เพียงพริบตาก็ผ่านไปแล้วสามปี กิจการค้าผักปราณของตระกูลเว่ยดีวันดีคืน ภายในระยะเวลาข้างต้นมีคู่ค้าไปแล้วร่วมยี่สิบราย ทั้งจากดินแดนเบื้องล่างและดินแดนเบื้องบน
ด้วยเหตุนี้ตระกูลเว่ยจึงมีชื่อเสียงมากในดินแดนเบื้องบน แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยย่างกรายขึ้นไปเหยียบทวีปที่สูงกว่าเลยก็ตาม นับว่าเป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่ง
อย่างไรก็ตามกิจการและความสำเร็จของตระกูลเว่ยนั้นมากเกินไปจนไปเตะตาผู้มีอำนาจจากดินแดนเบื้องบนเข้า โชคดีที่เขามีความสัมพันธ์อันดีกับสองพี่น้องตระกูลโอหยาง เมื่อครั้งที่ตัวตนระดับราชันมากดดันตระกูลเว่ยถึงหน้าประตูจวน ก็ได้สองพี่น้องที่ออกหน้าช่วยเหลือ ยังมีหอเทพโอสถและสมาคมอักขระเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน ผู้มีอำนาจคนนั้นจึงล่าถอยไปด้วยความเจ็บใจ
เดิมทีหลายคนคิดว่าตระกูลเว่ยจบสิ้นแล้ว พวกเขาถึงกับส่ายหน้าเสียดาย แต่อย่างว่าความสำเร็จของตระกูลเว่ยมีมากเกินไป ไม่แปลกที่จะไปกระตุ้นตัวตนระดับนั้นเข้า ใครจะไปคาดคิดว่าผลจะออกมาเช่นนี้เล่า นอกจากจะไม่ได้รับผลกระทบแล้วยังมีสองขั้วอำนาจระดับสูงหนุนหลัง คนที่รอเหยียบย่ำซ้ำเติมหากตระกูลเว่ยล่มจมถึงกับกระอักเลือดให้กับความโชคดีนี้
จากวันนั้นถึงวันนี้ร่วมสามปีแล้ว ตระกูลเว่ยไม่เคยถูกผู้มีอำนาจจากดินแดนเบื้องบนรุกรานอีกเลย หลายสิ่งเปลี่ยนผัน นอกจากความรุ่งเรืองไม่มีที่สิ้นสุดของตระกูลเว่ย ความแข็งแกร่งของพวกเขาก็เกินหยั่งเช่นกัน
ระดับการฝึกตนของตระกูลเว่ยในปัจจุบันน่ากลัวมาก จนคนที่เคยเป็นศัตรูเริ่มสวามิภักดิ์ทีละคน ๆ แม้ไม่จริงใจถึงที่สุดแต่ก็ลดความคิดเลวร้ายลงไปมาก
แคว้นโจวจากที่เคยเป็นแคว้นอ่อนแอและยากจนที่สุดกลับพลิกผันกลายเป็นแคว้นที่มีความเข้มแข็งและเจริญรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้น พื้นที่หลายแห่งของแคว้นโจวกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ช่วงนี้เงินจึงสะพัดเข้าคลังหลวงจนผู้เป็นโอรสสวรรค์แย้มพระโอษฐ์มีความสุขไปทั้งวัน
ความแข็งแกร่งของตัวตนผู้ครองแคว้นก็ไม่ได้น้อยหน้าตระกูลเว่ยเช่นกัน เพราะนอกจากพระองค์จะเสวยผักผลไม้ปราณเป็นประจำทุกวันแล้ว ยังได้รับน้ำพลังปราณเจือจางสามในสิบส่วนจากเว่ยซือซาน ด้วยความช่วยเหลือนี้เอง ระดับพลังของโอรสสวรรค์ในปัจจุบันจึงอยู่ที่ระดับจักรพรรดิขั้นกลาง
ฮองเฮาคู่พระทัยที่พระองค์รักยิ่งแม้จะไม่ได้มีระดับพลังขั้นเดียวกัน แต่พระนางก็สามารถฝึกฝนจนมาถึงระดับปราชญ์ขั้นสูงแล้ว คาดว่าให้เวลาแม่ของแผ่นดินราวครึ่งปีน่าจะสามารถเลื่อนระดับมาอยู่ในขั้นจักรพรรดิได้แน่
ชินอ๋องโจวเฟยหมิงก็ได้รับการช่วยเหลือจากพี่ชายที่เขานับถือด้วยเช่นกัน ระดับพลังปัจจุบันของอ๋องหนุ่มคือจักรพรรดิขั้นต่ำ
ตระกูลที่สนิทชิดเชื้อกันดีอย่างตระกูลหลิน ตระกูลหลิว และตระกูลกู้ ผู้นำตระกูลทั้งสามล้วนมีพลังระดับจักรพรรดิขั้นต่ำทั้งสิ้น ส่วนคนอื่น ๆ ในตระกูลระดับพลังก็เพิ่มขึ้นด้วย มากน้อยแตกต่างกันไป
ด้วยพลังระดับจักรพรรดิทั้ง 7 คนของแคว้นโจว ย่อมสร้างความน่าหวาดหวั่นให้แคว้นอื่น ๆ ไม่ยาก ชนเผ่าที่เคยกระด้างกระเดื่องก็เข้ามาสวามิภักดิ์ปัจจุบันกลายเป็นประชากรแคว้นโจวอย่างถูกต้อง ไม่ต้องอยู่อย่างหลบซ่อนอันตรายอีกต่อไป
แคว้นหนานที่เคยทะนงตนว่าแคว้นตนแข็งแกร่งที่สุดเพราะมีสมาคมอักขระสาขาย่อยตั้งอยู่ในแคว้นตนเอง ยามรู้ข่าวตัวตนจักรพรรดิทั้งเจ็ดของแคว้นโจวเล่นเอาร้อนรุ่มในอก โดยเฉพาะอ๋องหนานอี้เฉิน ที่คิดว่าตัวเองเหนือกว่าผู้อื่นมาโดยตลอดจะทนได้อย่างไร
ทว่าก่อนที่เขาจะได้ลงมือสร้างความวุ่นวาย ผู้เป็นฮ่องเต้แคว้นหนานก็จัดการส่งเขาไปปกครองทิศใต้ของแคว้นเสียก่อน ถึงจะเจ็บใจจนกระอักเลือดแต่ทำอันใดไม่ได้แล้ว ทั้งนี้เขายังตกหลุมพรางพ่อลูกตระกูลฮุ่ยซึ่งจัดฉากให้เขาหลับนอนกับนางโลมจนชื่อเสียงฉาวโฉ่ อ๋องหนุ่มจะเจ็บใจน้อยกว่านี้มากหากแผนดังกล่าวไม่ใช่แผนเดียวกันกับที่เขาเคยคิดใช้กับโจวเฟยหมิง!
เรื่องราวต่าง ๆ ดำเนินไปตามครรลอง ทั้งเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ ประดังประเดเข้ามาไม่เว้นว่าง หากจุดเริ่มต้นของเรื่องราวหลาย ๆ อย่างกลับมีชีวิตเรียบง่ายและสงบสุขยิ่งนัก
เว่ยซือหงในวัย 10 ขวบ เพิ่งกลับมาจากการเรียนศาสตร์ทั้งสี่ของสตรี นอนแผ่หลาบนเตียงพร้อมนวดแขนเล็ก ๆ ของตนที่เริ่มปวดเล็กน้อยหลังถูกท่านย่าเคี่ยวกรำนานกว่าสองชั่วยาม(4ชม.)
“คุณหนูไม่งามเจ้าค่ะ” หลิงจูในวัย 17 ปีเอ่ยเตือนเมื่อคุณหนูของนางไม่เก็บกิริยา
“โธ่พี่หลิงจู ข้าอยู่ในเรือนตัวเอง ทั้งยังอยู่ในห้องนอน ไม่มีใครเห็นหรอกเจ้าค่ะ ท่านปล่อยข้าบ้างเถิด อย่าเคร่งครัดนักเลย”
“ไม่ได้เจ้าค่ะ คุณหนูโตแล้วนะเจ้าคะ ต้องระวังให้มาก” หลิงจูไม่ตามใจ ดรุณีน้อยมุ่ยหน้าผุดลุกขึ้นนั่งยกแขนกอดอกไว้พร้อมบึนปาก
“แต่ข้าเพิ่งอายุสิบขวบ”
“หรือคุณหนูอยากให้นายหญิงผู้เฒ่ามาเห็นเจ้าคะ” สาวใช้อีกคนนามหลิงอิงวัย 18 ปีเอ่ยขึ้นมาบ้าง
“โธ่เอ๊ยพี่หลิงอิง ไม่เห็นต้องขู่กันเลย ทุกทีก็อยู่เงียบ ๆ แล้วแท้ ๆ” เด็กน้อยตอบสาวใช้คนสนิทอีกคนด้วยใบหน้าขัดใจราวไม่ได้รับความเป็นธรรม
สาวใช้คนสนิททั้งสองมองหน้ากันแล้วยิ้ม คุณหนูแม้จะเติบโตขึ้นมาก แต่ก็ยังสดใสน่ารักเหมือนตอนยังเด็กไม่มีผิด ถึงอุปนิสัยบางอย่างจะเปลี่ยนไปบ้าง แต่กับครอบครัวและคนสนิทนางก็ยังน่ารักเหมือนเดิม!
“พวกข้าหวังดีกับคุณหนูนะเจ้าคะ ไม่ใช่ที่ถูกฮูหยินผู้เฒ่าเคี่ยวกรำก็เพราะท่านมาเห็นคุณหนูทำตัวเป็นม้าดีดกะโหลกเข้าหรือเจ้าคะ” หลิงจูหยิบยกการกระทำก่อนหน้าของนางขึ้นมาอ้าง ใบหน้าที่เหมือนไม่ได้รับความเป็นธรรมของเว่ยซือหงถึงคลายลง
“เอาละ ก็ได้ ๆ ต่อไปนี้ข้าจะระมัดระวังตัวให้มาก ประพฤติตัวให้เหมาะสมเช่นสตรีในห้องหอทั่วไป พอใจกันหรือยังเจ้าคะ”
“เจ้าค่ะ/เจ้าค่ะ” สาวใช้ทั้งสองรับคำยิ้ม ๆ แต่แล้วต้องถอนหายใจอีกครั้ง เมื่อคนที่เพิ่งรับปากกับพวกนางว่าจะเก็บกิริยาให้ดี ทิ้งตัวนอนลงบนเตียง กางแขนกางขายิ่งกว่าเด็กชายจอมซนเหมือนลิงทโมนเสียอีก
“คุณหนู!”
“พี่ ๆ ทั้งสองปล่อยข้าสักวันเถอะ ข้าขอวันนี้วันเดียว เหนื่อยเกินกว่าจะรักษากิริยาได้จริง ๆ ท่านย่านะท่านย่า ปรานีอาหงสักหน่อยก็ไม่ได้” เจ้าตัวบ่นพึมพำ พร้อมทั้งขยาดกับความเด็ดขาดของหลินซือเหยายิ่งนัก
สองชั่วยามที่ต้องร่ำเรียนมารยาทที่ดีของสตรีชั้นสูง ไม่เหนื่อยเท่าการเย็บปักถักร้อยเลยแม้แต่น้อย มือขาวอวบยกขึ้นดูมองปลายนิ้วที่มีรอยพรุนเล็กน้อยจากการถูกเข็มจิ้มแล้วรู้สึกอนาถใจ
เหตุใดท่านย่าไม่เข้าใจว่าการเย็บปักมันไม่เหมาะกับนาง!
“ทำไมชีวิตของคนที่โตแล้วมันเหนื่อยอย่างนี้นะ”
หลิงจูหลิงอิงมองหน้ากันด้วยอาการกระอักกระอ่วน เมื่อได้ยินคำพูดของเจ้านายตัวน้อย คุณหนูของพวกนางเพิ่งอายุสิบขวบมาได้เท่าไรเอง หากว่าถึงวัยปักปิ่นอันเป็นวัยผู้ใหญ่ที่แท้จริงนางจะบ่นมากกว่านี้หรือไม่กันหนอ
“อะไร มองแบบนี้หมายความว่ายังไง คงคิดว่าข้าแก่แดดสินะ”
“เปล่านะเจ้าคะ”
“พวกพี่จะไปรู้อะไร เด็กสิบขวบก็มีเรื่องเหนื่อยยากเหมือนกันกับผู้ใหญ่โตเต็มวัยนั่นแหละ”
“คุณหนูพูดเหมือนพวกข้าไม่เคยอายุสิบขวบ”
“อีกแล้วนะพี่หลิงอิง ชอบขัดข้าอยู่เรื่อย ประเดี๋ยวเถอะ ฮึ่ม”
“ขออภัยเจ้าค่ะคุณหนู”
ดรุณีน้อยปรายตามองสาวใช้ทั้งสอง ก่อนจะพิศมองด้วยสีหน้าจริงจัง จนขนถูกมองทั้งขวยอายและรู้สึกแปลก ๆ
“คุณหนูมองเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ” หลิงจูเอ่ยถามด้วยความระมัดระวัง
เว่ยซือหงเผยยิ้มใช้สายตาแพรวพราวมองแม่นางทั้งสอง “โอ้ ปกติข้าไม่เคยมองพวกท่านตรง ๆ แบบจริง ๆ จัง ๆ วันนี้พอได้พิศแล้วกลับรู้สึกว่าพวกท่านงดงามมาก เป็นความงามที่แตกต่างกันยิ่ง”
สาวใช้ทั้งสองของเว่ยซือหงไม่ต่างอันใดกับดอกไม้แรกแย้มเลยสักนิด หากให้เปรียบเป็นดอกไม้ ความงามของหลิงจูนั้นคงเหมือนกับดอกฝูหรงหรือดอกพุดตาน ซึ่งเป็นดอกไม้ที่สามารถเปลี่ยนสีได้ถึงสามสีในหนึ่งวัน ตรงกับลักษณะนิสัยของเจ้าตัว ที่มีความสดใสสมวัยหากมีความอ่อนช้อยแฝงความซุกซนชวนให้น่าเอ็นดู
ตรงกันข้ามกับหลิงอิง สาวงามนางนี้แม้ไม่ได้มีความงามเป็นที่ประจักษ์ดังสาวงามอันดับหนึ่งหรือมีความงามล่มแคว้น หากมองแล้วรู้สึกสบายตา ด้วยลักษณะนิสัยที่สุขุมเรียบร้อย รักษาสีหน้าตนเองได้ดีของนาง ยิ่งชวนให้บุรุษอยากกลั่นแกล้งรังแก เผื่อใบหน้างามเรียบนิ่งนั้นจะมีความรู้สึกอื่นขึ้นมาบ้าง เช่นเดียวกับดอกไป่ฉานหรือดอกพุดซ้อน ที่มีสีขาวบริสุทธิ์จนยากนำสีอื่นไปแต่งแต้ม
กล่าวคือสาวใช้คนสนิทของเว่ยซือหงทั้งสองคนนี้ มีความงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย
“พูดอะไรก็ไม่รู้เจ้าค่ะคุณหนู” หลิงจูหันรีหันขวางทำตัวไม่ถูก แม้แต่หลิงอิงที่เก็บอาการได้ดีที่สุดยังรักษาความสงบนิ่งเอาไว้ไม่ได้ ใบหน้าเห่อร้อนผิวแก้มแดงระเรื่อของสาวใช้ทั้งสองเรียกเสียงหัวเราะของเจ้านายยกใหญ่
“ฮ่าฮ่า ดูพวกท่านสิ น่ารักเป็นบ้า ฮ่าฮ่า ไม่ต้องเขินหรอกเจ้าค่ะ คนกันเองทั้งนั้น” เว่ยซือหงหัวเราะจนน้ำตาเล็ด นิ้วเล็กที่มีความยาวมากกว่าเมื่อสามปีที่แล้วยกขึ้นปาดน้ำตาที่หางตาทิ้งอย่างลวก ๆ
“คุณหนูได้โปรดหยุดแกล้งพวกข้าเถิดเจ้าค่ะ” หลิงอิงเอ่ยขอร้องเพราะตอนนี้นางแทบจะทนไม่ไหวแล้ว วาจาคุณหนูไม่น่าสะเทิ้นอายเท่าดวงเนตรกลมโตคู่นั้นเลยสักนิด
หากคุณหนูเอ่ยชมอย่างเดียวนางยังพอเก็บอาการได้ แต่ถ้าคุณหนูส่งสายตาหยอกล้อกันเช่นนี้แล้ว นางทนต่อไปไม่ไหวหรอก
“ฮ่าฮ่าฮ่า พวกพี่นี่น่าเอ็นดูจริง ๆ ไหน ๆ พวกพี่ก็ผ่านวัยปักปิ่นมาแล้ว สมควรมีครอบครัว ถ้ารักใครชอบใครก็บอกข้านะเจ้าคะ ข้าจะเป็นแม่สื่อให้เอง”
“คุณหนู!!!” สองพี่น้องได้แต่ร้องเรียกเจ้านายที่แกล้งพวกนางไม่เลิก ส่งสายตาแห่งการไม่ได้รับความเป็นธรรมไปให้ เนิ่นนานกว่าเสียงหัวเราะของเว่ยซือหงจะจบลง
“เอาละ ๆ ไม่แกล้งพวกพี่แล้ว เตรียมน้ำเถอะเจ้าค่ะ ข้าจะอาบน้ำ วันนี้ร้อนยิ่งนัก”
“เจ้าค่ะ”
หลิงอิงปลีกตัวไปเตรียมน้ำให้คุณหนูที่ชอบทำให้นางเขินเอย หลิงจูหันไปเตรียมเสื้อผ้าชุดใหม่ไว้คอย
หนึ่งก้านธูปต่อมา เว่ยซือหงนั่งมองตัวเองหน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่ ที่เห็นภาพไม่ชัดนักแล้วสะท้อนใจ สามปีมานี้นางให้ท่านลุงใหญ่หลิวหย่งลองถามชาวโพ้นทะเลที่มาทำการค้ายังเมืองตงไห่แล้วว่ามีกระจกที่ส่องแล้วเห็นภาพชัดเจนหรือไม่ ปรากฏว่ายังไม่มีสินค้าที่นางต้องการเข้ามาเสียที หากนางมีกระจกเหมือนห้วงฝันหรือความทรงจำเลือนรางนั้นคงดีไม่น้อย มันคงจะชัดมากจนเหมือนมีนางอีกคนมานั่งอยู่ตรงข้ามทีเดียวละ
“คุณหนูงดงามนักเจ้าค่ะ” หลิงจูเอ่ยชมด้วยใจจริง แม้จะอยู่ในวัยสิบขวบ แต่ความงามของคุณหนูกลับฉายชัด
เว่ยซือหงมองภาพขุ่นมัวที่สะท้อนมาแล้วยกยิ้มบาง ๆ พลางส่ายหน้า “ไม่หรอก ตอนนี้ยังไม่อาจเรียกว่างาม”
“แต่คุณหนูของบ่าวงดงามจริง ๆ นะเจ้าคะ จะไม่เรียกว่างามได้อย่างไร”
เว่ยซือหงไม่ได้เอ่ยตอบในทันที นางมองใบหน้าพริ้มเพราที่สะท้อนอยู่ในกระจกทองเหลือง ดวงตาหงเรียวสวยได้รูปหางตาตวัดขึ้นเล็กน้อย ให้ความรู้สึกกำลังยิ้มอยู่นิด ๆ ขนตาหนาเป็นแพสยาย เกิดเป็นดวงตาสวยสะกดผู้คน หากเจ้าของดวงตาไม่แย้มยิ้มก็จะให้ความรู้สึกเย็นชาไว้ตัว เป็นดวงตาที่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกกดดันได้ไม่ยาก ทว่ายามนี้ยังไม่ชัดเจนนักเพราะนางเพิ่งสิบขวบ
ไล่สายตามองลงมาที่จมูกเล็กเป็นสันปลายโค้งมนได้รูป ขับให้ใบหน้าดูจิ้มลิ้ม รับกับริมฝีปากอมชมพูโดยไม่ต้องแต้มชาด รวมทั้งพวงแก้มใสทั้งสองข้าง ทั้งหมดทั้งมวลนี้กอรปกันเป็นองคาพยพของดรุณีน้อยนามเว่ยซือหง
“อย่างข้าตอนนี้เขาเรียกว่าน่ารัก พี่หลิงจูดูสิ แก้มทั้งสองข้างของข้ายังเป็นก้อนอยู่เลย จะงดงามไปได้อย่างไร มองยังไงก็จิ้มลิ้มพริ้มเพราน่ารักน่ากอด หาใช่งดงามอย่างที่ท่านว่า พี่หลิงอิงเห็นด้วยข้าหรือไม่”
หลิงอิงที่ยืนฟังการสนทนาของน้องสาวและคุณหนูอยู่ตลอดยกยิ้ม คุณหนูกล่าวได้ถูกต้อง ด้วยใบหน้าจิ้มลิ้มและร่างกายที่สูงขึ้นไม่มากดูน่ารักน่ากอดมากกว่าจะใช้คำว่างามจริง ๆ นั่นแหละ ครั้นถูกเอ่ยถามจึงตอบในทันที
“เจ้าค่ะ คุณหนูน่ารักมาก”
เว่ยซือหงยิ้มรับไม่ปฏิเสธ ถึงนางจะอยากงามจนเป็นสาวงามอันดับหนึ่งในใต้หล้า แต่นางก็รู้ตนเองดี ยามนี้เรียกว่าน่ารักนับว่าเหมาะสมแล้ว รอจนถึงวัยปักปิ่นแล้วค่อยมาชมความงามของนาง ถึงตอนนั้นจะไม่ปฏิเสธสักคำ
“จริงสิ จดหมายที่หลินหว่านส่งมาให้ข้าเมื่อเช้าอยู่ไหนหรือ” เมื่อเช้ายังไม่ทันจะได้เปิดจดหมายของสหายอ่าน ท่านย่าดันเดินมาเห็นกิริยาไม่งามของนางเข้า จึงเป็นเหตุให้ถูกเคี่ยวกรำเพิ่งจะได้กลับมาพักนี่แหละ
“เดี๋ยวข้าหยิบมาให้เจ้าค่ะคุณหนู” หลิงอิงเดินไปหยิบจดหมายของคุณหนูจวนหลินมาส่งให้เว่ยซือหง
“ขอบใจเจ้าค่ะ” มือเล็กค่อนข้างอวบยื่นไปรับมาพร้อมคลี่จดหมายออกอ่าน เนื้อความบนกระดาษไม่มีอันใดมาก นอกจากการพร่ำบ่นของสหายที่ถูกครอบครัวเคี่ยวกรำให้เรียนและประพฤติตนตามหลักสตรีชนชั้นสูง
ซือหง ช่วงนี้เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีหรือไม่ ส่วนข้าไม่ค่อยสบายเท่าไรนัก ด้วยถูกท่านย่าเคี่ยวกรำศาตร์ศิลป์ทั้งสี่ ช่วงนี้ถูกบังคับให้เรียนฉินหนักมาก เจ็บนิ้วปวดแขนไปหมด ข้าไม่ชอบเลย ขอออกไปข้างนอกก็ไม่ได้ กล่าวว่าสตรีในห้องหอไม่ควรเยี่ยมหน้าออกไปนอกจวนบ่อยนัก โธ่เอ๊ย ไม่เห็นจะเป็นไรเลย ข้าไม่ได้ทำอันใดเสียหายสักหน่อย เจ้าบอกข้าเองไม่ใช่หรือ ว่าวัยอย่างพวกเราควรเล่นและกินให้เต็มที่ โตกว่านี้ก็ทำเช่นนี้ไม่ได้อีกแล้ว แต่เจ้าดูข้าสิ ข้าสิบขวบเองนะ สิบขวบ!
ซือหงเจ้าเห็นใจสหายอย่างข้าใช่หรือไม่ เจ้าไม่คิดว่าข้าน่าสงสารหรือ ข้ารู้สึกเหมือนปลาขาดน้ำเลย ข้ากำลังจะตาย สหายรักได้โปรดช่วยข้าด้วย เขียนจดหมายส่งเทียบเชิญนัดข้าไปเที่ยวสักวัน ไม่เช่นนั้นข้าตายจริง ๆ แน่ อย่าลืมเล่าซือหง ข้าจะรอ
หลินหว่าน
ทันทีที่อ่านเนื้อความในจดหมายจบ มุมปากได้รูปพลันยกยิ้ม ดูเหมือนจะไม่ใช่นางคนเดียวที่ถูกท่านย่าฝึกสอน เช่นนี้ค่อยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย
เว่ยซือหงค่อย ๆ พับจดหมายของสหายเก็บเข้ากล่องอย่างเรียบร้อย พร้อมทั้งหยิบกระดาษแผ่นใหม่และหมึกขึ้นมาฝน ฝนจนได้ที่พู่กันขนาดเหมาะมือพลันจรดลงบนแผ่นกระดาษว่างเปล่า ตามความประสงค์ของผู้เป็นเจ้าของ
เขียนเนื้อความตอบกลับสหายเสร็จรอจนหมึกแห้งดีก็พับจดหมายแล้วยื่นให้หลิงอิง
“ข้ารบกวนพี่หลิงอิงนำไปส่งให้หลินหว่านทีนะเจ้าคะ”
“ได้เจ้าค่ะคุณหนู ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
“พี่หลิงจูประเดี๋ยวเตรียมชุดไปเดินตลาดไว้ให้ข้าหน่อยนะเจ้าคะ อีกสองวันข้าจะไปเที่ยวเล่นกับสหายสักหน่อย”
“ได้เจ้าค่ะคุณหนู คุณหนูมีชุดที่ต้องการพิเศษหรือไม่เจ้าคะ”
“ข้าขอสีเขียวอ่อนแล้วกันนะ”
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ”
หลังจากตอบจดหมายของสหายแล้ว เว่ยซือหงไปพักผ่อนยังศาลากลางสวนที่ตอนนี้มีพรรณไม้ดอกไม้ประดับปลูกเต็มไปหมด มองไปทางไหนก็จรรโลงตา เหลียวมองสระน้ำจำลองขนาดเล็กที่อยู่ข้าง ๆ ภายในสระมีปลาหลีสีแดงและสีทองเวียนว่ายไปมาดูมีชีวิตชีวายิ่ง
สระน้ำจำลองนี้ตระกูลเว่ยสร้างขึ้นมาภายหลังตามความต้องการของทายาทหญิงเพียงคนเดียว หลังสร้างเสร็จแต่เดิมที่เว่ยซือหงชอบไปนั่งพักผ่อนที่หลังเรือนตัวเองเพราะผักปราณเขียวชอุ่มเรียกความสดชื่น ก็กลายมาเป็นว่าชอบศาลากลางสวนยิ่งกว่า เพียงมองปลาหลีแหวกว่ายนางก็มีความสุขแล้ว ยิ่งตอนพวกมันกระโดดเพราะนางนำน้ำพลังปราณหยดลงไปในสระยิ่งมีความสุขมาก
ไม่เพียงแค่นางเท่านั้นที่ชอบพักผ่อนยังศาลานี้ คนอื่น ๆ ในจวนต่างได้รับอิทธิพลความชื่นชอบของนางไปไม่น้อยเช่นกัน
“ฟานสือหลิวเจ้าค่ะคุณหนู” หลิงจูเอ่ยขัดบรรยากาศเงียบสงบของเจ้านาย นางมาพร้อมจานฝรั่งผลไม้ปราณชนิดล่าสุดที่ไร่ตระกูลเว่ยเพิ่งได้พันธุ์มาเพาะปลูก และวางจำหน่ายไปไม่นานมานี้
“ขอบคุณพี่หลิงจู กินด้วยกันสิเจ้าคะ”
ดูเอาเถอะจะมีเจ้านายจวนใดใจดีใจกว้างกับบ่าวไพร่ได้มากถึงเพียงนี้ ผักผลไม้ปราณที่ว่าแพงหาได้ยาก บรรดาเจ้านายยังยินดีแบ่งปันให้คนในจวน บ่าวทาสตลอดบนลงล่างพลอยได้รับอานิสงส์อย่างถ้วนทั่ว หลิงจูยิ่งคิดยิ่งภูมิใจที่ได้รับใช้คุณหนูตัวน้อยและตระกูลเว่ย
“ขอบคุณเจ้าค่ะคุณหนู แต่ของบ่าวมีอยู่แล้ว เชิญคุณหนูตามสบายเลยเจ้าค่ะ”
เว่ยซือหงเพียงยิ้มพร้อมหยิบฝรั่งที่ถูกปอกและหั่นชิ้นพอดีคำเข้าปาก ไม่นานหลิงอิงก็กลับมาจากการส่งจดหมาย
“พวกพี่ทั้งสองมีพลังปราณอยู่ในระดับแม่ทัพขั้นสูงแล้วสินะเจ้าคะ อีกไม่นานคงเลื่อนขั้นข้ามระดับเดิมได้แล้ว ยินดีกับพวกพี่ทั้งสองล่วงหน้าแล้ว” เอ่ยขึ้นหลังประเมินพลังของคนสนิททั้งสองแล้ว
“ต้องยกความดีความชอบทั้งหมดให้กับคุณหนูและนายท่านนายหญิงทุกคนนั่นแหละเจ้าค่ะ หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากพวกท่าน ไหนเลยบ่าวอย่างพวกข้าจะมีโอกาสเป็นผู้ฝึกปราณ และมีระดับพลังสูงถึงเพียงนี้” หลิงอิงเป็นคนเอ่ย นางซาบซึ้งในพระคุณของตระกูลเว่ยทุกคนยิ่งนัก ไม่เพียงไม่กดขี่บ่าวทาสในจวนแล้วยังให้การสนับสนุนทุกคนที่มีความสนใจฝึกปราณอีก ความเป็นอยู่ก็ดีเสียยิ่งกว่าชาวบ้านทั่วไป ไม่รู้พวกตนเคยกู้ชาติมาหรืออย่างไร ชาตินี้จึงได้พบเจอเจ้านายที่มีเมตตาเช่นนี้
“พี่หลิงอิงพูดถูกแล้วเจ้าค่ะ บ่าวขอบคุณคุณหนูมากนะเจ้าคะ ที่เลือกให้พวกข้าพี่น้องเป็นคนสนิท”
สายตาไม่พอใจถูกส่งไปยังคนสนิททั้งสอง เรียวคิ้วสวยขมวดเข้าหากัน “ข้าบอกแล้วเช่นไรว่าเวลาพูดกับข้าไม่ให้แทนตนเองว่าบ่าว ข้านับถือพวกพี่สองคนเหมือนดั่งพี่น้อง แล้วอีกอย่างพวกท่านอยู่กับข้าตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อถึงเวลาเลือกผู้ติดตามข้าจะไม่เลือกพวกท่านได้เช่นไร”
“ขออภัยเจ้าค่ะคุณหนู ข้าทั้งสองจะไม่ลืมอีกแล้ว”
“ช่างเถอะ จะข้าจะบ่าวความรู้สึกข้าที่มีต่อพวกท่านก็ไม่เปลี่ยน อยากจะเรียกอย่างไรก็เรียก ตามแต่ใจต้องการเลย”
“คุณหนู”
“ไม่ต้องมาโอดครวญ ถึงมันจะขัดใจอยู่บ้างแต่ข้าก็ไม่ได้โกรธเสียหน่อย”
“ขอบคุณคุณหนูเจ้าค่ะ” เว่ยซือหงส่ายหน้าพลางยิ้มบาง ๆ ทว่าก่อนที่บทสนทนาจะดำเนินต่อ น้ำเสียงคุ้นหูที่ไม่ได้ยินมาตลอดหกเดือนพลันแทรกขึ้นมา
“แกล้งอะไรสาวใช้ทั้งสองอีกเจ้าตัวแสบ”
“พี่ใหญ่พี่รอง!” ร้องเรียกพี่ชายทั้งสองเสียงดังทั้งยังผุดลุกยืนวิ่งออกไปจับมือทั้งสองเข้ามายังศาลาอย่างรวดเร็ว
แววตาเว่ยซือหงเปล่งประกายทั้งตื่นเต้นยินดี นางมองสำรวจพี่ชายทั้งสองอย่างช้า ๆ เมื่อไม่เห็นร่องรอยบาดเจ็บค่อยโล่งใจ ไม่ลืมสำรวจพลังของพวกเขาอีกด้วย ก่อนสีหน้าภาคภูมิใจจะปรากฏบนใบหน้าของนาง
“เจ้าเด็กแก่แดด มัวคิดอะไรอยู่ทำไมไม่ตอบพี่รอง” เว่ยซือเหลียงที่แม้จะเข้าศึกษาที่สำนักศึกษาพยัคฆ์ทมิฬเหมือนพี่ชายไปแล้วสามปี ปัจจุบันมีอายุ 17 ปี ก็ยังคงความร่าเริงและขี้แกล้งเช่นเดิม เขายีหัวน้องสาวจนผมของนางยุ่งเหยิงไปหมด
“ปล่อยอาหงเดี๋ยวนี้นะพี่รอง”
“เรื่องอะไรพี่จะปล่อยเด็กแสบเช่นเจ้า ว่าอย่างไรแกล้งอะไรหลิงจูกับหลิงอิงอีก”
“อาหงไม่ได้แกล้งสักหน่อย พี่รองจะปล่อยหรือไม่” เว่ยซือเหลียงดึงหน้ายียวนน้องสาว เว่ยซือหงสะบัดหน้าใส่พี่ชายคนรองหันไปออดอ้อนพี่ชายคนโต
“พี่ใหญ่ดูพี่รองสิเจ้าคะ พี่รองรังแกอาหง”