ห้าปีก่อน เพื่อช่วยชีวิตของเพ่ยจี้ ซางหว่านถูกแทงเข้าที่ท้อง ตั้งแต่นั้นมาเธอก็ไม่สามารถมีบุตรได้อีกเลย
เพ่ยจี้คนนั้น ที่เคยพูดไว้ว่าทั้งชีวิตจะไม่อยากมีลูก สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะคิดจะ “อุ้มบุญ” และผู้หญิงที่เขาเลือก ก็คือนักศึกษาหญิงที่มีใบหน้าคล้ายซางหว่านอย่างมาก ชื่อว่า ซูเสวี่ย
เพ่ยจี้ไม่รู้เลยว่า ในวันที่เขาพูดขอเรื่องนั้นออกมา ซางหว่านได้ตัดสินใจจะจากเขาไปแล้ว
“หว่านหว่าน คุณย่ารอคอยเหลนมาทั้งชีวิต ตอนนี้ท่านอยู่ในห้องไอซียู... เสี่ยวเสวี่ย เธอยินดีจะช่วยเรานะ”
หลังจากวันนั้น ซูเสวี่ยก็ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของพวกเขา
ครั้งแรกที่ซางหว่านเห็นเพ่ยจี้กับซูเสวี่ยมีความสัมพันธ์กัน คือในยามดึกคืนนั้น
ประตูห้องรับแขกปิดไม่สนิท ซางหว่านยืนอยู่ข้างประตู มองเห็นร่างสองร่างที่กำลังพันเกี่ยวกันอย่างชัดเจน
“พี่อาจี้ ฉันกลัวจัง... พี่จะไม่ชอบหรือเปล่า? ฉันสู้พี่หว่านหว่านไม่ได้ใช่ไหม?”
“ยัยโง่เอ๊ย เธอใสซื่อมาก ฉันชอบเธอมากเลย” เสียงของเพ่ยจี้นุ่มจนแทบละลาย เขาพูดว่า “หว่านหว่านน่ะ บนเตียงเธอแข็งทื่อเกินไป…”
เธอมองใบหน้าของชายคนนั้นที่กำลังเต็มไปด้วยความปรารถนา แล้วจู่ ๆ ก็รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาที่กลางอก
ที่แท้ เขารังเกียจเธอมาตลอด ว่าเธอแข็งทื่อเกินไปบนเตียงเหรอ?
แต่ทั้งที่ก่อนหน้านั้น เขาเคยบอกว่า ชอบที่สุดตอนที่เธอเขินอาย
น้ำตาไหลรินจากหางตา ซางหว่านพิงกำแพงร้องไห้จนถึงรุ่งเช้า
ตลอดทั้งคืนนั้น พวกเขามีกันถึงสามครั้ง
เมื่อเพ่ยจี้ตื่นขึ้นมา เห็นเธอที่มีดวงตาแดงก่ำจากการร้องไห้
เขารู้สึกสงสารเธอ กอดเธอไว้แล้วเอ่ยขอโทษว่า “หว่านหว่าน คุณย่ากดดันมาก ฉันก็จนปัญญาแล้ว อดทนอีกหน่อยนะ พอเขาตั้งท้องแล้ว ฉันจะไม่แตะต้องเขาอีก”
หลังจากนั้น พวกเขาก็มีอะไรกันบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ซางหว่านเห็นเข้ากับตาตัวเอง ทั้งในห้องหนังสือ บนโซฟาในห้องนั่งเล่น และแม้แต่ที่ระเบียง…
แม้แต่ตอนหลับกลางดึก เพ่ยจี้ก็มักลุกขึ้นอย่างเงียบ ๆ บอกว่าจะไปดูที่ห้องรับแขก ว่าซูเสวี่ยหลับสบายดีไหม
เขาไปทีไรก็หายไปเป็นชั่วโมงสองชั่วโมง พอกลับมา รอยจูบก็เต็มไปทั่วลำคอ
ทุกครั้งที่ซางหว่านมองเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ เขาถึงจะเริ่มแก้ตัวว่า “หว่านหว่าน อีกไม่นานหรอก เขาเป็นแค่เครื่องมือในการอุ้มบุญ ฉันไม่ได้รักเขา คนที่ฉันรักคือเธอ แล้วก็เด็กในท้องของเขาแค่นั้นจริง ๆ”
ในวันที่ซูเสวี่ยตั้งท้อง เพ่ยจี้อุ้มเธอหมุนวนอยู่กลางห้องนั่งเล่นด้วยความดีใจ “ในที่สุดฉันก็จะได้เป็นพ่อแล้ว ขอบใจนะ เสี่ยวเสวี่ย เธอช่างเป็นนางฟ้าที่สวรรค์ประทานมาให้ฉันจริง ๆ”
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ในโลกของเพ่ยจี้ก็มีเพียงซูเสวี่ยเท่านั้น
ในวันเกิดของซางหว่าน เขาบอกว่าจะพาซูเสวี่ยไปตรวจครรภ์ จึงกลับมาไม่ได้
ซางหว่านมีไข้สูงถึงสี่สิบองศา อยากให้เขาอยู่เป็นเพื่อน แต่เขากลับรีบออกไปกลางดึก เพื่อซื้อไอศกรีมรสโปรดของซูเสวี่ยให้เธอ
ต่อมา แม้กระทั่งวันครบรอบแต่งงานของพวกเขา เขาก็ลืมไปจนหมดสิ้น
อาศัยความเอ็นดูจากเพ่ยจี้ ซูเสวี่ยเริ่มใส่ชุดนอนของซางหว่าน และใช้แก้วที่เป็นของเธอโดยเฉพาะ
ถึงขั้นพูดเสียงหวานต่อหน้า ซางหว่านว่า “พี่อาจี้ ของของพี่หว่านหว่านนี่ใช้ดีจริง ๆ เลยนะ”
ซางหว่านพยายามข่มความโกรธไว้ในใจ แล้วถามเพ่ยจี้ว่า “คุณจะไม่ว่าอะไรหน่อยเหรอ?”
“เสี่ยวเสวี่ยท้องอยู่นะ หว่านหว่าน เธอไม่ใช่คนใจแคบแบบนี้ไม่ใช่เหรอ?” พูดจบ เพ่ยจี้ยิ้มพลางลูบผมของซูเสวี่ยด้วยความเอ็นดู แล้วพูดอย่างอ่อนโยนว่า “ถ้าชอบก็ใช้ให้เยอะ ๆ เลยนะ”
ในชั่วขณะนั้น ซางหว่านก็เข้าใจแล้วว่า ถึงเวลาที่เธอต้องไป
ในวันที่เพ่ยจี้พาซูเสวี่ยไปตรวจครรภ์ ซางหว่านได้ทำอยู่สองอย่าง
อย่างแรก เธอถือเอกสารข้อตกลงหย่าที่ให้เขาเซ็นไว้เมื่อห้าปีก่อน แล้วไปที่สำนักงานทะเบียนราษฎร์
อย่างที่สอง เธอโทรหาพี่ชายที่อยู่ต่างประเทศ
“พี่คะ ฉันตัดสินใจจะหย่ากับเพ่ยจี้ อีกหนึ่งเดือน ฉันจะไปหาพี่ที่สวิตเซอร์แลนด์”
“ทำไมกะทันหันแบบนี้? ตลอดหลายปีมานี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเพ่ยจี้ดีมาตลอดไม่ใช่เหรอ? เขาแทบจะตามใจเธอทุกอย่างเลยนะ เธองอแงเหมือนเด็กอีกแล้วใช่ไหม? หว่านหว่าน เธอไม่ใช่เด็กแล้วนะ อย่ามองเรื่องการแต่งงานเป็นเรื่องเล่น ๆ สิ”
“เขานอกใจฉัน” ซางหว่านพูดขัดพี่ชายด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “หลังจากหย่าแล้ว ฉันอยากให้พี่ถอนเงินสองแสนห้าหมื่นล้านที่เคยลงทุนไว้ในบริษัทเพ่ยจี้ซื่อกรุ๊ปออกมา “แล้วก็ ตลอดหลายปีมานี้ ที่ฉันให้พี่ใช้ชื่ออื่นช่วยทำธุรกิจกับเขา ให้ถอนทั้งหมดกลับมาเลยนะ ตั้งแต่นี้ไป ตระกูลซางกับตระกูลเพ่ย จะไม่มีวันข้องเกี่ยวกันอีก ไม่ว่าจนวันตาย”
“ไอ้พ่ยจี้นี่มันอยู่ดีกลับไม่รู้จักคุณค่าเลย ไม่ต้องห่วงนะ พี่จะทำตามที่เธอบอกทุกอย่าง เธอเป็นน้องสาวที่พี่รักที่สุด พี่จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเธอเด็ดขาด”
“ได้ ขอบคุณนะพี่ อีกหนึ่งเดือน พี่ให้คนมารับฉันด้วยนะ”
“รับเธอ? รับไปไหน?”
ซางหว่านเพิ่งพูดจบ เพ่ยจี้ก็พาซูเสวี่ยเดินเข้าประตูมาแล้ว
พอได้ยินว่าซางหว่านจะไป สีหน้าของเพ่ยจี้ก็เปลี่ยนไปทันที
“ฉัน…”
ซางหว่านเพิ่งจะเอ่ยปากอธิบาย ก็ถูกเพ่ยจี้ขัดขึ้นมาก่อน
“เสี่ยวเสวี่ยเพิ่งตั้งท้อง เธออย่าไปไหนทั้งนั้น อยู่บ้านดูแลเธอให้ดี”
“คุณพูดว่าอะไรนะ?”
เขากล้าพูดให้เธอไปดูแลผู้หญิงที่เป็นตัวแทนเหรอ?
“เพ่ยจี้ ในบ้านก็มีแม่บ้านอยู่แล้วนะ คุณให้ฉัน ภรรยาตามกฎหมายของคุณ ไปคอยดูแลเธอเนี่ยนะ? ทำไมฉันต้องทำด้วย?”
พอรู้ว่าเธอเริ่มโกรธ เพ่ยจี้ก็รีบปลอบว่า “ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นนะ ลูกในท้องของเสี่ยวเสวี่ย ยังไงก็เป็นลูกของเราทั้งสองคน”
ซูเสวี่ยก้มหน้าด้วยความน้อยใจแล้วพูดว่า “พี่อาจี้!”
เห็นซูเสวี่ยไม่พอใจ เพ่ยจี้จึงพูดกับซางหว่านอย่างขอไปทีว่า “พอเถอะ หว่านหว่าน ฉันจะพาเสวี่ยกลับเข้าห้อง คืนนี้ขอใช้เวลากับเธออย่างดีได้ไหม?”
จนถึงวันถัดมา เพ่ยจี้ก็ยังไม่กลับเข้าห้อง ส่วนซางหว่านเองก็ขี้เกียจจะสนใจแล้ว
พอฟ้าสาง ซางหว่านก็เรียกบรรดาคนรับใช้มาช่วยกันเก็บของในห้อง
ห้องแต่งตัวของเธอกว้างขวางมาก ภายในเต็มไปด้วยของขวัญทุกชิ้นที่เพ่ยจี้มอบให้เธอตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ตอนนี้เธอกำลังจะไปแล้ว ของพวกนั้นเธอก็ไม่อยากได้แล้ว ตั้งใจจะนำไปบริจาคทั้งหมด
ตอนที่เพ่ยจี้พาซูเสวี่ยเข้ามา ซางหว่านกำลังจะหยิบสร้อยข้อมือเพชรจากในกล่องพอดี
นั่นเป็นของที่เพ่ยจี้ทำให้เธอด้วยตัวเองในวันครบรอบแต่งงานหนึ่งปี ด้านบนยังสลักชื่อของทั้งสองคนไว้ด้วย
เธอกำลังลังเลอยู่ว่าจะเอาไปด้วยดีไหม จู่ ๆ ก็มีมือข้างหนึ่งเอื้อมมาหยิบสร้อยข้อมือนั้นไปเสียก่อน
“ว้าว สร้อยข้อมือเส้นนี้สวยจังเลย! พี่พี่อาจี้…”
“ถ้าชอบก็เอาไปเถอะ”
เพ่ยจี้ไม่แม้แต่จะถามซางหว่านสวมสร้อยข้อมือเส้นนั้นให้ซูเสวี่ยตรงข้อมือทันที
เห็นภาพนั้น ซางหว่านขมวดคิ้ว “เพ่ยจี้ คุณลืมไปแล้วเหรอว่าสร้อยข้อมือเส้นนี้มันคือ…”
คำว่า “ของขวัญครบรอบหนึ่งปี” ยังไม่ทันเอื้อนเอ่ยจบประโยค ก็ถูกเพ่ยจี้ขัดขึ้นมาก่อนแล้ว
“ก็แค่สร้อยข้อมือเส้นหนึ่งเท่านั้น ถ้าเสี่ยวเสวี่ยอยากได้ก็ให้้ขาไปเถอะ เดี๋ยวฉันซื้อเส้นใหม่ให้เธอ”
ก็แค่สร้อยข้อมือเส้นหนึ่งเท่านั้นเหรอ? มุมปากของซางหว่านยกขึ้นเป็นรอยยิ้มขมขื่น
ใช่สิ ยังไงเขาก็ลืมไปแล้ว จะเอาไปให้ใครก็ช่างเขาเถอะ
เพ่ยจี้มองดูเครื่องประดับเต็มห้องด้วยความสงสัยแล้วถามว่า “จู่ ๆ มาจัดเก็บของพวกนี้ทำไมเหรอ?”
“ไม่มีอะไรหรอก ของมันเยอะเกินไปหน่อย ก็เลยอยากบริจาค”
ซางหว่านตอบไปพลางหยิบหยกจี้ชิ้นหนึ่งออกมาจากกล่องไม้จันทน์บนโต๊ะ
นั่นคือของที่แม่ทิ้งไว้ให้เธอก่อนเสียชีวิต ซึ่งเธอตั้งใจจะเอาติดตัวไปด้วย
“พี่หว่านหว่าน จี้หยกอันนี้สวยจังเลย ให้ฉันยืมใส่หน่อยได้ไหม?”
ซางหว่านเผลอกำจี้หยกแน่นโดยไม่รู้ตัว “ไม่ได้ นี่คือของที่แม่ฉันทิ้งไว้ให้ก่อนตาย”
“ใช่เหรอ? ฉันชอบมันจริง ๆ นะ เขาว่าหยกสามารถคุ้มครองคนได้ ฉันก็แค่อยากให้ช่วยปกป้องลูกของฉันกับอาจี้ ให้คลอดออกมาอย่างปลอดภัยเท่านั้น!”
“ก็แค่ของเก่า ๆ ชิ้นหนึ่ง มีอะไรที่ให้ยืมไม่ได้?”
น้ำเสียงของเพ่ยจี้แฝงความหงุดหงิด ยื่นมือไปคว้าจี้หยกจากมือของซางหว่านทันที “ให้เสี่ยวเสวี่ยลองใส่ดูหน่อยจะเป็นอะไรไป”
คำพูดของเขาทำให้เธอถึงกับตกตะลึง
“เพ่ยจี้ คุณรู้ตัวไหมว่ากำลังพูดอะไรอยู่? ฉันบอกว่านี่คือของสิ่งเดียวที่แม่ฉันทิ้งไว้ให้!”
ซางหว่านไม่ยอมให้ ระหว่างที่แย่งกันอยู่นั้น จี้หยกก็ร่วงลงพื้นด้วยเสียง “เพล้ง” แล้วแตกกระจายออกเป็นชิ้น ๆ ทันที
เพ่ยจี้ขมวดคิ้ว พยายามจะเอ่ยอธิบาย “หว่านหว่าน—”
ซางหว่านมองจี้หยกที่แตกละเอียดบนพื้น ร่างของเธอสั่นระริกก่อนจะทรุดตัวลงค่อย ๆ เก็บเศษหยกทีละชิ้นขึ้นมา
เศษหยกแหลมคม บาดนิ้วมือของเธอจนเป็นแผล
ขณะที่เลือดสีแดงสดไหลออกมา ดวงตาของซางหว่านก็เริ่มรื้นด้วยน้ำตา
“แม่——”
เธอกดความเจ็บปวดในใจเอาไว้ เงยหน้าขึ้นจ้องเพ่ยจี้ด้วยสายตาเกรี้ยวกราด
“พวกคุณออกไป!”
“พี่หว่านหว่าน อย่าโกรธเลยนะ ทั้งหมดเป็นความผิดของฉันเอง ฉันไม่ใส่มันแล้วก็ได้ ดีไหม? เป็นฉันเองที่ไม่รู้จักฐานะของตัวเอง ฉันก็แค่คนอุ้มบุญ จะมีสิทธิ์ไปเรียกร้องอะไรพวกนี้ได้ยังไงกัน! พี่ให้อภัยฉันเถอะนะ แล้วก็อย่าโกรธพี่พี่อาจี้เลย อย่างมากที่สุดฉันจะชดใช้ให้พี่อีกชิ้นหนึ่งก็ได้”
ซูเสวี่ยเดินเข้ามาจับมือซางหว่านด้วยท่าทีแสนสงสาร แต่กลับถูกซางหว่านผลักออกอย่างแรง
“ชดใช้เหรอ? เธอจะเอาอะไรมาชดใช้? พวกเธอฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง? อะไรคือของที่ระลึกจากผู้ตาย ฟังรู้เรื่องไหม? เข้าใจความหมายนั้นหรือเปล่า?”
“อ๊า!”
ซูเสวี่ยถอยหลังไปหลายก้าว กระแทกหลังเข้ากับตู้จนเจ็บปวดและร้องไห้ออกมา
“โอ๊ย เจ็บจังเลย…ท้องของฉัน——”
“เสี่ยวเสวี่ย!”
เห็นภาพนั้น สีหน้าของเพ่ยจี้ก็เคร่งเครียดอย่างถึงที่สุด
เขาคว้าแขนของซางหว่านไว้ แล้วเหวี่ยงร่างของเธออย่างแรงกระแทกเข้ากับผนัง
“ซางหว่าน เธอบ้าไปแล้วหรือไง? เสี่ยวเสวี่ยยังท้องอยู่นะ เธอกล้าผลักเขาได้ยังไง?”
เขาจ้องเธอเขม็ง แล้วชี้ไปที่จี้หยกที่เธอกำลังประคองไว้แน่น พลางตะคอกเสียงต่ำว่า “ก็แค่หยกชิ้นหนึ่งเอง จะสำคัญอะไรนักหนา? จะให้ฉันเอาไปเผาให้แม่เธอเลยตอนนี้เลยไหม? ให้แม่เธอยังใส่มันต่อได้บนโลกนี่เลยเหรอ? ซางหว่าน?”
ประโยคนี้ได้ทำลายเกราะป้องกันสุดท้ายในใจของซางหว่านจนแหลกสลายอย่างสิ้นเชิง
เธอมองผู้ชายตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าการแต่งงานตลอดหลายปีมานี้ มันเป็นเพียงเรื่องตลกที่น่าสมเพชสิ้นดี
“เพ่ยจี้!ออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!”
เธอไม่สนใจความเจ็บที่แผ่นหลัง คว้าขวดแจกันบนโต๊ะขึ้นมาแล้วขว้างใส่เพ่ยจี้อย่างแรง
“ออกไปให้หมด!พวกเธอสองคนออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!”
ก่อนที่แจกันจะกระแทกโดนเพ่ยจี้ซูเสวี่ยก็รีบเข้ามาขวางไว้ตรงหน้าของเขาอย่างรวดเร็ว
ไหล่ของซูเสวี่ยถูกแจกันฟาดเข้าเต็มแรง เธอร้องด้วยความเจ็บปวด “โอ๊ย! พี่อาจี้ พี่ไม่เป็นอะไรใช่ไหม!”
“เสี่ยวเสวี่ย!” เพ่ยจี้เห็นเธอโผเข้ามาก็รีบโอบกอดไว้ในอ้อมแขน มองสำรวจเธอด้วยความเป็นห่วง “เป็นอะไรรึเปล่า?”
ซูเสวี่ยร้องไห้ออกมาด้วยความน้อยใจ “เจ็บท้อง! เจ็บไปหมดทั้งตัวเลย!”
“ไม่ต้องกลัว ฉันจะพาเธอไปโรงพยาบาล!”
เพ่ยจี้อุ้มซูเสวี่ยพุ่งออกไปข้างนอก ก่อนจะออกไป เขาหันกลับมามองซางหว่านเพียงแวบหนึ่ง
“เธอนี่มันเอาแต่ใจเกินไปแล้วนะ เธอควรภาวนาให้ลูกปลอดภัยไว้จะดีที่สุด ไม่อย่างนั้น—”
คำพูดต่อจากนั้นเขายังไม่ทันพูดจบ แต่ซางหว่านก็รู้ดีอยู่แล้วถ้าลูกของเขาเป็นอะไรขึ้นมา เขาคงไม่ลังเลที่จะฆ่าเธอแน่
เธอไม่เคยคิดเลยว่า การแต่งงานห้าปีของพวกเขา สุดท้ายจะกลายเป็นเรื่องราวที่เลวร้ายถึงเพียงนี้
หยาดน้ำตาหยดลงบนจี้หยกในมือ ซางหว่านสะอื้นจนแทบพูดไม่ออก “แม่จ๋า… หนูเสียใจที่แต่งงานกับเพ่ยจี้ หนูเสียใจจริง ๆ !”
ซูเสวี่ยไปที่ร้านขายหยกหลายแห่ง แต่ก็ไม่สามารถซ่อมจี้หยกชิ้นนี้ได้เลย
ยังจำได้ว่าครั้งนั้นต่อหน้าเตียงคนป่วยของแม่ เพ่ยจี้สาบานว่า “แม่ครับ ไม่ต้องห่วงนะครับ ผม เพ่ยจี้ขอสาบานว่าจะรักและดูแลหว่านหว่านไปตลอดชีวิต จะดีกับเธอเสมอตลอดไป”
เขาพูดจบได้ไม่นาน แม่ก็จากไปด้วยสีหน้าเปี่ยมความปลื้มใจ
เธอกับเพ่ยจี้รู้จักกันตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย เธอเป็นคุณหนูใหญ่ของตระกูลซาง แต่เพราะกลัวว่าเพ่ยจี้จะรู้สึกต่ำต้อย จึงปิดบังฐานะที่แท้จริงไว้ตลอด
แม่ของเธอเคยพูดหลายครั้งว่า แม้ตระกูลเพ่ยจะมั่งคั่งและทรงอิทธิพลเพียงใด ก็ยังเทียบตระกูลซางไม่ได้เลย
ซางหว่านสามารถเลือกคนที่ดีกว่านี้ได้อย่างสบาย
แต่เธอกลับไม่ยอมเชื่อฟัง ใจดื้อรั้นจะต้องแต่งกับเพ่ยจี้ให้ได้
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพ่ยจี้ดีกับเธอมากจริง ๆ
แต่งงานกันมาได้ห้าปี ไม่ว่าเธอต้องการสิ่งใด แม้แต่ดวงดาวบนท้องฟ้า เขาก็พร้อมจะเด็ดลงมาให้เธอ
เวลาหิว เขายังยอมเข้าครัวทำอาหารมื้อดึกให้เธอด้วยตัวเอง ส่วนตอนที่เธอป่วย เขาก็เฝ้าอยู่ข้างเตียงของเธอตลอดทั้งวัน
น่าเสียดาย... เพ่ยจี้ที่เคยเป็นแบบนั้น ไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว
หลังจากบริจาคของทุกอย่างเสร็จ ซางหว่านจึงเริ่มเก็บข้าวของของตัวเอง
จนกระทั่งถึงยามเย็น เพ่ยจี้ถึงได้กลับมา
ตอนที่เขากลับมา ข้างหลังก็ตามมาด้วยบอดี้การ์ดจำนวนมาก แต่ละคนล้วนถือเครื่องประดับอัญมณีที่เพิ่งซื้อมาหอบใหญ่เต็มสองมือ
คนรับใช้ที่เห็นภาพนั้นถึงกับเอ่ยด้วยความอิจฉา “คุณนาย ดูสิคะว่าคุณผู้ชายรักคุณแค่ไหน คุณเพิ่งบริจาคของเก่าไปไม่ทันไร คุณผู้ชายก็รีบซื้อของใหม่มาให้แล้ว!”
ซางหว่านไม่พูดอะไร ไม่ว่าเพ่ยจี้จะซื้อของสิ่งใดมาให้เพื่อชดเชย เธอก็จะไม่รับอีกแล้ว
“คุณผู้ชายคะ ของพวกนี้ซื้อให้คุณนายใช่ไหมคะ? เดี๋ยวฉันเอาขึ้นไปไว้ข้างบนเองค่ะ”
คนรับใช้ยิ้มกว้างพลางเดินเข้าไป ตั้งใจจะพาคนเอาของไปส่งที่ห้องของซางหว่าน
เพ่ยจี้เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ว่า “เอาไปไว้ที่ห้องของเสี่ยวเสวี่ย ของพวกนี้ ฉันซื้อให้เธอ”
คนรับใช้ยืนนิ่งอึ้งอยู่ข้าง ๆ ทุกสายตาในห้องต่างก็หันไปมองที่ซางหว่านโดยไม่รู้ตัว
หัวใจของซางหว่านเจ็บแปลบขึ้นมาเล็กน้อย แต่เธอก็ฝืนกลั้นรอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปากเอาไว้
“คุณช่างดีกับซูเสวี่ยจริง ๆ นะ”
“ฉันกำลังชดใช้บาปแทนเธออยู่ ดูไม่ออกเหรอ?” เพ่ยจี้เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “โชคดีที่ลูกไม่เป็นอะไร ไม่อย่างนั้น ต่อให้เด็ดดวงดาวบนท้องฟ้าลงมาให้ทั้งหมด ก็ยังไม่พอชดเชยให้เสี่ยวเสวี่ยได้”
หลังจากพูดจบ น้ำเสียงของเขาก็อ่อนลงเล็กน้อย
“เอาล่ะ หว่านหว่าน เลิกงอแงไม่มีเหตุผลสักทีเถอะ เป็นพวกเราที่ทำไม่ดีกับเสี่ยวเสวี่ย เด็กในท้องของเขา ต่อไปจะเรียกเธอว่าแม่ และเรียกฉันว่าพ่อ เป็น ‘ลูกของเรา’ ทำไมเธอต้องจงใจหาเรื่องเสี่ยวเสวี่ยด้วยล่ะ?”
เมื่อเผชิญกับคำถามของเพ่ยจี้ซางหว่านค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเขา “คุณคิดจริง ๆ เหรอว่า หลังจากซูเสวี่ยคลอดลูกแล้ว เธอจะยอมสละสิทธิ์ในการเลี้ยงดู แล้วมอบลูกให้พวกเรา?”
เพ่ยจี้นิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะพูดว่า “ต่อให้เขาไม่ยอมก็ตาม แต่เด็กก็จะเรียกเธอว่าแม่ เรื่องนี้จะไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ต้องห่วงนะ ถ้าเธอไม่ชอบหน้าเขาจริง ๆ ฉันจะซื้อบ้านอีกหลังให้อยู่ข้างนอกเอง”
ซางหว่านเข้าใจทันทีว่าเขาหมายถึงอะไร เขาไม่เคยคิดเลยว่าหลังจากซูเสวี่ยคลอดลูกแล้ว จะตัดขาดความสัมพันธ์กับเธอจริง ๆ ใช่ไหม
เขาช่างคิดได้สวยงามจริง ๆ คนหนึ่งอยู่ในบ้าน อีกคนก็อยู่ข้างนอก
หัวใจของซางหว่านปวดร้าวจนแทบหายใจไม่ออก เธอพยักหน้าช้า ๆ แล้วพูดว่า “ตามใจคุณเถอะ เพ่ยจี้”
“ฉันจะกลับไปโรงพยาบาลไปรับเสี่ยวเสวี่ย เดี๋ยวอีกสักพัก คนขับรถจะมารับเธอไปงานประมูล แต่งตัวให้สวย ๆ หน่อยนะ”
“งานประมูลอะไร?”
“ก็เผลอทำจี้หยกของแม่เธอแตกไม่ใช่เหรอ? ได้ยินมาว่าในงานประมูลคืนนี้มีหยกชิ้นหนึ่งที่คล้ายกับจี้ของเธอมาก ฉันจะซื้อให้เป็นการชดเชย”
พูดจบ เพ่ยจี้ก็ไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
มองดูของขวัญเต็มห้อง คนรับใช้ก็เอ่ยถามอย่างระมัดระวังว่า “คุณนายคะ แล้วของพวกนี้... ”
“เอาทั้งหมดนั้นไปไว้ที่ห้องของซูเสวี่ยเถอะ”
“คุณนายคะ ทำไมคุณผู้ชายถึงกลายเป็นแบบนี้ไป? ของพวกนี้ เมื่อก่อนคุณผู้ชายซื้อให้คุณนะคะ”
คนรับใช้รู้สึกไม่พอใจแทนซางหว่าน แต่ซางหว่านเพียงยิ้มบาง ๆ แล้วพูดว่า “ป้าหลี่ ความรักมันก็เป็นอย่างนี้แหละ มันเปลี่ยนได้ คุณก็ผ่านชีวิตมามาก น่าจะเข้าใจดีกว่าฉันนะคะ”
“แต่ก่อนคุณผู้ชายรักคุณมากขนาดนั้นเชียวนะคะ”
“คุณก็พูดเองนี่คะ ว่าแต่ก่อน นั่นมันก็ผ่านไปแล้ว ช่วยหาชุดราตรีให้ฉันหน่อย เดี๋ยวฉันต้องไปงานประมูล”
จี้หยกที่แม่ให้มา ถึงแม้จะถูกทำแตกไปแล้ว แต่ถ้ามีชิ้นที่เหมือนกันทุกประการ เธอก็อยากจะประมูลกลับมาไว้เป็นที่ระลึก
ส่วนเพ่ยจี้…ความรู้สึกที่เธอมีให้เขาได้ตายจากไปหมดแล้ว