๑
ชีวิตของสองแม่ลูก
ยี่สิบนาทีกว่าจะปลอบขวัญลูกให้หยุดร้อง ม่านฝนต้องพูดว่าจะซื้อนั่นซื้อนี่ให้ลูกตลอดทางเดินขึ้นบันไดข้ามถนนไปอีกฝั่งของห้างสรรพสินค้า
เมื่อเดินลงบันไดมายืนข้างถนนก็ปล่อยลูกให้ยืนเกาะขา และไม่ถึงสิบนาที เธอก็อุ้มเด็กน้อยรีบเร่งขึ้นไปนั่งบนรถสองแถวด้านในสุด
“ฮือออ” เด็กน้อยแสงเหนือยิ่งส่งเสียงร้องไห้ ใบหน้าน่ารักที่ซบอยู่บนทรวงอกอิ่มนั้นแหงนขึ้นมองหน้าแม่ แล้วหันไปมองห้างสรรพสินค้า
“สุดหล่อของแม่เงียบได้แล้วนะครับ” น้ำตาของลูกทำให้ม่านฝนหัวใจแตกสลายร้าวราน เธอหายใจเบาๆ ผ่อนออกมาช้าๆ แล้วก้มลงจูบหัวของแก
“แม่ครับ เหนืออยากได้เกมนินเทนโดครับ” เด็กน้อยไม่ยอมฟังคำปลอบขวัญ ยิ่งสะอื้นไห้ปนคำพูดเมื่อแหงนหน้ามองแม่
“ถึงบ้านแล้ว เดี๋ยวแม่ซื้อหุ่นไอ้มดแดงให้นะครับ”
ม่านฝนกลั้นน้ำตาไว้จนขอบตาแดงช้ำ เธอก้มลงหน้าผากชนหน้าผากของลูก กระซิบเสียงสั่นเครือชิดปลายจมูกโด่งคมเหมือนพ่อของแก
“จริงนะครับ” คำพูดของแม่ทำให้เด็กน้อยหยุดร้องไห้ แต่ใบหน้ายังซบอกของแม่อยู่ แขนข้างหนึ่งก็กอดเอวคอดแม่ไว้แน่น อีกข้างก็กอดเจ้าตุ๊กตาเสือเน่าไว้แน่นเช่นกัน
“จริงสิครับ” ม่านฝนรับปากลูกได้ เพราะเธอเห็นร้านค้าในหมู่บ้านมีของเล่นขายราคาไม่ถึงร้อยบาท ซึ่งพอซื้อให้ลูกได้
“แม่ครับ เหนือจะเอาสองตัวนะครับ ที่ร้านยายสายมีอุลตร้าแมนขายด้วยครับ” เด็กน้อยพูดอ้อนแม่ปนเสียงหายใจยาวๆ ยามสะอื้นไห้
“ถ้าเหนือหยุดร้อง แม่จะซื้ออมยิ้มให้เหนืออีกสองอันเลยเอาไหมครับ” ดวงหน้าหล่อแม้แววตาดวงเข้มก็คล้ายคลึงผู้ชายที่ทำให้หัวใจของเธอเป็นแผลเหวอะ ม่านฝนก้มลงจูบดวงตาคู่นั้นด้วยความรักและขมขื่น
“อึกกก เหนือหยุดร้องไห้แล้วครับ”
แสงเหนือเกาะลำคอของแม่กระชับแน่นพร้อมทั้งยิ้มยิงฟัน จนคุณแม่อดใจไม่ไหวจูบหอมฟันน้ำนมของแก
“เป็นผู้ชายห้ามร้องงอแงนะครับ อายคนอื่นเขารู้ไหม” เมื่อลูกน้อยยังส่งเสียงสะอึก ม่านฝนก็กระซิบเสียงเบาบอกให้ลูกมองคนรอบข้างในรถ
“เหนืออยากถึงบ้านเร็วๆ จังครับ เหนืออยากได้ของเล่นครับ” เด็กน้อยอายจนพวงแก้มย้วยแดงเป็นลูกมะเขือเทศ เมื่อได้หันหลังไปมองสายตาหลายคู่ที่จับจ้องอยู่
“อีกสองป้ายก็ถึงบ้านแล้วครับ” ม่านฝนยิ้มดีใจที่เห็นสีหน้าเศร้าสร้อยของลูกเปลี่ยนเป็นยิ้มระรื่น แววตาสีเข้มของเด็กน้อยก็สุกประกายแวววับดูมีความสุข
“เหนือรักแม่ที่สุดในโลกเลยครับ” เด็กน้อยกอดคอแม่ ฉุดให้แม่ก้มลงมาหอมแก้มกัน แล้วใบหน้าหล่อก็ซุกไซ้บนทรวงอกของแม่ เหมือนลูกไก่ซุกปีกแม่ไก่
“ดวงใจของแม่ แม่ก็รักหนูนะครับ”
ชีวิตของเธอเคยสิ้นหวังมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อตอนพ่อของลูกปฏิเสธไม่ยอมรับว่าเด็กในท้องเธอเป็นลูกของเขา ครั้งนั้น ม่านฝนหัวใจแตกสลายและคิดจะทำตามคำพูดของเขา ฆ่าตัวตายไปพร้อมลูกในท้อง
ม่านฝนกะพริบเปลือกตาหลายครั้งเพื่อกักกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล แล้วนึกย้อนไปเมื่อสี่ปีก่อน ตอนนั้น เธอเรียนอยู่ปีหนึ่งและได้รู้จักเขาคนนั้น...ผู้ชายคนที่ทำให้เธอรู้จักคำว่ารัก แล้วเขาก็ผลักให้เธอรู้จักคำว่าขุมนรกอเวจี
ที่โถงใหญ่บริษัทธิติการณ์...
“พี่หมอกคะ”
เมื่อเห็นชายหนุ่มเดินตรงมาหาในโถงใหญ่ ม่านฝนก็รีบพับใบตรวจครรภ์ใส่ในกระเป๋ากระโปรงนักศึกษา เธอยิ้มหวานเดินเข้าไปดักหน้าคนรัก
“มาหาพี่ ทำไมไม่โทร.บอกพี่ก่อน” ด้านแสงหมอกสีหน้าไม่พอใจ เขาถามโดยไม่ยอมมองหน้าหญิงสาว พยักหน้าให้เลขาฯ ส่วนตัวให้ไปรอที่ห้องทำงาน ส่วนตัวเขาก็เดินนำหน้าเธอไปยังห้องเก็บของ
“ฝนมีเรื่องสำคัญจะบอกพี่คะ” ม่านฝนดีใจจนไม่ได้สังเกตท่าทีของแฟนหนุ่ม เธอยิ้มเมื่อเอาใบตรวจครรภ์ออกจากกระเป๋ามากำไว้ แล้วเดินเข้าไปหาคนรัก แขนเล็กสอดเข้าข้างเอวหนากอดกระชับแน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความสุขซบลงบนแผ่นหลังกว้าง
“เรื่องอะไร!” แสงหมอกก้มมองมือน้อยกุมประสานกันตรงหน้าท้องเป็นลอน เขาจับมือสองข้างของเธอกางออก แล้วก็ฉุดกระชากให้ร่างบางมายืนตรงหน้า
“ฝนท้องค่ะ ลูกของเราอยู่ในท้องของฝนค่ะ” ม่านฝนตื่นเต้นดีใจจนไม่ได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าหล่อ เธอยื่นใบตรวจครรภ์ให้แฟนหนุ่ม
“แน่ใจเหรอว่าเด็กนั่นเป็นลูกพี่” แสงหมอกถามเสียงหยัน มือใหญ่ปัดมือเธอออกจนใบตรวจครรภ์หล่นลงพื้น โดยที่เขาไม่สนใจที่จะมองกระดาษแผ่นนั้นด้วยซ้ำ
“ทำไมพี่ถามฝนอย่างนั้นคะ ถ้าไม่ใช่ลูกพี่แล้วจะเป็นลูกใครคะ” คำถามและเสียงหัวเราะ แม้แต่สรรพนามเรียกขานของเขาก็เปลี่ยนไป ทำให้ม่านฝนแหงนหน้ามองชายคนรักซึ่งสูงและตัวใหญ่กว่าเธอมาก
“หึ! พี่รู้นะว่าเธอไม่ได้มีพี่คนเดียว” แสงหมอกถึงจะร้าวในอกข้างซ้าย แต่สีหน้าของเขานิ่งเฉย โยนซองสีน้ำตาลใส่หน้าเธอ แล้วเดินเหยียบย่ำทำใบตรวจครรภ์เหมือนเป็นเศษขยะ ไปยืนหันหลังให้เธอ มองแสงแดดร้อนจ้าแผดเผาถนนจนเกิดเป็นละอองน้ำสะท้านด้านนอกผ่านกระจกใส
“พี่เชื่อว่าฝนมีอะไรกับพี่ยศเหรอคะ” ม่านฝนมองภาพถ่ายของเธอที่นอนเปลือยเปล่า โดยมีพี่ชายต่างสายเลือดนอนอยู่ข้างๆ เธอพยักหน้าให้กับรูปภาพอุบาทว์ตาหลายใบ เข้าใจแล้วว่าทำไมคนรักถึงมีทีท่าเปลี่ยนไปและไม่เคยกลับไปหาเธอที่ห้องพักเลย
“เธออยากดูวิดีโอทุเรศของพวกเธอไหม สมสู่กันเหมือนสัตว์ ไม่เลือกพี่เลือกน้อง” แสงหมอกเจ็บหัวใจมากที่แฟนสาวร่วมมือกับไอ้ลูกน้องที่ตนเองไว้ใจหักหลัง ทั้งสองพากันใช้เท้าเหยียบหัวใจเขาจนแตกละเอียด
“มันไม่เป็นความจริง ฝนไม่เคยมีอะไรกับพี่ยศ เด็กนี่เป็นลูกของพี่ ฮือออ” ม่านฝนปฏิเสธเสียงสั่นเครือ พร้อมทั้งหยิบใบตรวจครรภ์ที่ตอนนี้มีแต่รอยรองเท้าขึ้นมาให้เขาดูด้วยหัวใจแตกละเอียด
“เธออย่ามายัดเยียดลูกไอ้สารเลวนั่นให้เป็นลูกของฉันเลย ฉันไม่ยอมรับเด็กในท้องของเธอ แม้แต่ตัวเธอ ฉันก็ไม่ต้องการ ไปซะ” แสงหมอกกัดฟันเค้นเสียงกระดากจนกรามปูดเมื่อนึกถึงภาพบาดตาบาดใจนั่น
“พี่หมอกจะให้ฝนไปไหน แล้วลูกในท้องล่ะคะ พี่จะให้ฝนทำยังไง เขาเป็นลูกของพี่นะ อึกกก” ม่านฝนยังนั่งคุกเข่าอยู่ที่เดิม ดวงตาพร่ามัวเพราะน้ำตาบดบังมองร่างโต เขาที่ไม่เคยมองความทุกข์เจ็บปวดของเธอเลย
“หึ! ถ้าคิดไม่ออกก็พากันไปตายซะสิ!” คำถามของหญิงสาวทำให้แสงหมอกหยุดเดิน เขาหัวเราะและหายใจแรงๆ ผสมกันแล้วใช้เท้าเขี่ยของบางอย่างใส่หน้าเธอ
“พี่!” ม่านฝนในเวลานั้นเหมือนคนตายทั้งที่หายใจได้ ดวงตาฉ่ำน้ำใสมองเชือกที่ชายคนรักเตะใส่หน้า เธอจับมันขึ้นมาหวังจะทำจริงๆ แต่ก็ต้องเปลี่ยนใจเมื่อก้มมองมือของตัวเองที่กุมท้องแบนราบ
ม่านฝนโยนเชือกทิ้งแล้วเช็ดน้ำตาออกจากดวงตาพร่ามัวยามมองชายคนรักเดินห่างออกไปไกลแล้ว เขาทิ้งเธอให้จมอยู่กับปัญหาที่เขาทำ หญิงสาวต้องแก้ไขคนเดียวและทุกข์ทรมานใจอย่างแสนสาหัส…
“รถจอดป้ายสุดท้ายแล้ว ลงเร็วๆ ใครจะไปในเมือง อีกห้านาทีรถจะออกนะ รีบขึ้นรถเร็วๆ เลยนะ” เสียงเคาะข้างรถผสมเสียงตะโกนของเด็กเก็บตังค์เรียกผู้โดยสารดังสนั่น
“แม่ครับ ถึงบ้านแล้วครับ” แสงเหนือผงกหัวขึ้นมองหน้าแม่ แล้วมองไปรอบด้าน เด็กน้อยฉลาดเกินอายุจำได้ว่านี่เป็นทางเข้าบ้านจึงสะกิดเรียกแม่
“คะ ครับ” เสียงของลูกและเสียงตะโกนไล่ให้คนลงของเด็กท้ายรถ ดังจนม่านฝนตื่นตกใจ เธอลนลานอุ้มลูกลงจากรถไปยืนบนฟุตปาธ
“เหนือเดินเองได้ครับ” แสงเหนือขืนตัวลงจากอ้อมกอดของแม่ ยืนเกาะขาแม่ สายตาสีเข้มบ้องแบ๊วก็มองจ้องร้านค้าที่มีของเล่น
“ครับคนเก่ง” ม่านฝนก้มมองหน้าลูก มือก็สาละวนหากระเป๋าสตางค์ในกระเป๋าสะพาย เพื่อจะเอาเงินเหรียญให้ค่ารถสองแถว
“แม่ครับ เหนือไปหายายสายนะครับ” แสงเหนือบอกแม่ และไม่รอฟังคำตอบ เด็กน้อยกอดตุ๊กตาเสือเน่าเดินดุ่มๆ ตรงไปยังร้านขายของเล่น
“เหนือ เดี๋ยวครับ รอแม่ด้วยครับ” ม่านฝนจิตใจเริ่มว้าวุ่นขณะยืนรอเงินทอนจากเด็กเก็บเงิน ซึ่งเด็กมันก็อ้อยอิ่ง ไม่ยอมทอนเงินห้าบาทให้เธอสักที ถึงเงินห้าบาทไม่มีค่าสำหรับคนอื่น แต่สำหรับเธอมันมีค่ามากมาย เพราะห้าบาทนี้ยังซื้อมาม่าหรือไข่ไก่ให้พอประทังชีวิตในยามที่เธอไม่มีให้ลูกกิน...
ที่ร้านขายของชำ...
“มายืนมองอีกแล้วนะเจ้าเหนือ”
ป้าสายเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างจึงบอกให้เด็กในร้านวิ่งข้ามถนนไปจูงเด็กแสงเหนือข้ามถนน ซึ่งม่านฝนที่ยังรอเงินห้าบาทจากไอ้เด็กท้ายรถสองแถวเห็นว่าเป็นคนของยายสายจึงพยักหน้าให้ และขอบคุณเจ้าของร้าน
“วันนี้ ผมมีเงินครับ แม่จะซื้อของเล่นให้ครับ” แสงเหนือยิ้มยิงฟันให้ยายสาย แล้วเข้าไปนั่งยองๆ ตรงกล่องขนาดใหญ่ซึ่งข้างในมีแต่หุ่นยางไอ้มดแดงและไอ้อุลตร้าแมนหลายร้อยตัว
“ยายก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่ อยากได้อันไหนล่ะ เลือกเอาสิ” ยายสายคุ้นเคยกับเด็กน้อยคนนี้ เพราะเห็นมาตั้งแต่ตัวแดงๆ อายุสองเดือนได้ละมั้ง ตอนนั้น ม่านฝนหิ้วกระเป๋าอุ้มลูกมาขอเช่าบ้านของนางเมื่อสามปีก่อน
“มีหลายตัวจังครับ ผมอยากได้หมดนี่เลยครับ” แสงเหนือจับตัวนั้นปล่อยตัวนี้ แล้วกลับมาจับตัวเดิมทำสลับกันไปมา บ่นเบาๆ กับตัวเอง
ป้าสายหัวเราะหึๆ ในความน่ารักของเด็กน้อย นางลูบหัวของเจ้าแสงเหนือ แล้วลุกขึ้นยืนก่อนเดินไปหาม่านฝนที่เดินเข้ามาในร้าน พลางเอ่ยถาม
“ไปในเมืองมาเหรอฝน”
“ค่ะ” เพื่อมารยาท ม่านฝนก็ตอบเพียงสั้นๆ ถึงเธอจะเช่าบ้านของแกอยู่ ก็ใช่ว่าจะต้องเล่าทุกเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันให้หญิงชรารับรู้
“แม่ครับ เหนือไม่รู้จะเอาตัวไหนดีครับ ของเล่นเยอะแยะเลยครับ” แสงเหนือยิ้มจนเห็นฟัน ชูของเล่นหลายตัวที่อยู่ในมือให้แม่ดู
“เลือกอันที่อยากได้มากที่สุดสิครับ” ม่านฝนเดินไปนั่งยองๆ ข้างลูก เช็ดเหงื่อข้างขมับและผมชื้นเหงื่อกลางกระหม่อมให้แสงเหนือด้วยริมฝีปาก
“เอาอันนี้ ไม่เอาดีกว่า เอาอันนี้ดีกว่า แม่ครับ เหนืออยากได้สามตัวครับ” เด็กน้อยดันหน้าแม่ออก แล้วพูดอ้อนขอเพิ่มของเล่นทั้งที่เลือกหยิบจับหุ่นอุลตร้าแมน
“ป้าสายคะ ฉันเอาไข่ไก่สามฟอง ผงพะโล้ซอง แล้วปลากระป๋องสองกระป๋องกับวุ้นเส้นหนึ่งห่อ แล้วนี่สามตัวเท่าไรคะ” เธอยีเส้นผมของลูกเล่นแล้วลุกขึ้นยืน หันไปเลือกซื้อของจะทำกินเย็นนี้
“ไอ้หุ่นน่ะสามตัวร้อย ส่วนของนี่ทั้งหมดสามสิบบาท รวมทั้งหมดร้อยสามสิบบาท” นางสายบอกพร้อมทั้งสาละวนเอาของใส่ถุงหิ้ว
“เอาอมยิ้ม กับนมไวตามิลค์สามกล่อง แล้วขนมปังไส้แยมสองห่อด้วยค่ะ” ม่านฝนยื่นเงินให้ยายสายร้อยเจ็ดสิบบาท
“ทั้งหมดนี้ร้อยเจ็ดสิบพอดีนะ”
นางสายขอของเล่นจากเด็กแสงเหนือ แต่เจ้าแสงเหนือส่ายหน้า บอกยายสายว่า
“ผมจะถือเองครับ”
“ค่ะ” ม่านฝนพยักหน้า แล้วรับถุงหิ้วมาถือไว้ แล้วหันไปกวักมือเรียกลูกชาย
“แม่ครับ เหนือดีใจจังครับ ปิ้ววๆ ๆ อึกอักๆ ๆ ปิ้ววๆ ๆ ๆ”
เด็กแสงเหนือทำเสียงหุ่นสองตัวเตะต่อยสู้ยิงกัน พร้อมทั้งเดินเข้าไปกระแซะขาแม่ ดวงหน้าหล่อเต็มไปด้วยความสุขแหงนขึ้นมองแล้วชูของเล่นให้แม่ดูอีกครั้ง
“ไป กลับบ้านกันครับ”
รอยยิ้มกับเสียงหัวเราะมีความสุขของลูกทำให้ม่านฝนยิ้มจนแก้มแทบแตก ไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะทำให้เธอหยุดรักลูกชาย หญิงสาวรักลูกยิ่งกว่าชีวิตของตัวเอง นี่คือคำพูดที่กลั่นกลองออกมาจากใจของเธอตลอดเวลาที่หายใจเข้าออก
“ครับ”
เด็กแสงเหนือยื่นมือให้แม่จับ อีกข้างก็กอดตุ๊กตาเสือและหอบของเล่น บ้างก็ทำเสียงยิงปืน ‘ปิ้ววว!!’ และทำเสียงชกต่อยกัน ‘อึกอัก!!!’ บ้างก็หยุดเดินเล่น แล้ววิ่งตามแม่ บางทีก็กระโดดเล่นคนเดียวเสียงดังไปตามทางเข้าบ้าน
ม่านฝนเดินจากปากทางมาถึงบ้านก็ใช้เวลาเพียงสิบนาที ซึ่งบ้านไม้ชั้นเดียวหลังนี้ เธอเช่ายายสายอยู่ในราคาเดือนละพันเจ็ดร้อยบาท ไม่รวมค่าไฟและน้ำ