1
น้องสาวเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด
พรธีรา เกษมฤกษ์ สาวน้อยวัยยี่สิบสองปี เธอเป็นน้องสาวของพัสวี ศัตรูหัวใจหมายเลขหนึ่งของเขา นวินนั่งคลึงแก้วไวน์ทรงสูงก่อนยกขึ้นจิบ สายตาไม่ยอมละไปจากสาวน้อยตรงหน้า เขายังจำได้ดีถึงความเจ็บปวดที่พัสวีทำไว้กับเขา เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดมันเป็นแบบนี้นี่เอง ความจริงเขาสมควรลืมเรื่องนี้ไปได้แล้ว เรื่องมันเกิดนานผ่านมาตั้งห้าปี แต่พอได้เห็นหน้าของผู้หญิงที่พัสวีหวงนักหวงหนา ความแค้นที่ถูกฝังรากลึกดันพุ่งปรี๊ดขึ้นมาในทันที แค่คิดเล่น ๆ หากเขาได้แอ้มน้องสาวของพัสวีแล้วเขี่ยทิ้งอย่างไร้เยื่อใย คงจะสาแก่ใจอยู่ไม่น้อย ทำไมความรู้สึกแค้นใจนี้ มันถึงได้อัดแน่นจนอยากจะระบายออกมาเร็ว ๆ
สิ่งที่กระตุ้นความแค้นของนวินอีกเรื่องหนึ่ง คือข่าวการหมั้นของพัสวีกับกานต์สินีอดีตคนรักของเขานั่นเอง นวินคงไม่แค้นขนาดนี้หากทั้งคู่ไม่แอบขึ้นเตียงกัน ระหว่างที่กานต์สินียังคบกับเขาอยู่ขณะเรียนอยู่ในต่างประเทศ และถูกเขาจับได้คาหนังคาเขาบนเตียงนอนของพัสวี นั่นแหละคือจุดแตกหักของคำว่าเพื่อนรัก นวินอัดคนหักหลังจนกระอักเลือดในวันนั้น
เพียะ !
กานต์สินีเข้ามาขวางไว้พร้อมกับตบหน้าเขา ตามมาด้วยคำพูดด่าทอที่เขาฟังแล้วเจ็บร้าวไปทั้งหัวใจ
‘ก็เพราะกันต์เป็นแบบนี้ไง ฝ้ายถึงไม่รักกันต์แล้ว เอะอะก็เอาแต่กำลังเข้าแก้ปัญหา ไม่มีความเป็นผู้ใหญ่เลย’
‘แล้วการแก้ผ้าขึ้นเตียงกับเพื่อนของผมนี่ มีเหตุผลมากเลยใช่ไหมฝ้าย เป็นผู้ใหญ่มากเลยล่ะสิ !’
‘ฝ้ายไม่ได้รักกันต์แล้ว’
‘ไม่ได้รักอย่างนั้นเหรอฝ้าย แล้วมันยากนักเหรอกับการบอกเลิก แกก็เหมือนกันไอ้เอื้อ แกทำได้ยังไงเลวชาติทั้งคู่’
‘พอแล้ว ! กันต์กลับไปได้แล้วระหว่างเรามันจบแล้ว’
ตอนนั้นนวินรู้สึกหน้าชาไปหมด เขาถูกทั้งคู่หักหลังอย่างเลือดเย็น ไม่เท่านั้นคนในมหาวิทยาลัยก็รู้เรื่องนี้ ทั้งหมดต่างมองเขาด้วยสายตาเยาะเย้ย เพราะเขาทะนงตัวว่ารูปหล่อพ่อรวย สวยคนไหนก็ต้องสยบแทบเท้า แต่พอถูกแฟนสาวนอกใจเลยกลายเป็นประเด็นขำขันประจำสัปดาห์ไป นวินจำได้ว่าตอนนั้นเขาเสียใจมากขนาดไหน ถึงขั้นนอนกับสาวที่มาอ่อยเป็นว่าเล่น เพื่อที่จะได้ให้ลืมความเจ็บปวดจากเรื่องที่เกิดขึ้น
เขาทำตัวเหลวไหลแบบนั้นอยู่เกือบครึ่งปี กว่าจะกลับมาเป็นนวินคนเดิมได้ โดยที่เพื่อนรักทั้งสองไม่ได้สนใจดูดำดูดีเขาเลย เรื่องมันควรจะจบแล้วถ้าเขาไม่บังเอิญเห็นข่าวการหมั้นของทั้งคู่ในวันนี้ และได้เห็นหน้าน้องสาวสุดที่รักของพัสวีในไม่กี่ชั่วโมงถัดมา
‘นั่นน้องเอยน้องสาวฉันห้ามแกแตะ’
‘หวงอะไรขนาดนั้น’
ในอดีตนั้นพัสวีเคยเอารูปน้องสาวมาให้กานต์สินีดู แต่ไม่ว่ายังไงก็ไม่ยอมให้เขาดูเด็ดขาด นวินไม่เคยได้เห็นหน้าของน้องสาวพัสวีสักครั้ง เพราะเจ้าตัวแอบซ่อนไม่ให้เขาได้เห็น จนมาวันนี้วันที่นวินมาติดต่อเรื่องเอกสารราชการ และเจ้าหน้าที่ก็เรียกชื่อหนึ่งออกมา
‘คุณพรธีรา เกษมฤกษ์ เชิญที่ห้องเบอร์สองค่ะ’
วินาทีแรกที่เขาได้เห็นหน้าสาวน้อยคนนี้ ดวงตาของนวินก็ฉายแววกร้าวออกมา แม่สาวน้อยหน้าหวานนัยน์ตากลมโต ผมดัดลอนใหญ่สีน้ำตาลอ่อนถูกปล่อยสยายยาวลงกลางหลัง ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อพวกแก้มใส ๆ สวมเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนขายาวเข้ารูป ทำให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งได้อย่างชัดเจน ความอรชรอ้อนแอ้นของผู้หญิงคนนี้ เหมาะแก่การแก้แค้นของเขายิ่งนัก
เขาตามพรธีราออกมาจากสำนักงานเขต จนกระทั่งมาถึงร้านอาหารแห่งนี้ หญิงสาวมากับเพื่อนคนหนึ่งซึ่งดูสนิทสนมกันเป็นอย่างดี ทั้งคู่นั่งอยู่ในร้านราวสี่สิบนาทีคนเป็นเพื่อนก็ลุกขึ้นเดินจากไปก่อน เหลือไว้แค่พรธีราเพียงลำพัง สักพักหนึ่งหญิงสาวก็เรียกพนักงานมาคิดเงิน เขาจึงรีบเรียกพนักงานมาคิดเงินที่โต๊ะของเขาตามในทันที
หญิงสาวขับรถออกมาได้สักระยะหนึ่ง ก่อนจะเลี้ยวเข้าซอยแคบ ๆ เป็นจังหวะเดียวกับที่นวินตัดสินใจเหยียบคันเร่งแล้วเสยท้ายหญิงสาวเข้าให้
โครม !
พรธีราตกใจเมื่อถูกชนท้ายเข้าอย่างจัง แต่ก็ยังตั้งสติเหยียบเบรกเอาไว้ได้ทัน หญิงสาวรีบจอดรถแล้วลงไปดูอย่างรวดเร็ว พบเจ้าของรถคันสุดหรูเปิดประตูออกมา หญิงสาวตกตะลึงเล็กน้อยกับความหล่อเหลาของเขา แค่เสื้อโปโลสีน้ำเงินกับกางเกงลำลองห้าส่วน ทำไมถึงทำให้เขาดูดีน่ามองขนาดนี้ได้ รีบสลัดความคิดชื่นชมนี้ทิ้งก่อน แล้วหันมาสนใจกับการถูกชนท้ายรถของตนเองแทน
“ผมขอโทษครับผมไม่ทันมอง” คนพูดยกแว่นตาสีชาคาดไว้เหนือศีรษะ เผยให้เห็นดวงตาคู่คมจมูกโด่งเป็นสันรับกับโครงหน้าฉบับผู้ชายไทยแท้
“ไม่ทันมองเหรอคะ” พรธีราทวนคำพูดของเขาเบา ๆ
“ครับเดี๋ยวผมรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมดเองนะครับรถผมมีประกันชั้นหนึ่ง” นวินรีบแสดงความรับผิดชอบในทันที
พรธีราแอบยิ้มในใจรถหรูขนาดนี้ไม่มีก็แปลกแล้ว หญิงสาวถอนหายใจเล็กน้อย แต่ดูจากสภาพก็ไม่ได้เสียหายเท่าไร แค่ท้ายบุบนิดหน่อย แต่สภาพไฟท้ายห้อยต่องแต่งแบบนี้เธอจะขับไปยังไงได้ แล้วทำไมรถของเขาถึงแทบไม่บุบสลายตรงไหนเลยแปลกจริง
“คุณพอจะมีนามบัตรหรือว่าเบอร์โทรติดต่อไหมครับเอาไว้ให้ประกันของผมติดต่อไป”
“นามบัตรฉันไม่มีหรอกค่ะ คุณเอาเบอร์โทรไปก็แล้วกัน ฉันชื่อพรธีราค่ะคุณล่ะคะ” หญิงสาวแนะนำตัวเองเพื่อที่จะได้ติดต่อกันสะดวก
“ได้ครับผมเองก็ไม่ค่อยได้พกนามบัตรติดกระเป๋านานแล้วเหมือนกัน ผมนวินครับ” ชายหนุ่มยิ้มให้หญิงสาวอย่างเป็นมิตร
ทั้งคู่ต่างแลกหมายเลขโทรศัพท์กัน จากนั้นพรธีราก็ขับรถเข้าแอบไว้ข้างทาง พร้อมยืนรอเรียกรถแท็กซี่เพื่อไปทำธุระที่โรงแรมแห่งหนึ่ง
“ให้ผมไปส่งไหมครับดูคุณพรธีรา ดูเหมือนคุณจะมีธุระเร่งด่วนอยู่นะครับ ผมว่าแถวนี้เรียกแท็กซี่ยากเหมือนกันนะครับ” คนหวังดีเปิดกระจกลงมาชวนหญิงสาว สายตาก็มองไปรอบ ๆ คล้ายเป็นห่วงคนที่ยืนรอแท็กซี่เพียงลำพัง
พรธีราลังเลเล็กน้อยแต่งานของเธอก็ด่วนอยู่เหมือนกัน ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูใกล้ได้เวลาเปิดงานแล้วด้วย อีกอย่างซอยนี้เป็นทางลัดรถแท็กซี่คงหายากอย่างที่เขาว่าจริง ๆ หญิงสาวคิดครู่หนึ่งก่อนตอบตกลงเขาออกไป
“ดีเหมือนกันค่ะ รบกวนคุณนวินขับไปส่งที่โรงแรมบีให้หน่อยนะคะพอดีมีงานที่นั่นค่ะ”
“ได้สิครับขึ้นมาเลย”
หญิงสาวก้าวขึ้นไปนั่งด้านข้างคนขับ ไม่ใช่ว่าไม่เคยนั่งรถหรู บ้านเธอก็มีหลายคันอยู่เหมือนกัน แต่เธอเป็นประเภทไม่ชอบให้คนมามอง รถแบบนี้เรียกสายตาผู้คนมากเกินไป
“ขอโทษนะครับคุณพรธีรา” นวินบอกแล้วเอื้อมมือไปดึงสายคาดเข็มขัดนิรภัยจัดการคาดให้หญิงสาวด้วยตัวเอง
พรธีราเกิดมาไม่เคยเจอใครดึงสายคาดให้แบบนี้ หญิงสาวออกอาการตะลึงไปเล็กน้อย ปลายจมูกเขาเฉียดหน้าเธอไปแค่ไม่กี่นิ้ว ทำให้ต้องนั่งตัวแข็งทื่อหลังชิดเบาะให้มากที่สุด กลิ่นน้ำหอมผู้ชายอ่อน ๆ จากตัวเขา ทำให้หญิงสาวรู้สึกหัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
เธอคิดมากไปหรือเปล่า ทำไมการคาดเข็มขัดนิรภัยของเขาถึงได้ใช้เวลานานเป็นพิเศษ แถมหน้าเขาก็ใกล้หน้าเธอจนเกินเหตุ
กริ๊ก
“เสร็จแล้วครับ” เขาบอกก่อนขยับกลับไปนั่งตัวตรงหลังพวงมาลัยเหมือนเดิม
“ขอบคุณค่ะ” เมื่อครู่นี้เรียกว่าแทบจะกลั้นลมหายใจกันเลยทีเดียว พรธีราค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก เมื่อเห็นเขาหันไปสนใจการขับรถ
“ผมขอโทษอีกครั้งนะครับคุณพรธีรา เรื่องที่ขับรถชนท้ายรถคุณ ทำให้คุณต้องเสียเวลาแบบนี้ด้วย ผมนี่มันแย่จริง ๆ เลย” คนขับหันมาบอกด้วยสีหน้าของคนรู้สึกผิดจริง ๆ
“ไม่เป็นไรค่ะคุณนวิน มันเป็นอุบัติเหตุนี่คะ”
“ครับมันเป็นอุบัติเหตุ” ‘ซะเมื่อไหร่’ นวินอมยิ้มนิด ๆ หน้ามองตรงไปที่ถนน ส่วนมือประคองพวงมาลัยให้มั่น ในใจคิดไปต่าง ๆ นานาว่าจะเริ่มต้นแก้แค้นตรงไหนดี
ระหว่างที่พรธีราหันไปมองด้านข้างของถนน เขาก็แอบยื่นมือไปทำบางอย่างตรงหน้า หญิงสาวเองก็ไม่ทันได้สังเกตเห็น สักหนึ่งเขาเห็นคนด้านข้างยกมือขึ้นกอดอกเอาไว้แน่น ๆ
“คุณพรธีราหนาวเหรอครับ”
“นิดหน่อยค่ะ” พรธีราหันมาตอบเขาเหมือนคนเกรงใจ
“พอดีผมอยู่เมืองนอกมานานชินกับอากาศเย็น ๆ น่ะครับ ด้านหลังผมมีเสื้อคลุมอยู่นะครับเอามาคลุมก่อนได้” คนพูดผินหน้าไปเบาะหลังที่มีสูทของเขาแขวนอยู่
‘ใจดีจริงพ่อคุณหรี่แอร์ก็จบไหม’ พรธีรายิ้มให้เขาบาง ๆ ไม่กล้าพูดตรง ๆ ออกไป
“หยิบมาสวมเลยก็ได้ครับ ผมซักเรียบร้อยแล้ว” เขายังเอ่ยต่อพร้อมกับรอยยิ้มแสนอบอุ่น
คนเห็นถึงกับหัวใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว พรธีราไม่เคยพบเจอใคร ที่มองเธอด้วยสายตาแบบนี้มาก่อนเลย เขามองเหมือนจะดึงเธอเข้าไปอยู่ในดวงตาของเขาได้ ช่างมีพลังดึงดูดร้ายแรงเหลือเกิน
“เอ่อ ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวเอื้อมมือไปหยิบเสื้อสูทของเขามาคลุมตัวเองไว้ กลิ่นน้ำหอมของผู้ชายเตะจมูกเธอเข้าอย่างจัง เขาบอกซักแล้วแต่เขาคงไม่ได้บอกว่าเขาสวมแล้วเหมือนกัน ความรู้สึกกระดากอายเล่นงานเข้าอย่างจัง พวงแก้มแดงระเรื่อขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
นวินเห็นแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้ แค่เอาสูทเขาไปคลุมตัวยังหน้าแดงขนาดนี้ อ่อนต่อโลกหรือยังไงกัน แต่ถ้าเป็นแบบนั้นก็คงจีบง่ายน่าดู
“มีงานสำคัญที่นั่นเหรอครับ” เขาถามทั้งที่สายตายังจดจ้องบนท้องถนนตรงหน้า
“คะ เอ่อค่ะ” พรธีรากำลังต่อสู้กับกลิ่นน้ำหอมจากสูทของเขา ทำให้รู้สึกมึนงงกับคำถามของเขาอยู่
“เป็นอะไรครับทำหน้าแปลก ๆ เสื้อผมเหม็นเหรอครับ ผมซักแล้วนะ” นวินหันมาทำหน้ายุ่งใส่หญิงสาว
“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไรเสื้อคุณนวินอุ่นดีค่ะ”
“อุ่นก็ดีครับ”
ฟู่ เสียงลมถูกเป่าออกจากปากของพรธีราเบา ๆ หญิงสาวรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวต่อสายตาของเขา ยิ่งสูทตัวนี้คลุมตัวอยู่แบบนี้รู้สึกเหมือนถูกเขาโอบกอดอยู่ก็ไม่ปาน จะถอดวางไว้ที่เดิมก็เกรงใจเจ้าของที่เอาแต่มองมาอยู่เป็นระยะ หญิงสาวเม้มปากเข้าออกค่อย ๆ หันหน้าออกไปด้านข้างมองผู้คนที่สัญจรไปมาแทน
รถแล่นมาจอดหน้าประตูทางเข้าโรงแรม พรธีราก็นำสูทของเขากลับไปแขวนไว้ที่เดิม
“เอาติดตัวไปด้วยก็ได้นะครับเผื่อข้างในโรงแรมอากาศหนาว” นวินบอกด้วยความหวังดี แววตาประกายระยับส่งยิ้มหวาน ๆ ให้หญิงสาว
“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณที่มาส่งนะคะ”
“ครับ เรื่องรถเดี๋ยวผมติดต่อไปอีกทีนะครับ”
“ได้ค่ะ”
กระจกรถเลื่อนขึ้นอย่างช้า ๆ แต่ก่อนที่จะปิดหมดบาน คนขับก็ส่งรอยยิ้มนัยน์ตาเยิ้ม และขยิบตาข้างหนึ่งให้คนพรธีรา จากนั้นรถก็เคลื่อนตัวออกไปอย่างช้า ๆ
“เฮ้อ” หญิงสาวเกือบจะหายใจไม่ออกกับการกระทำของเขาเมื่อครู่นี้ การอยู่กับผู้ชายคนนี้สองต่อสองในรถทำให้รู้สึกอึดอัดไปหมด เขาดูดีมีเสน่ห์มากมีมากจนน่ากลัว
พรธีรารีบเดินตรงเข้าไปในห้องโถงชั้นสามของโรงแรม ซึ่งมีพี่ชายของเธอยืนรออยู่ก่อนหน้าแล้ว
“มาช้านะน้องเอย” พัสวีถอนหายใจใส่น้องสาวดัง ๆ
“รถเอยถูกเสยท้ายค่ะพี่เอื้อ”
“แล้วน้องเอยเป็นไรมากไหม ไหนพี่ขอดูหน่อย” พัสวีจับน้องสาวหมุนตัวไปมาราวตุ๊กตาไขลาน
“พี่เอื้อคะพอได้แล้วเอยอายคนอื่นเขานะคะ ตัวเอยไม่ได้เป็นอะไรค่ะ ส่วนรถก็ไฟท้ายแตกขับมาไม่ได้เลยจอดเอาไว้บนถนน เรียกประกันไปดูแล้วค่ะ” หญิงสาวรีบบอกก่อนที่เธอจะเวียนหัวจากการถูกพี่ชายหมุนตัวไปมาไม่ยอมหยุด
“แล้วน้องเอยมายังไงล่ะนี่”
“คนขับชนเขาพามาส่งค่ะ”
“คนขับชนพามาส่งรู้จักกันรึก็เปล่า ทำไมไว้ใจขึ้นรถเขามาง่าย ๆ แบบนี้ล่ะน้องเอย มันอันตรายมากรู้ไหม” พัสวีเอ็ดน้องสาวเบา ๆ ด้วยความเป็นห่วง
“เขาไม่ได้อันตรายขนาดค่ะ เอยโตแล้วนะคะพี่เอื้อดูคนออกอยู่ค่ะอย่าทำเหมือนเอยเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ สิคะ”
“โตมากเลยนี่” พัสวีจิ้มแก้มน้องสาวเบา ๆ ไม่ว่าจะโตแค่ไหนพรธีราก็เหมือนเด็กสาวตัวน้อย ๆ ที่เขาคอยถักเปียให้ไปโรงเรียนอยู่ไม่เคยเปลี่ยน
“ว่าแต่งานเริ่มรึยังคะเนี่ย”
“เพิ่งจะเริ่มเองโน่นพิธีกรขึ้นเวทีแล้ว ไปเราไปหาโต๊ะนั่งกันดีกว่า”
“ค่ะ”
สองพี่น้องพากันเดินไปนั่งยังโต๊ะที่ทางผู้จัดงานเตรียมไว้ให้ สักพักหนึ่งก็มีหญิงสาวแสนสวยมานั่งร่วมโต๊ะกับทั้งคู่ด้วย
“สวัสดีค่ะน้องเอย”
“สวัสดีค่ะพี่ฝ้าย” พรธีรายกมือขึ้นไหว้คนรักของพี่ชายอย่างเป็นกันเอง วันนี้กานต์สินีมาในชุดเดรสสีหวานสุดหรู รวบผมขึ้นสูงดูสวยสมวัย เหมาะสมกับพี่ชายของเธอเป็นอย่างมาก
“ขอนั่งร่วมโต๊ะด้วยคนนะคะน้องเอย พี่มาตัวแทนคุณพ่อค่ะ” กานต์สินีบอกแล้วทรุดตัวลงนั่งด้านข้างกับคนรัก ซึ่งพัสวีเลื่อนเก้าอี้ออกรอเธออยู่ก่อนหน้าแล้ว
“พี่ฝ้ายแต่งตัวสวยแบบนี้แปลว่ามีไปต่อกันหลังงานเลิกใช่ไหมคะ”
“รู้ทันนะคะน้องเอย”
สองสาวหัวเราะต่อกระซิกกันอย่างมีความสุข โดยหารู้ไม่ว่ามีชายหนุ่มอีกคน กำลังยืนหน้าบึ้งอยู่ตรงทางเข้างาน นวินสืบไม่ยากว่างานแบบไหนที่พรธีราจะมาที่โรงแรมแห่งนี้ เขาขับรถขึ้นมาจอดชั้นที่มีงานเลย แค่จะแวะมาดูว่าหญิงสาวทำงานเป็นไงบ้าง ไม่คิดว่าจะต้องมาเจอภาพบาดตาบาดใจตรงหน้าเป็นของแถม
‘ไอ้เอื้อฝ้ายมีความสุขกันจริงนะ’
เขากัดฟันกรอดกำหมัดจนแน่น ก่อนจะหันหลังแล้วเดินจากไป ในใจพร้อมจะปะทุออกมาเป็นเสี่ยง ๆ จากความแค้นที่อัดแน่นอยู่เต็มอก
นวินก้าวขึ้นไปนั่งบนรถของตนเอง เขาสตาร์ตเครื่องเปิดแอร์แต่ยังไม่ออกตัว เอื้อมมือไปหยิบสูทตัวที่พรธีราใช้คลุมตัวก่อนหน้า เขาจงใจเปิดแอร์ให้เย็นกว่าปกติเอง เพื่อที่จะได้แสดงความเป็นสุภาพบุรุษมัดใจหญิงสาว อะไรดลใจให้เขายกสูทตัวเองขึ้นดม กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของหญิงสาวยังติดอยู่บนเสื้อของเขา ปะปนไปกับกลิ่นน้ำหอมของเขาเอง ชายหนุ่มยกเสื้อขึ้นใกล้จมูก กดสูดกลิ่นจากเสื้อตัวเองเข้าเต็มปอด ก่อนจะโยนไว้ที่เดิม แล้วหมุนพวงมาลัยออกจากลานจอดรถไป
นวิน อมรศิริวัฒน์ ทายาทเจ้าของธุรกิจน้ำดื่มและผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปส่งออกรายใหญ่ของประเทศ จบการศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยชื่อดังในต่างประเทศ และได้ฝึกงานอยู่ที่นั่นจนอายุได้สามสิบสองปี เขาถึงได้เดินทางกลับมายังประเทศไทย เพราะทางบ้านพร้อมแล้วที่จะยกธุรกิจของครอบครัวให้เขาได้ดูแลต่อ
“ผมยังไม่อยากทำงานเลยครับคุณพ่อคุณแม่ ขอพักผ่อนก่อนสักเดือนสองเดือนได้ไหมครับ” นวินต่อรองกับบุพการีทั้งสองท่าน หลังถูกรบเร้าให้เข้าสำนักงานใหญ่ในทันที ที่กลับถึงบ้านได้เพียงแค่อาทิตย์เดียว
“นั่นสิคะคุณกรฉันว่าลูกก็ดูแลบริษัทเราที่โน่นมาหลายปีแล้วเหมือนกัน กลับมาแบบนี้ให้ได้พักผ่อนไปก่อนก็ดีเหมือนกันนะคะ จะได้ไม่เครียดมากจนเกินไป” นางจินตภาเข้าข้างลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของตนเอง
“คุณก็ตามใจลูกจริง ๆ เลยนะคุณสร้อย” นายภากรหันไปค้อนภรรยาเล็กน้อย
“อ้าวก็ลูกเรานี่คะไม่ให้ตามใจลูกแล้วจะไปตามใจใคร มีอยู่คนเดียวหัวเดียวกระเทียมลีบแบบนี้”
“อย่าเพิ่งทะเลาะกันครับคุณพ่อคุณแม่ ว่าแต่คอนโดที่อยู่แถวสุขุมวิทของผมยังอยู่ไหมครับ” คนเป็นลูกรีบห้ามทัพก่อนเรื่องจะเลยเถิดไปกว่านี้
“ยังอยู่สิทำไมเหรอกันต์จะไปอยู่ที่นั่นแล้วเหรอ ไม่นอนบ้านกับแม่แล้วเหรอลูก” นางจินตนาถามลูกชายด้วยน้ำเสียงน้อยใจ
“เอ่อ คือว่าผม”
“คุณสร้อยคุณนี่ไม่รู้อะไรเลย ลูกเราเป็นผู้ชายนะคุณ” เสียงตะกุกตะกักของคนเป็นลูก ทำให้นายภากรจำต้องเอ่ยออกมาแทน ด้วยเข้าใจในเจตนารมณ์ของลูกชายเป็นอย่างดี
“แม่ล่ะไม่ชอบเลยนะกันต์แบบนี้” ส่วนเป็นคนแม่ได้แต่มองค้อนสองพ่อลูกอย่างเคือง ๆ
“โธ่คุณแม่ครับผมไม่ทำอะไรประเจิดประเจ้อ ให้ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลหรอกครับ”
“แล้วเมื่อไหร่จะเจอคนที่ใช่เสียทีล่ะกันต์ แม่ก็อยากได้ลูกสะใภ้อยากอุ้มหลานแล้วนะ”
“ไม่รู้สิครับก็คนมันไม่ใช่ คุณแม่จะให้ผมทำยังไงล่ะครับ คุณพ่อช่วยผมด้วยครับ” นวินหันไปหาบิดาซึ่งท่านก็เอาแต่ส่ายหน้าไม่ยอมช่วย
“ไม่ต้องมาพูดดีเลยกันต์ แม่ขอนะทำอะไรก็เอาที่เขาเต็มใจจริง ๆ ไม่ใช่ไปหลอกเขามานะ” คนเป็นแม่พูดดักคอลูกชายไว้ก่อน ส่วนคนเป็นลูกได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ ออกมา
“ครับคุณแม่ งั้นผมขอตัวขึ้นบ้านก่อนนะครับ” ก่อนจะถูกทั้งคู่ซักไซ้มากไปกว่านี้ นวินก็ชิงขอตัวขึ้นห้องนอนเสียก่อน
“ทีนี้ล่ะรีบหนีเลยนะ ไปอยากไปไหนก็ไป” นางจินตภาโบกมือไล่กลาย ๆ
นวินได้ทีก็รีบเดินขึ้นบันไดบ้านไป เข้าห้องนอนได้ก็ตรงไปทิ้งตัวลงบนเตียงนอนหนานุ่มแรง ๆ ปิดเปลือกตาลงแล้วใช้ความคิดในบางเรื่องอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดดู ลองกดโทรออกไปหาใครบางคน
“สวัสดีค่ะ” ปลายสายทักทายเสียงหวาน
“สวัสดีครับคุณพรธีราจำผมได้ไหมครับ”
“คะ” อีกฝ่ายยังคงงง ๆ กับคนโทรมา
“ผมนวินที่ขับรถชนรถคุณไงครับ แล้วก็ยังไปส่งคุณที่โรงแรมบีด้วยจำได้ไหมครับ เราแลกเบอร์โทรกันไว้ด้วย” เขาเกรงว่าหญิงสาวจะนึกไม่ออก เลยรีบบอกเสียงเร็วปรื๋อ
“คุณนวินนั่นเอง ประกันแจ้งเรื่องซ่อมมาแล้วเหรอคะ”
“ครับผมจะโทรมาบอกว่าผมให้คนเอารถคุณไปซ่อมเรียบร้อยแล้วนะครับ”
“ขอบคุณมากค่ะ ความจริงไม่ต้องโทรมาบอกตอนนี้ก็ได้นะคะ มันมืดแล้วเอยเกรงใจค่ะ”
“หืม คุณแทนตัวเองว่าเอยเหรอครับน่ารักจัง”
“เอ่อ ขอโทษค่ะพอดีติดปาก”
“แต่ผมชอบนะครับ ต่อไปแทนตัวเองแบบนี้นะครับ ว่าไปแล้วผมก็อายุมากกว่าคุณหลายปีเลยนะครับ ให้เดาคุณคงเพิ่งยี่สิบใช่ไหมครับ” เขาหยอดปลายสายเสียงนุ่มชวนฟัง
“ยี่สิบสองค่ะ”
“นั่นปะไรครับ ผมแก่กว่าคุณตั้งสิบปีเลยนะครับ”
“สิบปีเลยเหรอคะ เท่าพี่ชายเอยเลยค่ะ แต่คุณดูยังหนุ่มแบบเหมือนวัยรุ่นอยู่เลย” พรธีราพูดตามความรู้สึกของตัวเองจริง ๆ เขาดูหนุ่มกว่าอายุมาก
“ผมจะถือว่าเป็นคำชมนะครับน้องเอย”
พรธีราอึ้งไปหลังได้ยิน น้องเอยมีแค่คนสนิทเท่านั้นที่เรียกเธอ ทำไมนวินถึงได้เรียกเธอแบบนี้ได้
“เอ่อ คือชื่อนั้น”
“คุณพรธีราเป็นน้องผมสิบปีนะครับ ผมเรียกน้องเอยนี่เหมาะสมที่สุดแล้วครับ” นวินเอ่ยคล้ายตัดสินใจเองเสร็จสรรพ ใจจริงเขาชอบคำว่าน้องเอยมากเป็นพิเศษ เพราะพัสวีเรียกชื่อนี้ด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปจากปกติ จะดูหวงแหนและเต็มไปด้วยความรัก
“อ๋อค่ะ” หญิงสาวจำต้องยอมรับอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ผมโทรมารบกวนน้องเอยหรือเปล่าครับ” น้ำเสียงนุ่มทุ้มของเขาเหมือนคนกำลังอมยิ้มอยู่บนหน้า แววตาคงยิ้มไปด้วยแน่ ๆ หญิงสาวได้ยินแล้วพลอยรู้สึกอบอุ่นตามไปด้วย
“ไม่รบกวนค่ะ เอยเพิ่งอาบน้ำเสร็จพอดีกำลังจะเป่าผมคุณก็โทรเข้ามาก่อน”
“ไม่เอาสิครับไม่เรียกคุณดูห่างเหินกันจัง เรียกพี่กันต์ได้ไหมครับ” เขาพูดเหมือนอ้อน
“พี่กันต์เหรอคะ” พรธีรารู้สึกว่าเขาจะรุกหนักจนเกินไป
“แบบนั้นแหละครับถูกแล้ว ผมฟังแล้วรู้สึกดีจัง”
“ได้ค่ะพี่กันต์งั้นถ้าไม่มีธุระอะไรแล้ว เอยขอเป่าผมต่อนะคะ” สุดท้ายเธอก็พ่ายแพ้ให้กับคนปากหวานอย่างเขา ก่อนจะรีบตัดบทเกรงว่าจะยาวไปกว่านี้ อย่างไรเสียเขาคือคนที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่ถึงวันด้วยซ้ำ จะยอมสนิทสนมด้วยง่าย ๆ ก็เร็วเกินไป
“ครับฝันดีนะครับน้องเอย”
พรธีราหน้าแดงระเรื่อขึ้นหลังวางสาย ก่อนจะพวงแก้มร้อนเห่อตามมา นี่เธอกำลังจะถูกหนุ่มหล่อคนนี้ตามจีบอยู่เหรอ แค่คิดหัวใจก็เต้นแรงขึ้นตามความรู้สึก ก่อนจะรีบสะบัดศีรษะเพื่อไล่ความสับสนนี้ออกไป
“ไม่ใช่หรอก ๆ”