ในขณะเดียวกันมุนินที่เพิ่งมาถึงหน้าคอนโดของวิษรุท ก็กำลังเตรียมของมาเซอร์ไพรส์ด้วยความดีใจ ตลอดมาวิษรุทเป็นฝ่ายคอยเทคแคร์ดูแลเธอมาตลอด ตั้งแต่ที่ยังเรียนมหาวิทยาลัย วันนี้หญิงสาวจึงตั้งใจเอาไว้ว่าอยากจะตอบแทนชายหนุ่มบ้าง
หญิงสาวในวันนี้ตั้งใจใส่ชุดออฟฟิศที่เป็นเดรสสีขาวเปิดไหล่ตัวงาม เพราะอยากจะแต่งตัวสวยๆ มาให้แฟนของเธอชม ข้าวของที่เป็นของขวัญ ช่อดอกไม้ช่อโตไหนจะลูกโป่งและกล่องของขวัญรวมถึงเค้กพะรุงพะรังเต็มไม้เต็มมือไปหมด
แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันยากลำบากอะไรเลย กลับกันเธอยิ่งจะตื่นเต้นและมีความสุขมากมายจนหุบยิ้มไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว
มุนินผ่านเข้าไปในล็อบบี้ด้วยความง่ายดายเพราะวิษรุทให้คีย์การ์ดสำรองไว้ที่เธอ
“พี่รุทจะต้องตกใจแน่ ๆ ฮิ ๆ”
เสียงใสพูดอยู่คนเดียวในขณะที่กำลังยืนรออยู่ในลิฟต์ เธอบอกกับวิษรุทเอาไว้ว่าช่วงนี้งานยุ่งมากจนจำต้องเลื่อนฉลองวันครบรอบออกไปเป็นอาทิตย์หน้า ทว่าแท้จริงแล้วมันเป็นแค่ลูกไม้เพื่อหลอกแฟนหนุ่มให้ตายใจก่อนรอรับเซอร์ไพรส์ใหญ่จากเธอต่างหาก
เสียงลิฟท์ดังขึ้นเมื่อมันเลื่อนขึ้นมาถึงยังชั้นที่วิษรุทอยู่ หญิงสาวหอบข้าวของพะรุงพะรังออกมา ก่อนจะกดกริ่ง ก็ยังไม่ลืมที่จะยืนจัดเสื้อผ้าและตรวจเช็คความเรียบร้อยอีกครั้ง คว้าหาทั้งลิปสติกและแป้งพัฟขึ้นมาทาย้ำอีกครั้งเพื่อให้มั่นใจว่าแฟนหนุ่มจะรู้สึกประทับใจที่เห็นภาพเธอ
“เอ๊ะ!”
จู่ ๆ มุนินก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เหมือนว่าวันนี้วิษรุทเองก็น่าจะงานยุ่งเช่นกัน ไม่แน่ว่าเธอควรจะเข้าไปรอเซอร์ไพรส์ข้างในอาจจะตื่นเต้นกว่าก็ได้
เมื่อนึกได้อย่างนั้นหญิงสาวเจ้าของใบหน้าหวานก็ตัดสินใจแตะคีย์การ์ดเข้าไปในห้องทันที
แกร๊ก!
ประตูห้องบานใหญ่ปลดล็อกทันที เช่นเดียวกับที่มุนินก็เกิดความระแวงขึ้นมา กลัวว่าอีกฝ่ายอาจจะกลับมาแล้วแต่ดันอยู่ในห้อง หญิงสาวร่างบางจึงลองแง้มประตูเข้าไปก่อนเล็กน้อยเพื่อเช็คให้มั่นใจว่าไม่มีใครอยู่ด้านในจริงๆ
สภาพบรรยากาศข้างในตอนนี้นั้นมืดสนิท มุนินเข้าใจทันทีว่า ชายหนุ่มผู้ที่เป็นเจ้าของห้องนั้นคงจะยังไม่กลับ เมื่อเป็นดังนั้นหญิงสาวจึงใช้มืออีกข้างที่ถือลูกโป่งและช่อดอกไม้ผลักประตูเข้าไปให้กว้างขึ้น ก่อนจะแทรกร่างกายเข้ามาผ่านกรอบประตูสี่เหลี่ยม
มือบางคลำไปที่ผนังเพื่อหาสวิสไฟหวังจะเปิดให้ภายในนั้นดูสว่างทันทีตามความเคยชิน ก่อนที่เท้าจะแตะ เธอรู้สึกถึงสิ่งกีดขวางอะไรบางอย่างที่ทำให้มุนินสะดุด
แต็ก!!
ไฟเปิดสว่างโล่ง บรรยากาศด้านในนั้นยังคงเงียบเชียบ สายตาคู่สวยเริ่มมองเห็นก่อนจะรีบก้มดูที่พื้นว่ามีอะไรอยู่ที่เท้าของเธอ เมื่อเห็นภาพนั้นความรู้สึกชาวาบก็แล่นไปทั่วทั้งตัวจนหัวใจหล่นวูบไปอยู่ตาตุ่ม
รองเท้าส้นสูงสีชมพูที่ถูกถอดทิ้งเอาไว้อย่างไม่เป็นระเบียบเด่นชัดอยู่ตรงหน้า ส่วนข้างๆ ก็เป็นรองเท้าหนังคู่คุ้นเคยที่เป็นของวิษรุทถูกถอดเอาไว้ หญิงสาวรับรู้ได้ทันทีว่ามันไม่ใช่ของของเธอ เธอไม่เคยมีรองเท้าส้นสูงสีชมพู แล้วก็ไม่เคยทิ้งข้าวของอะไรไว้ที่ห้องของวิษรุทมาก่อนเช่นกัน
ก่อนที่ลางสังหรณ์จะบอกให้มุนินเคลื่อนสายตาไปมองเข้ามายังห้องนอนที่ถูกปิดประตูเอาไว้ราวกับว่าไม่มีคนอยู่ ความกลัวกังวลกลับตีตื้นขึ้นจนมุนินไม่อยากจะเดินเข้าไปใกล้
สองเท้าย่างเยื้องเข้าไป ทั้งระแวงและทั้งระแวดระวัง ฝีเท้าสืบไปด้านหน้าอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะแตะผนังค่อยๆ เงี่ยหูฟังเสียง
ห้องของชายหนุ่มถูกรีโนเวทใหม่เป็นห้องเก็บเสียงอย่างดี นั่นจึงเป็นเรื่องยากยิ่งที่จะมีเสียงอะไรเล็ดลอดออกมา ในขณะเดียวกันสมองของเธอก็เริ่มคิดเรื่องราวมาเป็นฉากๆ ว่าทำไมถึงมีรองเท้าผู้หญิงคนอื่นอยู่ในห้อง แต่ถึงอย่างนั้นใจนึงก็ยังหาข้อแก้ตัวมาลบล้างข้อสันนิษฐานที่ตัวเองคิดขึ้นมาได้
ในตอนนั้นเองที่มือบางเลือกที่จะเคาะประตูเพื่อลองดูว่าจะมีใครอยู่ในนั้นหรือไม่
ก๊อก ๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้น หัวใจเต้นโครมคราม ผิดกับความเงียบสงัดที่รายล้อมอยู่รอบตัวเธอ
ไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมา มุนินจึงกลั้นใจส่งเสียงเรียกชื่อแฟนหนุ่มออกมา เพราะเธอมั่นใจว่าด้านในนั้นต้องมีวิษรุทอยู่แน่ ๆ
“พี่รุทคะ”
ไม่มีอะไรตอบกลับมาเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้นมุนินกลับยิ่งร้อนรนใจมากกว่าเป็นทวีคูณ ก็เพราะว่าเห็นรองเท้าถูกถอดทิ้งเอาไว้ มันจะไม่มีใครอยู่ด้านในได้อย่างไร เมื่อเป็นช่นนั้นหญิงสาวจึงตัดสินใจบิดลูกบิดประตูเข้าไปทันที
แกร๊ก!
เสียงประตูลูกบิดดัง มุนินผลักประตูออกไปทันที ก่อนที่หญิงสาวจะรีบโพล่งเข้าไปในห้องเพื่อดูว่ามีอะไรเกิดขึ้น
มือเรียวตัดสินใจเปิดประตูเข้าไปด้วยความร้อนรนใจ ต่อให้จะหวาดกลัวกับสิ่งที่ทำให้ตัวเองจะต้องเสียใจ แต่ถึงเช่นนั้นเธอก็คงจะต่อต้านกับความอัดอั้นนี้เอาไว้ไม่ไหว
และทันทีที่ประตูถูกผลักเข้าไป ภาพแสนตำตาก็ปรากฏหลาต่อหน้าของมุนินจนหญิงสาวรู้สึกอ่อนล้าแทบเข่าทรุด จุกอกจนไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้
วิษรุทที่อยู่ในสภาพเปลือยกายขณะกำลังคร่อมหญิงสาวแปลกหน้า เป็นภาพแสนบาดตาจนมุนินไม่อาจทนมองต่อไปได้ เช่นเดียวกับคนทั้งสองที่ต่างก็ตกใจ กระเด้งตัวผึงออกจากกันราวแม่เหล็กที่ผลักกันเพราะเป็นขั้วตรงข้ามก็ไม่ปาน
แต่ต่อให้เป็นเช่นนั้นทุกอย่างก็ถูกเปิดเผยต่อหน้าต่อตามุนินอย่างชัดเจนทุกอณูไปเสียแล้ว
“มุนิน!” วิษรุทตกใจร้องเรียกชื่อหญิงสาวขึ้นมาเสียงแตกตื่น
แต่นั่นกลับไม่ใช่สิ่งที่หญิงสาวอย่างมุนินนั้นต้องการจะฟัง เธอสะบัดหน้าหนีทันทีไม่พูดอะไรก่อนจะหันตัวกลับหลังออกมาแทบจะเดี๋ยวนั้น
ทุกอย่างเกิดขึ้นไวมาก และมันก็ดันเป็นเรื่องที่เธอเองก็ไม่คิดว่าจะต้องเจอมาก่อน
ความรู้สึกหนึบหน่วงเหนี่ยวรั้งทำให้ร่างกายรู้สึกหนักอึ้งเหมือนกับว่ามีอะไรมากมายทับถมตัวเธอเอาไว้ ทั้งสองขาและทั่วทั้งตัวเคลื่อนไหวช้าไปหมด แต่ถึงอย่างนั้นมุนินก็ยังตัดสินใจที่จะรีบเดินหนีออกมาจากตรงนั้นให้ไวมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เสียงเรียกชื่อของเธอดังตามหลังไม่หยุด เธอไม่ทันฟังหรือมองอะไรทั้งนั้นเพราะยังคงตกใจและเสียขวัญ ไม่คิดไม่ฝันว่าเรื่องเลวร้ายแบบนี้จะมาเกิดขึ้นกับเธอ มุนินไม่เคยนึกมาก่อนก็เลยไม่ได้ทันตั้งตัวหรือเตรียมใจ มันทั้งอึดอัดและแตกสลายจนยากจะอธิบายมันออกมาให้เป็นคำพูดในตอนนี้
ตุบ!
เพราะว่ารีบร้อนจนเกินไป ทำให้หญิงสาวอย่างมุนินไม่ได้มองทาง เธอทั้งกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมาจนสุดท้ายก็ขาไปเตะกับขาโต๊ะรับแขกจนตัวของเธอล้มลงตึง
หยาดน้ำตาที่ยากจะสกัดกลั้นก็ร่วงหล่นตรงนั้นทันที
“มุนิน!”
สิ้นเสียง เจ้าของร่างหนาอันเปลือยเปล่าที่ถูกพันด้วยผ้าขนหนูรอบบริเวณเอวก็เข้ามาประชิดตัวเธอได้ สัมผัสจากฝ่ามือของวิษรุทจับมาที่ต้นแขนของมุนิน หญิงสาวรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายกำลังมือสั่น แต่นั่นกลับยิ่งตอกย้ำภาพทุกอย่างที่เธอเพิ่งจะได้เห็นไปไม่นานนี้ เสียงสะอื้นจึงเล็ดลอดออกมาจากลำคอทันที
“ฮึก…”
มุนินพยายามอย่างถึงที่สุดแล้วที่จะไม่ร้องไห้ปล่อยโฮออกมา แต่นั่นก็เหมือนจะเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ทำได้แสนยากลำบากเหลือเกิน เมื่อต้องมาเผชิญกับสถานการณ์อะไรแบบนี้ ไหล่ของเธอเริ่มสั่น เช่นเดียวกับน้ำตาที่เริ่มจะหลั่งไหลพรั่งพรูออกมาอย่างไม่ขาดสายจนมาหยดลงไปที่พื้นเห็นเป็นหยดๆ
“มุนิน ฟังพี่ก่อน พี่ยังรักมุนินนะ”
คำบอกรักที่วิษรุทพูดตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นดั่งคำแก้ตัวแสนหลอกลวง มุนินยังเอาแต่สะอึกสะอื้นไม่ยอมพูดจาอะไรออกมา แถมยังก้มหน้าก้มไม่อยากจะเงยหน้าขึ้นมายอมรับความจริง
ชายหนุ่มที่เห็นเช่นนั้นจึงพยายามจะดึงแขนมุนินเอาไว้เพราะเขากลัวว่าเธอจะวิ่งหนีไปจนไม่กลับมาอีก
แต่ถึงอย่างนั้นหญิงสาวก็ยังฟุบหน้ามองที่พื้นเช่นนั้น เธอเหมือนจะขืนแรงตัวเองเอาไว้ไม่ยอมให้ถูกดึงแขนไป แถมตอนนี้ก็เจ็บปวดใจมากเสียจนกลัวว่าถ้าเผลอไปเห็นหน้าของวิษรุทเข้าเธอคงจะต้องฝังใจไปจนตาย
ตอนนี้เธอรับรู้แล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วก็อยากจะจดจำชายหนุ่มคนที่เธอรักเอาไว้ในหัวใจว่า เขาคนนั้นเป็นคนดีขนาดไหน ไม่ใช่วิษรุทที่มุนินได้มาเห็นอยู่ตอนนี้
“ฮืออ...”
ถ้อยคำมากมายหลายร้อยพันอัดแน่นอยู่ในใจ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจจะเรียบเรียงออกมาให้เป็นคำพูดอะไรได้เลย สิ่งเดียวที่มุนินทำได้ตอนนี้ก็คงมีเพียงแค่การก้มหน้าร้องไห้และหนีความจริงต่อให้มันจะชัดเจนอยู่ต่อหน้าขนาดนี้แล้วก็ตาม
“พี่… พี่ ขอโทษ”