสามีภรรยากัน คงเพราะภาระหน้าที่ที่คีรินแบกไว้ ทำให้เขาทำอย่างที่หัวใจปรารถนาไม่ได้
แต่...ความไม่แน่นอน บนโลกนี้ ย่อมเกิดขึ้นได้
ความรักที่คีรินมีต่อผู้หญิงคนนั้น อาจทำให้เขาเปลี่ยนใจ
“คีคะ คุณจะบอกความจริง ‘เมียแต่ง’ ของคุณตอนไหนคะ”
รินรดาพยายามถนอมเสียง พยายามไม่ใส่ความไม่พอใจลงไปด้วย เธอเกลียดผู้หญิงคนนั้น ผู้หญิงที่ได้ครอบครองทะเบียนสมรสกับ ‘ผู้ชาย’ ของเธออย่างถูกต้อง ผู้หญิงที่เชิดหน้าในวงสังคมได้แบบไร้รอยตำหนิ ในขณะที่เธอต้องคอยหลบ คอยซ่อนเพราะเธอทำสิ่งที่คนรอบตัวยอมรับไม่ได้
รินรดาพยามคิดในแง่ดี ผู้ชายตรงหน้าเธอ เขามอบความรักให้เธอหมดทั้งใจ
หลังพูดจบ รินรดาก็เม้มปาก จากนั้นก็พูดกับคีรินต่อ “รินไม่ได้เร่งรัดคุณนะคะ แต่ว่า...” เธอไม่ได้พูดจนจบ แค่วางมือบนตำแหน่งตรงหน้าท้อง เท่านั้นแหละ แววตาของคีรินก็ไหววูบทีเดียว
คีรินพ่นลมหายใจแรงๆ
เขาเคยคิดถึงเหตุการณ์เช่นนี้มาหลายครั้ง หลังจากที่เขาถลำลึกลงไปในวังวนเสน่หาของหญิงตรงหน้าที่มั่นใจว่าเขามีจิตปฏิพัทธ์ต่อเธอ
คีรินตรองไม่ตก เขาไม่รู้ว่าตนเองควรพูดประโยคไหนให้เมษาเข้าใจดี ผู้หญิงอีกคนที่ไม่มีความผิดอะไรเลย แถมผู้หญิงคนนั้นก็ยังเป็นผู้หญิงที่ดี เขาวางใจได้ หากมีเมษาอยู่ใกล้ๆ ผู้หญิงคนนั้นไม่มีทางทรยศเขาแน่ๆ
แววตาของเธอ บอกอะไรหลายๆ อย่างที่คีรินพยายามทำเป็นมองไม่เห็น
“ผมจะพยายามทำให้ดีที่สุด เพื่อคุณ เพื่อลูก” หางเสียงของคีรินเบาโหวงแทบไม่มีน้ำหนัก แต่ความรู้สึกหนักอึ้งในใจของเขาเกือบทำให้คีรินเข่าทรุด เขานึกภาพไม่ออกเลย หากวันต่อๆ ไปไม่มีเมษาอยู่ใกล้ ความเคยชินนั่นกำลังทำให้เขาคิดไม่ตก
บทที่ 2. สิ้นสุดสถานะสมรส
เมษาไม่มีความอยากอาหารเลยสักนิด แต่เป็นเพราะเห็นแก่เด็กที่อยู่ในท้อง เธอเลยต้องหาอะไรกินรองท้องไว้บ้าง บ้านที่เป็นเรือนหอของเธอ อยู่ถัดจากคฤหาสน์หลังใหญ่ของครอบครัวเดชดำเกิง คงเพราะไม่ต้องการให้ทุกสายตาคอยสอดส่อง คีรินเลยเสนอเรื่องแยกบ้าน หลังงานวิวาห์จบลงสามเดือน
ความจริงรสนิยมของเธอกับคีรินค่อนข้างคล้ายกัน
เรื่องการตบแต่งภายใน ชายผู้นั้นจึงมอบหน้าที่นั้นให้กับเธอ
หากไม่นับเรื่อง ‘ความรัก’ เธอกับคีรินก็ถือว่าเป็นคู่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบคู่หนึ่ง เธอพยายามเป็นภรรยาที่ดี เพื่อประคองชีวิตคู่ให้อยู่รอด เมษาแน่ใจเธอทำหน้าที่ได้ดีเชียวแหละ
แต่ทำไมชีวิตคู่ของเธอ ถึงยังง่อนแง่นเช่นนี้
ทีวีในห้องนั่งเล่นถูกเปิดเอาไว้…
เมษากอดหมอนนั่งเหม่ออยู่บนโซฟาตัวใหญ่ในห้องรับรองแขก เธอเหลือบมองเวลาที่นาฬิกาบนผนังห้องบ่อยๆ ความจริงเธอกำลังมีเรื่องกังวลหลายอย่าง ไม่ได้ดูรายการทีวีเลยสักนิด
เธอพยามแล้วที่จะไม่คิดมาก แต่เวลาที่เคลื่อนที่ไปช้าๆ ก็ช่วยเพิ่มความวุ่นวายในใจให้กับเมษามากขึ้น ถึงคีรินจะงานยุ่งมากแค่ไหน ช่วงหลังๆ มานี่ เขากลับบ้านตรงเวลามากกว่าเดิม เขามักจะกลับมาถึงก่อนมื้อค่ำของทุกวัน บางวันนวลอนงค์มารดาของเขา ก็แวะมารับประทานมื้อค่ำด้วย เวลาส่วนใหญ่หลังมื้อค่ำ คือความสุขภายในห้องนอน
เธอไม่ได้คิดไปเอง หลังๆ มานี่ คีรินเต็มใจที่จะเริงรักกับเธอมากขึ้น เขาไม่ได้พยายามปิดบังความสุขเต็มเปี่ยมที่ได้รับจากเธอหลังหลับนอนด้วยกัน เหมือนกับครั้งแรกๆ ที่เขาตักตวงความสุขบนเรือนร่างของเธอเพียงแค่อย่างเดียว
เขาชื่นชมเธอ และแสดงออกถึงความพอใจ
“เห้อ!!” เมษาเผลอตัวถอนหายใจแรงๆ ออกมา
สี่ทุ่มแล้ว…ยังไม่เห็นแม้แต่เงาสามี
เมษาเพลียแล้วก็หลับไปโดยไม่รู้ตัวบนโซฟาตัวนั้น นั่นเอง
ช่วงจังหวะที่กำลังเคลิ้มนั่น เธอรู้สึกว่าตัวเบา ราวกับว่ากำลังล่องลอยอยู่ในอากาศ เธอปรือเปลือกตาขึ้นมองแล้วก็พึมพำ “คุณกลับดึกจังเลยค่ะ”
“อือ”
“คุณดื่มมาเหรอคะ?”
“อือ ดื่มมานิดหน่อย ทำไมเหรอ เธอไม่ชอบหรือไง?” คีรินถามกลับเสียงแผ่วหวิว
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะ” เมษาตื่นเต็มตา หลังเขาหย่อนเธอไว้ที่เตียงนอน เมษาก็ทรงตัวนั่ง มองคีรินด้วยแววตาปนคำถาม
“ขออาบน้ำก่อนนะ เหนียวตัวจะแย่”
เสียงอาบน้ำดังมาจากในห้องน้ำ เมษาเม้มปากนั่งนิ่งๆ
สามีหลบตาเธอ เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน
เขาไม่ชอบเธอ ข้อนั้นเมษารู้ดี แต่หลายปีมานี่ความกระด้างนั่นลดลงอย่างเห็นได้ชัด ต่อให้เขาไม่รักเธอเลย ความผูกพันหลายปีมานี่ ย่อมมีความหมายอย่างแน่นอน
คีรินทิ้งตัวนั่งด้านข้าง กลิ่นสบู่โชยเข้าจมูก เมษาขยับตัว เธอมองสบตาเขา
“มีอะไรจะบอกเมมั้ยคะ?” เมษาตัดสินใจถามตรงๆ
มือที่ขยี้ผมเปียกๆ บนศีรษะหยุดชะงัก เขารั้งผ้าเช็ดตัวผืนเล็กมาคล้องไว้ที่คอแทน แล้วก็มองสบตาเมษาเช่นกัน “ไว้ค่อยพูดกันพรุ่งนี้เถอะ”
เมษาแค่นยิ้มมุมปาก เธอเอนตัวลงนอน แล้วก็หลับสนิทไปในเวลาต่อมา
เธอตื่นแต่เช้าตรู่ ด้านข้างตัวเธอก็ไม่ได้มีความอุ่นเหลือแต่อย่างใด มีเพียงผ้าปูที่นอนที่ยับเล็กน้อยเท่านั้นที่พิสูจน์ได้ว่า สามีของเธอลุกจากที่นอนออกไปนานแล้ว
เธอพยายามลดความฟุ้งซ่านลง
ความจริงเมษาเตรียมใจไว้ตั้งแต่วันแรกๆ ที่จดปลายปากกาลงบนทะเบียนสมรสแล้ว วันนี้อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ ความจริงเธอควรสงบได้มากกว่านี้ หากเธอไม่ ‘ท้อง’
หลังจากที่อาบน้ำทำธุระส่วนตัวเสร็จ เธอก็เดินลงไปที่ห้องครัว เสียงท้องร้องโครกคราก ทำให้เมษาอารมณ์ดี ‘ลูก’ ของเธอน่าจะเป็นเด็กที่ชอบกิน ทันทีที่รู้ตัวว่ามีเขา เธอก็หิวบ่อยขึ้น
อาหารเช้าง่ายๆ ที่เธอจัดเตียมเอาไว้
หลังทอดไข่ใบสุดท้ายเสร็จ เมษาก็ถอดผ้ากันเปื้อน ยกจานอาหารไปวางไว้ที่โต๊ะอาหารเช้า