“พี่ขอพูดตรงๆ นะพราว”
“ได้ค่ะพี่ดา”
“ทุกอย่างมันสมบูรณ์แบบทั้งพล็อต เนื้อหา ปมต่างๆ รวมไปถึงการบรรยาย พราวทำได้ดี”
“แต่...” เพราะคุ้นเคยกันมาหลายปี พราวหรือพราวรวีจึงรู้ว่าต่อจากนี้สิ่งที่ญาดาหรือพี่ดาเพื่อนรุ่นพี่ ซึ่งตอนนี้ควบตำแหน่งบรรณาธิการของสำนักพิมพ์แห่งนี้ต้องมีอะไรพูดต่อจากนั้นแน่ๆ
“เฮ้อ! เอาตรงๆ นะพราว ถ้าคนอ่านเพิ่งมาติดตามอ่านผลงานของพราวตอนนี้ก็คงชอบ เพราะมันสนุกและน่าตื่นเต้น แต่ถ้าคนที่ตามผลงานมาตั้งแต่หลายปีก่อน พวกเขาก็คงจะเริ่มเบื่อกันบ้าง”
“เบื่อเหรอคะ”
“อือ เพราะพี่สนิทกับพราวก็เลยพูดตรงๆ แบบนี้ โดยเพราะช่วงอีโรติก พี่ว่ามันไม่ค่อยถึงอารมณ์เท่าไหร่ คนอ่านเริ่มจับทางได้แล้ว”
“พราวต้องทำยังไงคะ ต้องแก้ใหม่ทั้งหมดเลยไหมคะพี่ดา”
“ไม่ขนาดนั้นหรอกนะพราว แค่ปรับตรงอารมณ์ของตัวละครช่วงอีโรติกก็พอ ใส่อารมณ์ความรู้สึกเพิ่มเข้าไปอีกนิด”
“งานยากเลยนะคะพี่ดา เฮ้อ..” พราวรวีถอนหายใจ
“พี่ว่าหาแฟนสักคนสิพราว ประสบการณ์ตรงอาจช่วยได้คุณชวินทร์เขาก็สนใจพราวอยู่เหมือนกันนะ”
“พราวยังไม่อยากหาสำนักพิมพ์ใหม่ตอนนี้ค่ะพี่ดา”
พราวรวีรู้ว่าคุณชวินทร์ลูกชายของคูณวศินเจ้าของสำนักพิมพ์นั้นสนใจตัวเองอยู่ แต่ที่เธอต้องรีบปฏิเสธเพราะเธอไม่ได้รู้สึกอะไรกับผู้ชายคนนั้น อีกทั้งเท่าที่รู้มาคุณชวินทร์ก็ควงผู้หญิงแทบไม่ซ้ำหน้า ถ้าขืนเธอเข้าไปร่วมวงด้วยอีกคนคงได้วุ่นวายกันน่าดู
“หรือถ้ายังไม่มีคนที่ถูกใจจะให้พี่ช่วยติดต่อให้ก็ได้นะ พี่มีคนรู้จักเยอะเลย โสดๆ ทั้งนั้น”
“อย่าเลยค่ะพี่ดา พราวอยู่แบบนี้สบายดีอยู่แล้ว”
“งั้นก็ตามใจจ้ะ แต่ถ้าเปลี่ยนใจก็บอกพี่ได้ ส่วนเรื่องงานพราวแก้ไขเนื้อหาเสร็จแล้วค่อยเอามาให้พี่ดูอีกทีนะ”
“กำหนดเมื่อไหร่คะพี่”
“พี่ให้เวลาหนึ่งเดือน ถ้าช้ากว่านั้นจะไม่ทันออกงานสัปดาห์หนังสือ”
“เร็วขนาดนั้นเลยเหรอคะ สงสัยงานนี้พราวแย่แน่เลยค่ะ”
“อย่าเพิ่งท้อสิ พี่ว่าพราวทำได้อยู่แล้ว ปรับปรุงแค่ช่วงอีโรติกเท่านั้น ส่วนอื่นมันดีอยู่แล้ว”
“จะพยายามนะคะ”
“พี่เชื่อใจนะ มีอีกอย่างที่จะบอกพราว แต่เรื่องนี้ห้ามบอกใครนะ” ญาดายื่นใบหน้ามา ส่วนพราวรวีก็ยื่นหน้าของตัวเองออกไปอย่างตั้งใจฟัง
“ได้ยินคุณวศินบอกว่าถ้างานพราวออกมาทัน เขาจะพิมพ์หนังสือเรื่องก่อนหน้าของพราวอีกครั้ง จะได้ดึงยอดขายในงานหนังสือ น่าจะสักสามหรือสี่เล่มนี่แหละ”
“จริงเหรอคะพี่ดา” เธอดีใจจนเก็บอาการแทบไม่อยู่
“จริงสิ พี่ถึงอยากให้พราวทำเรื่องนี้ออกมาดีที่สุด”
“ขอบคุณนะคะที่แอบบอก งั้นพราวขอตัวก่อนนะคะ”
“สู้ๆ นะน้องรัก”
“ค่ะพี่ดา”
หญิงสาวหันมายิ้มให้กับรุ่นพี่ก่อนที่จะรีบเปิดประตูออกไป
ใบหน้าสวยรูปไข่กับแพขนตางอนงามยิ้มอย่างมีความสุข เพราะถ้าหนังสือได้วางขายในงานสัปดาห์หนังสือนั่นก็หมายความว่าเธอจะได้เงินเพิ่มอีกมาก
แต่แล้วก็ต้องหุบยิ้มเมื่อนึกได้ว่างานที่ต้องแก้ไขนั้นมันยากแค่ไหน
พราวรวีเป็นนักเขียนแนวอีโรติกเธอมีผลงานตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์แห่งนี้มาสิบกว่าเล่ม เริ่มตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาปี 2 พอเรียนจบก็หันมาเอาดีทางด้านแต่งนิยายอย่างจริงจัง นอกจากงานเขียนนิยายแล้วพราวรวียังรับแปลนิยายทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน
ไม่ใช่แค่งานเขียนแต่พราวรวียังมีร้านขายเครื่องเขียนของตัวเองหนึ่งร้านโดยใช้พื้นที่ชั้นล่างสุดของหอพักขนาด 4 คูหาซึ่งตอนนี้ด้านบนมีผู้เช่าอยู่เต็มทุกห้อง
เดิมทีด้านล่างหอพักเป็นร้านเกมที่บิดาและมารดาเป็นคนดูแล แต่พอท่านทั้งสองเสียชีวิตลงพราวรวีก็เลยขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั้งหมดแล้วเปิดเป็นร้านเครื่องเขียน เพราะเธอไม่มีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์อีกทั้งเครื่องก็เริ่มตกรุ่น หญิงสาวจึงขายทุกอย่างแล้วนำเงินมาลงทุนเปิดร้านเครื่องเขียนและกิ๊ฟช็อปเนื่องจากเป็นคนชอบเข้าร้านแนวนี้อยู่เป็นประจำ
หลังจากออกจากสำนักพิมพ์แล้วก็แวะที่ร้านเพราะเป็นทางผ่านก่อนกลับบ้านของเธอ
“พี่พราวคะ หวานฝากร้านแป๊บหนึ่งได้ไหมคะ หวานจะไปเข้าห้องน้ำ”
“จ้ะ ไปเถอะ”
น้ำหวานเป็นเด็กที่พราวรวีจ้างมาเฝ้าร้านให้ส่วนตัวเธอเองจะเข้ามาที่นี่เป็นบางครั้ง เพราะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานที่บ้านของตัวเองซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านมากนัก
“อ้าว คุณพราว มาพอดีเลยวันนี้น้าได้ส้มมาหลายกิโลเลย ว่าจะเอาไปให้ที่บ้าน รอน้าเดี๋ยวนะคะเดี๋ยวไปเอามาให้”
“ไม่ต้องรีบหรอกค่ะ พราวยังไม่รีบกลับ แล้วน้าทำความสะอาดหอเสร็จแล้วเหรอคะ”
“ยังเหลือชั้นบนอีกชั้นค่ะ พอดีเด็กๆ กำลังอ่านหนังสือกันอยู่น้าเลยไม่อยากรบกวน นี่ก็ว่าจะมาช่วยน้ำหวานเฝ้าร้าน” น้าแก้วตาบอกกับหญิงสาวผู้เป็นนายจ้าง เธอทำงานที่หอพักแห่งนี้มาได้หลายปีแล้ว หน้าที่ก็คือดูแลความสะอาดทั่วไป หญิงวัยกลางคนพักอยู่ชั้นล่างสุดของหอพักซึ่งพราวรวีไม่ได้คิดค่าเช่าเพราะถือว่าเป็นการเฝ้าหอพักให้เธอไปในตัว
“น้าแก้วไปพักก่อนก็ได้นะคะ ก่อนกลับพราวจะแวะไปเอาส้มเองค่ะ”
“คุณพราวไม่มีธุระไปที่ไหนใช่ไหมคะ”
“ไม่มีค่ะ”
พอแก้วตาออกไปไม่นานน้ำหวานก็กลับมาที่ร้าน เด็กสาวถือส้มมาสองถุงขนาดย่อม
“น้าแก้วกลัวพี่พราวลืมแวะไปเอาส้มค่ะ เลยฝากน้ำหวานเอามาให้”
“ขอบใจจ้ะ พี่กลับก่อนนะ วันพุธคงไม่เข้ามาแล้ว”
“ค่ะพี่พราว”
พอออกจากร้านของตัวเองมาได้นิดหน่อยพราวรวีก็แวะที่ร้านอาหารเจ้าประจำที่อยู่หน้าปากซอยเข้าหมู่บ้าน
“พี่เจนนี่คะ ของพราวได้ยังคะ” เพราะโทรมาสั่งตั้งแต่อยู่ที่ร้านเครื่องเขียนพอมาถึงก็เลยรีบทวงเนื่องจากใกล้เวลาพักเที่ยงลูกค้าของพี่เจนนี่จะเยอะเป็นพิเศษ
“เรียบร้อยแล้วค่ะ แกงเขียวหวานไก่กับผัดผักรวมพี่แถมกุนเชียงทอดให้ด้วยนะคะ”
“ขอบคุณค่ะ พี่เจนนี่ใจดีตลอดเลย”
“พี่มีข้อแม้นะคะ”
“อะไรคะ”
“เรื่องต่อไปพี่ขอแบบจัดหนักได้ไหม พอพระเอกหล่อรวยๆ”
“มันแน่อยู่แล้วค่ะ พระเอกของพราวต้องหล่อรวย ขืนเอาแบบธรรมดาที่เจอทั่วๆ ก็ไม่ฟินสิคะ”
“น้องพราวคะ ขอเพิ่มอีกนิดไหมคะ
“ได้เลยค่ะ สำหรับพี่เจนนี่พราวจัดให้ ว่าแต่ขออะไรคะ”
“ขอแบบเอวดุๆ ได้ไหมคะ เหมือนเรื่องแรกๆ ที่น้องพราวแต่งมันแซ่บถึงใจมากเลยค่ะ ไม่เอาแบบที่ตัดเข้าโคมไฟแล้วนะคะ”
“ได้เลยค่ะ พราวจัดให้ตามคำขอเลยค่ะ”
“พี่หยอดกระปุกไว้เยอะเลยหนังสือน้องพราวออกเมื่อไหร่พี่จะรีบไปซื้อเลยนะคะ แต่บอกก่อนนะคะถ้าไม่แซ่บ เอวไม่ดุพี่โกรธจริงๆ ด้วย”
“พี่เจนนี้รอเลยนะคะ ครั้งนี้พราวจัดให้แบบถึงใจเลยค่ะ”
“มันต้องอย่างนั้นสิคะ”
พราวรวีถอนหายใจเป็นรอบที่ร้อยกว่าของวัน หญิงสาวเอาผลงานตีพิมพ์เรื่องแรกของตัวเองมาอ่านอีกรอบ ยอมรับว่าตอนนั้นตัวเองเขียนฉากอีโรติกออกมาได้อย่างดี แม้จะไม่มีประสบการณ์ แต่อาศัยว่าตัวเองอ่านมาเยอะและดูมาเยอะ แต่มาเล่มหลังๆ ความรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจก็หายไป
ไม่รู้เพราะตัวเองไม่เคยมีความรักหรือเพราะไม่เคยได้ทำแบบนั้นในชีวิตจริงกันแน่ฉากวาบหวิวพวกนั้นเลยดูไร้อารมณ์ตามไปด้วย
บางทีพราวรวีก็รู้สึกผิดต่อนักอ่าน เพราะเรื่องที่เธอแต่งขึ้นส่วนใหญ่ก็อาศัยถามเพื่อนบ้าง ดูหนังโป๊บ้าง แม้จะดูเป็นสาวเปรี้ยวมั่นใจในตัวเอง แต่ในชีวิตจริงเธอก็มีแฟนกับเขาแค่คนเดียวแต่ก็ไม่เคยมีอะไรกับแฟนมาก่อน เพราะตอนนั้นยังเรียนไม่จบ และนั้นก็เป็นเหตุผลให้แฟนหนุ่มของเธอบอกเลิก เธอร้องไห้เสียใจกับรักแรกอยู่สองวัน จากนั้นก็ลืมทุกอย่างจนถึงตอนนี้ก็นานหลายปีแล้วที่หัวใจของเธอมันแห้งเหี่ยวและไม่เคยมีใครได้เข้ามาเยี่ยมเยือนเลยแม้แต่คนเดียว
“ผลตรวจปกติทุกอย่างฉันว่าที่นายเป็นอยู่แบบนี้คงต้องไปปรึกษาจิตแพทย์แล้วล่ะ” อิศเรศคุณหมอหนุ่มตี๋วัย 33 บอกกับเพื่อน
“แย่ขนาดนั้นเลยเหรอวะอิศ”
“อือ ฉันว่าที่นายเป็นแบบนี้มันน่าจะเกี่ยวกับเหตุการณ์ก่อนเกิดอุบัติเหตุนะ”
“อยากจะบ้าตาย นี่มันสามเดือนแล้วนะที่ฉันเป็นแบบนี้” ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลากล่าวอย่างหัวเสีย
หลังจากประสบอุบัติเหตุรถชนกับเสาไฟฟ้าเมื่อสามเดือนก่อน กวีวัธน์ไม่ได้บาดเจ็บอะไรมากเพราะถุงลมนิรภัยทำงานได้อย่างดีเยี่ยม แต่หลังจากนั้นเขากลับรู้สึกว่าอวัยวะส่วนล่างของตนเองมันไม่ตื่นตัวเหมือนก่อน
จากคนที่ไม่เคยขาดเรื่องเซ็กซ์อยู่ดีๆ ก็รู้สึกว่านกเขาของตัวเองไม่ขัน มันทำให้ชายหนุ่มแทบจะบ้าตาย เรื่องนี้ถือเป็นปัญหาระดับชาติสำหรับเขาเลยก็ว่าได้
เขาเริ่มคิดตามที่คุณหมอหนุ่มพูดเพราะก่อนหน้าที่จะขับรถชน กวีวัธน์ไปหาแฟนสาวที่คบกันมาหนึ่งปี กะว่าจะไปเซอร์ไพรส์เธอในวันครบรอบ 1 ปี แต่ไม่คิดว่าเธอจะเซอร์ไพรส์เขากลับด้วยการพาผู้ชายมานอนด้วยที่คอนโดซึ่งเขาเองเป็นคนซื้อให้เธอ
หลังจากเห็นภาพบาดตา ชายหนุ่มก็ขับรถออกมาด้วยอารมณ์โมโห รู้ตัวอีกที่ตัวเองก็ไปนอนอยู่ในโรงพยาบาลแล้ว
ครั้งนั้นเขาตัดสินใจเลิกกับพรลภัสอย่างเด็ดขาด แต่เพราะเป็นคนมักมากเรื่องบนเตียง ชายหนุ่มจึงเรียกใช้งานสาวไซด์ไลน์เพื่อจะได้ปลดปล่อยความต้องการของตนเอง
แต่ก็อายจนแทบอยากจะมุดหน้าหนีเพราะน้องชายของเขามันกลับไม่ยอมตื่น เธอใช้ทั้งมือ ทั้งปากปลุกเร้าแต่มันก็ยังคงแน่นิ่ง
ชายหนุ่มเอาเรื่องนี้มาปรึกษาหมออิศเรศซึ่งเป็นทั้งเพื่อนและแพทย์เฉพาะทางระบบทางเดินปัสสาวะ แต่ผลตรวจก็ปกติทุกอย่าง
“เอาน่าอย่าคิดมาก ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องรักษาด้วยยา”
“ยาอะไร” เขาหันมาถาม
“ก็พวกไวอะกร้าไง มันจะช่วยขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณนั้น”
“นี่ฉันอายุ 32 เองนะ ให้ตายซะยังดีกว่ามาให้ใช้ยาพวกนั้น ใครรู้มีหวังได้อายเขาตาย”
“ถ้ายังไม่อยากใช้ยาก็ต้องปรึกษาจิตแพทย์ดู บางทีเขาอาจช่วยได้”
“ขอเวลาอีกหน่อย ฉันยังทำใจไม่ได้เลย”
“ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ก็นัดมานะ”
“อือ ขอบใจนะไปก่อนเย็นนี้เจอกันร้านเดิม”
บริเวณชั้นสองของบาร์หรูแห่งหนึ่งมีชายหนุ่มสี่คนกำลังคุยกันอย่างออกรส โดยมีสาวๆ มาคอยบริการไม่ห่าง กวีวัธน์มองรูปร่างยั่วยวนของพวกเธอแล้วกลับไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิด
“ทำหน้าเบื่อโลกอีกแล้วนะคุณวัธน์” ภากรเห็นสีหน้าของกวีวัธน์แล้วก็อดจะเอ่ยแซวไม่ได้
“ก็โลกมันน่าเบื่อจริงๆ นี่”
“อย่าบอกนะ เรื่องนั้นยังไม่หาย”
“อือ”
“ฉิบหายเลยนะนั้น อายุเพิ่ง 32 เอง ยังใช้งานได้ไม่คุ้มเลยนะ” ฐากูรทั้งขำและเห็นใจเพื่อน
“เอาน่า อย่าเพิ่งทำหน้าเซ็งเดี๋ยวคืนนี้จัดไปเลยสองคนดูสิว่ามันจะไม่ขันจริงเหรอ”
“ไม่ดีกว่า แค่นี้ก็อายจะแย่อยู่แล้ว” ผู้หญิงกี่คนต่อกี่คนที่เขาพาไปนอนด้วยก็ไม่มีใครทำให้เจ้าน้องชายของเขาตื่นขึ้นมาได้เลยสักนิด
“อิศ นายแน่ใจนะว่าตรวจอาการมันดีแล้ว” ภากรหันมาถามคุณหมอคนเดียวในกลุ่ม
“ตรวจดีแล้ว ทุกอย่างไม่มีปัญหา” คุณหมอหนุ่มตอบด้วยสีหน้าจริงจัง
“บางที่น้องชายของนายคงอยากจะพัก” ฐากูรพูดเสริมขึ้นเพราะที่ผ่านมาเพื่อนของเขาไม่เคยขาดเรื่องบนเตียงเลย
“พักนานเกินไปไหม สามเดือนแล้วนะ” กวีวัธน์ถอนหายใจอย่างหมดอารมณ์
“เอาน่า ช่วงนี้ก็หาอะไรทำฆ่าเวลาไปก่อน เรื่องนั้นอย่าเพิ่งคิด บางทียังไม่เจอคนที่ถูกใจก็ได้” ภากรให้กำลังใจ
กวีวัธน์นั่งดื่มกับเพื่อนต่อจนกระทั่งถึงเวลาปิดของทางร้าน เพื่อนของเขาพาน้องๆ ไปต่อกันที่อื่นส่วนตัวเขากลับมาที่บ้านของตนเองเพียงลำพัง
ทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้วชายหนุ่มก็ลงมาหาน้ำดื่ม ขณะกำลังจะกลับไปนอนตาก็สะดุดกับหนังสือนิยายเล่มหนึ่งที่วางคว่ำหน้าอยู่บนเคาน์เตอร์ครัว
“สงสัยเป็นของป้าอุ่น”
กวีวัธน์ถือวิสาสะหยิบขึ้นมาดู ภาพหน้าปกเป็นชายหญิงคู่หนึ่ง ฝ่ายชายสวมเสื้อเชิ้ตติดกระดุมเพียงเม็ดล่างสองเม็ด เผยให้เห็นหน้าท้องเป็นลอนสวย ส่วนผู้หญิงสวมชุดนอนตัวบางนั่งอยู่บนตักของผู้ชาย มือของเธอวางอยู่บนกล้ามท้องเพียงแค่เห็นหน้าปกกวีวัธน์ก็รู้สึกว่าร่างกายของเขาร้อนขึ้นทีละนิดในหัวของชายหนุ่มจินตนาการว่าผู้ชายคนนั้นคือตัวเอง
เขาถือหนังสือติดมือไปบนยังห้องนอนเปิดอ่านหน้าที่ถูกคว่ำไว้ด้วยความสนใจ
ความรู้สึกแบบนี้ไม่เกิดขึ้นกับเขามาสามเดือนแล้ว อ่านไปไม่กี่หน้าน้องชายของเขาก็ตื่นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
คนตัวโตใบหน้าหล่อยิ้มกว้าง ในที่สุดเขาก็ได้ปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง แม้จะด้วยมือของตัวเองก็ตาม
พอร่างกายได้ระบายออกก็รู้สึกสบายตัวขึ้น ชายหนุ่มอ่านนิยายต่อไปอีกจนจบเรื่องอยากจะขอบคุณนักเขียนคนนี้เหลือเกินที่ทำให้มังกรของเขากลับมาผงาดอีกครั้ง
“พริบพราว” เขาพึมพำกับตัวเองก่อนจะหลับอย่างมีความสุขเป็นครั้งแรกหลังจากประสบอุบัติเหตุ
กวีวัธน์ตื่นนอนด้วยความสดชื่นแม้วันนี้จะเป็นวันหยุด ป้าอุ่นมาทำอาหารเช้าให้เหมือนกับทุกวัน
“คุณวัธน์เห็นหนังสือนิยายไหมคะ เมื่อวานป้าน่าจะลืมไว้ที่นี่ แต่ไม่รู้ว่าเอาไปวางไว้ที่ห้องไหน”
“ผมเห็นวางอยู่ที่โซฟาในห้องรับแขกครับ”
“เฮ้อ โล่งอกไปทีป้านึกว่าจะหายไปซะแล้ว”
“ป้าอุ่นชอบอ่านนิยายเหรอครับ”
“ใช่ค่ะ ป้าชอบอ่านโดยเฉพาะของคุณพริบพราวยิ่งชอบอ่านมาก นี่ก็รอเล่มใหม่ของเธออยู่ไม่รู้จะออกมาเมื่อไหร่ป้าเก็บเงินแล้ว ออกช้าเหลือเกินป้าคงต้องไปทวงถามทางเพจแล้ว”
“ท่าทางจะชอบจริงๆ นะครับ ถึงขั้นตามไปทวงเลย”
“ก็คนมันชอบนี่คะคุณวัธน์ มีแค่ป้าคนเดียวที่ไหนล่ะที่ไปทวง แฟนๆ หลายคนก็ถามถึงกันบ่อย แต่บางครั้งป้าก็สงสารเธอ”
“ทำไมเหรอครับ” จู่ๆ เขาก็อยากรู้เรื่องของนักเขียนขึ้นมาซะอย่างนั้น
“ก็มีบางคนไปวิจารณ์เธอว่างานเขียนเริ่มถอยหลังลงคลอง บทหวานๆ ก็เริ่มไม่ค่อยมี ไม่เหมือนกับตอนแรกที่เธอเขียน อย่างเล่มที่ป้าลืมไว้เมื่อวานนั้นเป็นเรื่องแรกของเธอเลยนะคะ ป้าอ่านไม่รู้กี่รอบแล้วก็ยังชอบ ดีนะคะที่ไม่หายถ้าอย่างนั้นป้าคงเสียดายแย่เลยเพราะหาซื้อไม่ได้แล้ว”
กวีวัธน์แอบยิ้ม อย่าว่าแต่ป้าอ่านแล้วชอบเลย ขนาดเขาอ่านยังรู้สึกว่ามันลงตัวมาก แม้จะไม่เคยอ่านนิยายมาก่อนแต่พอได้อ่านก็ถึงกับวางไม่ลง
หลังจากทานอาหารเช้าฝีมือป้าอุ่นแล้ว กวีวัธน์ก็มานั่งทำงานต่อในห้องทำงานอย่างอารมณ์ดี เย็นนี้เขานัดผู้หญิงไว้ที่โรงแรมหรูย่านชานเมือง กะว่าคืนนี้จะจัดเต็มจนถึงเช้าเลยทีเดียว
ชายหนุ่มออกจากบ้านในเวลาหนึ่งทุ่ม กะเวลาให้ถึงโรงแรมสองทุ่มตามเวลาที่นัด
ผู้หญิงที่นัดมาวันนี้เขาเป็นคนเลือกจากรูปทั้งหมดที่โมเดลลิ่งแห่งหนึ่งส่งมาให้ เลือกคนที่มีรูปร่างและลักษณะใกล้เคียงกับผู้หญิงที่อยู่บนปกนิยายมากที่สุด
แต่แล้วทุกอย่างมันก็พังไม่เป็นท่า ไม่ว่าเด็กที่เรียกมาจะพยายามมากแค่ไหนทุกอย่างก็ไม่เป็นผล สุดท้ายกวีวัธน์ก็เลยจ่ายค่าเสียเวลาบวกกับค่าปิดปากให้กับผู้หญิงคนนั้นอีกจำนวนหนึ่ง
เขาขับรถกลับมาถึงบ้านในเวลาตีหนึ่ง สายตาคมมองไปทั่วห้องหวังว่าวันนี้ป้าอุ่นจะลืมหนังสือไว้อย่างเดิม
แล้วเขาก็ถอนหายใจเมื่อหาจนทั่วก็ไม่เจอหนังสือเล่มนั้น เขาจำได้ว่าป้าอิ่มพูดถึงเพจนักเขียนที่ชื่อพริบพราว ชายหนุ่มหยิบไอแพดขึ้นมาค้นหาจนเจอเพจที่ว่า
นับว่าเป็นเรื่องดีที่หนังสือของพริบพราวมีแบบอีบุ๊กด้วย แต่กวีวัธน์ก็รู้สึกผิดหวังเพราะเล่มที่เขาอ่านเมื่อวานไม่มีจำหน่ายในรูปแบบอีบุ๊ก แต่ก็ยังดีที่มีเล่มอื่นให้อ่านบ้าง
ความรู้สึกตื่นเต้นเหมือนเมื่อวานกลับมาอีกครั้ง แต่เพราะเป็นเวลาดึกมากแล้วเขาเลยต้องช่วยตัวเองไปก่อน และวางแผนไว้ว่าพรุ่งนี้จะเรียกเด็กมาอีกสักครั้งและจะไม่ลืมเอาไอแพดไปด้วยอย่างแน่นอน
“พี่วัธน์ขา น้องเอยรออยู่นะคะ”
เสียงหวานของน้องเอยปลุกชายหนุ่มที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ ให้หันมามองหน้าเธออีกครั้ง เมื่อครู่เธอทำให้เขาได้ปลดปล่อยไปแล้วด้วยปากเล็กๆ ของเธอ และมันถึงเวลาที่เขาควรจะเดินหน้าต่อ แต่แล้วเจ้าน้องชายของเขากลับไม่ให้ความร่วมมือเลยสักนิด
“ขอโทษนะครับ น้องเอย พอดีพี่นึกได้ว่ามีธุระด่วน”
“พี่วัธน์จะมาทิ้งกันไว้อย่างนี้ไม่ได้นะคะ” หญิงสาวออดอ้อนด้วยเสียงหวานพลางเข้ามาเบียดกายนุ่มกับท่อนเอ็นที่หลับใหลไปแล้วอย่างยั่วยวน
“ไม่ต้องกังวลนะครับ เดี๋ยวจ่ายพิเศษให้ พี่ต้องไปจริงๆ ครับ”
เอาโอนเงินให้กับเด็กสาวตามราคาที่โมเดลลิ่งแจ้งบวกกับค่าเสียเวลาอีกเท่าตัว ก่อนที่จะรีบสวมเสื้อผ้าแล้วกลับออกมาอย่างคนหัวเสีย
เมื่อครู่ที่เขาได้ปลดปล่อยมันไม่ใช่เพราะเธอทำให้เขามีความสุข แต่เพราะตอนนั้นเขาเพิ่งอ่านนิยายอีโรติกก่อนที่เธอจะเข้ามาหา
กวีวัธน์ไม่รู้ว่าอาการที่เป็นอยู่นี้มันเพราะอะไร ทำไมเขาถึงมีอารมณ์กับการอ่านหนังสือเท่านั้น
ชายหนุ่มรีบโทรศัพท์ไปปรึกษากับอิศเรศโดยไม่สนใจว่าเวลานี้เจ้าตัวจะกำลังพักผ่อนอยู่หรือเปล่า
“เรื่องด่วนเหรอวัธน์โทรมาดึกเลยนะ”
“ขอเวลาคุยด้วยหน่อยว่างไหม”
“ว่างแค่ครึ่งชั่วโมงนะคุยมาเลย”
กวีวัธน์เล่าอาการของตัวเองให้กับเพื่อนฟังอย่างไม่มีอะไรต้องอาย ทางด้านอิศเรศฟังแล้วก็ทั้งสงสารและทั้งขำที่เพื่อนของตัวเองกลายเป็นคนมีอารมณ์ตอนอ่านนิยายแต่พอขึ้นเตียงจริงๆ กลับปลุกเจ้าน้องชายไม่ขึ้น
“ฉันว่านายน่าจะลองไปเจอนักเขียนคนนี้ดูนะ เผื่อว่าเธอจะช่วยนายได้”
“จะให้ฉันเดินไปบอกเขายังไง คุณช่วยผมหน่อยนกเขาผมไม่ขันแต่มันขันตอนอ่านนิยายของคุณ เขาได้หาว่าฉันเป็นบ้าน่ะสิ”
“ไม่ต้องทำขนาดนั้นหรอก ก็แค่ไปคุยด้วยตีสนิท จากนั้นก็ลองถามว่าเธอไปเอาเรื่องราวจากไหนถึงเขียนได้ดีขนาดนั้น”
“มันน่าอายจะตาย”
“ลองก่อนน่า บางทีนักเขียนเขาก็มีข้อมูลดี ๆ เยอะ ไม่ได้บอกให้ไปนอนกับเขาสักหน่อยแค่ไปลองคุยด้วย”
“ฉันไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร เห็นแค่นามปากกากับเพจที่เขาคุยกับแฟนคลับของเขา”
“มันจะยากอะไรถามญาดาสิ” อิศเรศหมายถึงลูกพี่ลูกน้องของเขาที่ทำงานเป็นบรรณาธิการอยู่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง
“นั้นสิ ลืมนึกไปเลย ขอบใจนะเดี๋ยวจะลองโทรถามยายดาดู”
พอวางสายจากเพื่อนไปแล้วเขาก็โทรศัพท์ไปหาญาติผู้น้องทันที
“พี่วัธน์คะ มันใช่เวลาไหม ดาจะนอนแล้วโทรมาอะไรตอนนี้”
“พี่มีเรื่องจะถาม ขอเวลาแค่ 5 นาที”
“เรื่องอะไรถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญนะน่าดู”
“สำคัญสิ มากด้วยถ้าดาช่วยพี่ สิ้นปีนี้เตรียมแพ็กกระเป๋าไปทัวร์ยุโรปได้เลย แถมพ็อกเก็ตมันนี่อีกให้อีกด้วย”
เมื่อได้ยินข้อเสนอคนปลายสายก็ตาโตทันที แต่พอได้ยินว่าชายหนุ่มต้องการอะไรเธอก็ไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่
“พี่วัธน์ ดาไม่รู้ว่าพี่อยากจะเอาข้อมูลนักเขียนไปทำไม”
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอกน่า พี่ก็แค่อยากรู้จัก พี่อ่านงานของเขาแล้วมันสนุกดี ป้าอุ่นก็เป็นแฟนคลับของเขา พี่ก็เลยอยากรู้จักเผื่อจะได้พาป้าอุ่นไปเจอตัวจริง”
“ให้ป้าอุ่นมาหาดาก็ได้ เดี๋ยวดาแนะนำให้รู้จักเองนะคะ”
“พูดแบบนี้แสดงว่าดาจะไม่ช่วยพี่”
“เหตุผลของพี่มันดูไม่ค่อยเมคเซ้นส์เท่าไหร่”
“พี่รู้ว่ามันไม่เมคเซ้นส์แต่เชื่อเถอะพี่อยากเจอเธอจริง ๆ อยากรู้จัก”
“จะจีบเธอเหรอคะ ดาบอกก่อนเลยรุ่นน้องคนนี้นิสัยดีและสวยมากถ้าพี่วัธน์คิดจะควงเล่นๆ อย่าหวังเลยว่าดาจะช่วย”
“พี่ไม่คิดอะไรแบบนั้นเลย ดาก็รู้ว่าพี่เพิ่งผิดหวังเรื่องความรักมานะ พี่ไม่อยากกลับไปเป็นแบบเดิมอีกแล้ว”
“หมายถึงจะอยู่เป็นโสดแบบนี้ตลอดเหรอคะ”
“เป็นโสดก็ดีไม่ใช่เหรอ”
“ดีตรงไหนคะ”
“ถ้าไม่ดีแล้วดาจะโสดมาจนถึงตอนนี้เหรอ” คนพูดหัวเราะร่วนเพราะเขาไม่เคยเห็นญาดามีแฟนเลยสักคน
“พูดแบบนี้ไม่อยากจะช่วยแล้ว”
“โอ๋ๆ คนเก่ง พี่ขอโทษ บอกมาเถอะนะว่าเธอเป็นใคร”
“ดาบอกพี่ก็ได้แต่สัญญาก่อนว่าจะไม่ทำอันตรายเธอจะไม่คุกคามเธอ”
“สัญญาเลยว่าแต่เธอสนิทกับดามากไหม”
“ค่ะ พราวเป็นเพื่อนรุ่นน้องของดา”
เมื่อได้คำตอบแล้วกวีวัธน์ก็รู้สึกว่าเรื่องมันง่ายกว่าที่คิด ถ้าเธอเป็นเพื่อนของญาดาเขากับเธอก็คงจะคุยกันได้ไม่ยาก
“นัดให้พี่หน่อยได้ไหม”
“ช่วงนี้ดาไม่ว่างเลยค่ะ แล้วพราวก็กำลังยุ่งเรื่องต้นฉบับอยู่ด้วย”
“งั้นพี่จะเจอเธอได้ตอนไหน”
“คงอีกสักพัก แต่ถ้าพี่รอไม่ไหวก็ติดตามเพจเธอไปก่อน”
“พี่ติดตามอยู่แต่ก็ไม่เห็นมีรูปหรือข้อมูลส่วนตัวเลย”
“ลองเข้าไปหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวสิ เดี๋ยวดาส่งลิงก์ให้”
“ขอบใจมาก”
พอวางสายจากญาดาแล้วเขาก็ส่งคำขอเป็นเพื่อนไป รอไม่นานฝ่ายนั้นก็กดรับเป็นเพื่อนคงเพราะเห็นว่ามีเพื่อนร่วมกันคือญาดาและรูปไปรไฟล์ที่เขาใช้ก็เป็นรูปหนังสือนิยายเล่มแรกของเธอ ซึ่งวันนั้นเขาถ่ายของป้าอุ่นเก็บไว้
กวีวัธน์ลังเลว่าจะทักทายเธอแล้วนัดเจอกับเธอเลยดีไหม แต่แล้วก็คิดว่ามันคงเร็วเกินไป เขาอยากทำความรู้จักกับเธออีกสักหน่อย
เขายอมรับตามตรงเลยว่านักเขียนที่ใช้นามปากกว่าว่าพริบพราวนั้นดูมีเสน่ห์และน่าค้นหา เขามองรูปถ่ายของเธออย่างไม่รู้เบื่อ มองใบหน้าเรียวรูปไข่ ดวงตากลมโต ริมฝีปากอิ่ม และอดคิดไม่ได้ว่ามันจะรู้สึกดีแค่ไหนถ้าได้อยู่ใกล้ๆ สัมผัสปากอิ่มนั้น เพียงแค่คิดเลือดในการก็สูบฉีด อะไรที่เคยหลับใหลก็เหมือนมีแรงกระตุ้น กวีวัธน์ชักไม่แน่ใจแล้วว่าตอนนี้ตัวเองเป็นอะไรกันแน่ เมื่อหัวค่ำมีหญิงสาวหุ่นเย้ายวนอยู่ตรงหน้าแต่กลับไม่รู้สึกอะไร แต่พอเห็นรูปคุณนักเขียนเขากลับรู้สึกถึงเรื่องอย่างว่าจนต้องพาตัวเองไปจัดการในห้องน้ำอีกครั้ง เรื่องนี้กวีวัธน์คงไม่กล้าเล่าให้ใครฟังเพราะมันน่าอายเกินกว่าที่จะให้ใครรู้ ชายหนุ่มรู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองเหมือนคนโรคจิตไปทีละนิด
และคืนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งคืนที่ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่นอนหลับไปพร้อมกับนิยายของนักเขียนที่ชื่อพริบพราว
ชีวิตประจำวันของกวีวัธน์ไม่มีอะไรมาก ตื่นเช้าไปทำงาน ตกเย็นก็กลับบ้าน บางครั้งก็นัดสังสรรค์เพื่อนบ้างแล้วแต่ว่าใครจะว่างมานั่งดื่มกับเขาด้วย
ถ้าเป็นแต่ก่อนพอเลิกงานเขาก็จะออกไปทานข้าว ดูหนังฟังเพลงกับพรลภัสชีวิตช่วงนั้นมีความสุขจนไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะต้องเลิกกันไปแบบนี้
เรื่องแฟนสาวนอกใจเขาเองก็พอรู้อยู่บ้างแต่คิดว่าคงเป็นแค่ข่าวลือ เพราะเธอเป็นคนมีเสน่ห์และมีเพื่อนมาก จึงไม่ได้ระแวงเลยว่าหนึ่งในเพื่อนที่เธอไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ จะเปลี่ยนสถานะมาเป็นคู่นอนของเธอในวันที่เขาบอกว่าติดงานและไปหาเธอไม่ได้
เพราะความรักที่ผิดหวังทำให้กวีวัธน์ไม่คิดจะคบกับใครอีกแล้ว อยากทุ่มเทให้กับงานอย่างเต็มที่มากกว่า
ชายหนุ่มเป็นรองประธานบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นบริษัทของครอบครัว ซึ่งมีทั้งคอนโดมิเนียมหรู โครงการหมู่บ้านจัดสรรรวมไปถึงไปถึงที่ดินเปล่าอีกจำนวนมากที่บริษัทของเขาถือครองอยู่
“บอสอ่านนิยายด้วยเหรอคะ” ณิชามนเลขาสาวที่ทำงานกับเขามาสี่ปีถามด้วยความสงสัย เพราะปกติภาพที่ปรากฏบนหน้าจอไอแพดของเจ้านายจะเป็นกราฟหุ้นหรือไม่ก็ข่าวในแวดวงธุรกิจเท่านั้น
“ไม่เชิงครับ ช่วงนี้ผมเครียด ป้าอุ่นก็เลยแนะนำให้อ่านอะไรที่เบาสมอง” ชายหนุ่มแอบขอโทษป้าอุ่นอยู่ในใจที่เอาชื่อมาอ้าง
“อ้อ นินึกว่าบอสชอบอ่านงานของคุณพริบพราว”
“คุณก็อ่านงานของเธอเหรอครับ”
“ก็ต้องอ่านสิคะ ถ้าไม่อ่านเดี๋ยวเจ้าตัวก็จะงอนเอา”
“หือ” บอสหนุ่มเลิกคิ้วอย่างสงสัย
“เธอเป็นเพื่อนนิค่ะ”
“อ้อ เหรอครับ”
“ค่ะ ถ้าป้าอุ่นของบอสอยากได้ลายเซ็นก็บอกนะคะ ฝากหนังสือมาให้ก็ได้ค่ะ”
“เดี๋ยวผมจะบอกป้าอุ่นให้นะครับ แกคงดีใจ”
“แล้วบอสล่ะคะ ไม่อยากรู้จักเพื่อนของนิบ้างเหรอคะ” เพราะเห็นว่าบอสเพิ่งโสดและเพื่อนตัวเองก็โสด ณิชามนเลยแอบจับคู่ให้เสียเลย
กวีวัธน์ไม่ได้ตอบเลขาสาวเพราะไม่อยากให้เธอรู้ว่าตัวเองกำลังสนใจนักเขียนคนนี้อยู่ ถ้าใกล้ตัวมากเกินไปก็กลัวความลับของตัวเองจะไม่เป็นความลับอีกต่อไป