ฉันกลอกตามองบนใส่ตัวเองในกระจก ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าตัวเองจะแต่งตัวเปิดเผยยั่วยวนได้ขนาดนี้ แต่ฉันก็ไม่มีทางเลือกนี่นา
ฉันแต่งงานกับเหอซวี่มาได้สองปีแล้ว วันนี้ ก็เป็นวันฉลองครบรอบวันแต่งงานของเราทั้งคู่ ตลอดสองปีมานี้ เขาไม่ค่อยมีอารมณ์ที่จะมีอะไรกับฉันเท่าไหร่นัก ถ้าฉันไม่เป็นฝ่ายเข้าหาเขาก่อน ฉันกลัวว่า สักวันนึง ฉันจะต้องเสียเขาไป คืนนี้ฉันจึงตัดสินใจที่จะลงทุนทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะใจของเขาให้ได้
วินาทีต่อมา ฉันก็ได้ยินเสียงดับเครื่องยนต์รถดังมาจากหน้าต่าง
ฉันจึงถอดเสื้อคลุมออก แล้วเดินออกจากห้องในชุดกระโปรงสลิปสีแดง
“ฉันคิดถึงคุณมากเลยค่ะ ที่รัก” ฉันเอื้อมมือไปโอบรอบคอของเขาแล้วบรรจงจูบที่ริมฝีปากของเขา
เหอซวี่กลับผลักฉันออก ก่อนจะเหลือบมองมาทีฉัน ฉันรู้สึกได้ว่า เขาเคลิบเคลิ้มไปชั่วครู่
ฉันเลยแอบดีใจขึ้นมา ที่ฉันทำแบบนี้ เขาคงชอบสินะ
“ทำไมต้องแต่งตัวแบบนี้ล่ะ?”
เขาถามขึ้นขณะที่กำลังเดินไปนั่งที่โซฟา
“ที่รัก คุณจำได้ไหมคะว่า วันนี้วันอะไร?” ฉันถามแบบลองชิง หลังจากที่นั่งลงข้าง ๆ เขา
เหอซวี่อึ้งไปครู่นึง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเฉยเมยว่า “วันอะไรเหรอ?“
ความผิดหวังแวบเข้ามาในใจของฉัน แต่ฉันก็ยังฝืนยิ้ม
“ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอกค่ะ ฉันแค่ล้อเล่นน่ะ“ ฉันเอนตัวเข้าไปซบในอ้อมแขนของเขา สอดมือเข้าไปในเสื้อ ลูบไล้หน้าอกของเขา “คุณอยากจะไปอาบน้ำมั้ยคะ ที่รัก ฉันจะไปเตรียมน้ำให้ค่ะ”
“ไม่ต้องหรอกจ้ะ ถ้าไม่มีอะไร ผมขอไปพักสักก่อนนะ”
จากนั้นเขาก็ผลักฉันออกไปแล้วเดินไปยังห้องหนังสือ
ฉันได้แต่นั่งนิ่ง ๆ อยู่บนโซฟา พลางกำหมัดแน่นจนรู้สึกเจ็บจากเล็บกำลังจิกฝ่ามือ
เขาย้ายไปนอนห้องหนังสือตั้งแต่ฉันท้อง โดยบอกว่า ไม่อยากให้ลูกในท้องได้รับบาดเจ็บหรือกระทบกระเทือน
ฉันเพิ่งจะอายุครบยี่สิบหกปีเท่านั้นเอง ฉันแต่งงานแล้วและกำลังตั้งท้องอยู่ และฉันต้องนอนโดดเดี่ยวคนเดียวทุกคืน ทุกวันนี้ฉันรู้สึกเหงามาก
ครั้งหนึ่ง ฉันเคยแอบหาคำตอบทางออนไลน์ แล้วก็เจอความคิดเห็นหนึ่งที่กระตุ้นความสนใจของฉัน มีคนบอกว่าที่สามีฉันไม่มีอารมณ์กับฉันอาจเป็นเพราะว่า เขาได้เห็นเรือนร่างของผู้หญิงมามากแล้ว
ซึ่งมันก็เป็นไปได้ เพราะเหอซวี่ทำงานเป็นสูติแพทย์
แต่มันก็มีอะไรบางอย่างกวนใจฉันมาตลอด
ทุกครั้งที่เขาอยู่ในห้องหนังสือ เขามักจะล็อคประตูห้องเสมอ ในบ้านหลังนี้ มีเราแค่สองคนเท่านั้น ทำไมต้องล็อกประตูห้องด้วยล่ะ? มันช่างดูไร้สาระสิ้นดี มันทำให้ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาอาจจะซ่อนอะไรบางอย่างไว้ในนั้นหรือเปล่า
ฉันครุ่นคิดอย่างหนักเกี่ยวกับเรื่องนี้มาหลายวันจนกระทั่งกลายเป็นคนวิตกจริตไปเลย ฉันคิดมากจนมันเริ่มรบกวนชีวิตประจำวันของฉันแล้ว
บ่ายนี้ ฉันจึงแอบติดเครื่องดักฟังไว้ใต้เตียงของเขาแล้วจะได้เลิกสงสัยไปต่าง ๆ นา ๆ สักที
ทันทีที่กลับถึงห้อง ฉันก็รีบใส่หูฟังเลย
พอเชื่อมต่อสัญญาณได้ ฉันก็ได้ยินเสียงหอบและเสียงครางอย่างชัดเจน ทันทีนั้น ฉันรู้สึกลำคอตีบตันน้ำตาไหลปริ่ม
เขาเลือกที่จะช่วยตัวเองแทนที่จะมีเพศสัมพันธ์กับฉันงั้นเหรอ?
ทว่าสิ่งที่ฉันได้ยินตามมาทำให้ฉันถึงกับช็อค
“รู้สึกดีใช่ไหม หืม?”
“ไม่…ไม่เอา ไม่เอา“
“นี่ ที่รัก เธอบอกว่าไม่เอา แต่น้องสาวของเธอเปียกชุ่มแล้วนะ”
“ในเมื่อตัวเองก็รู้อยู่แล้ว…จะถามทำไมล่ะ? อย่านะ อย่าทำแบบนี้สิจ๊ะ เราไม่ชอบแบบนี้หน่ะ โอ๊ย ฉันอดใจไม่ไหวแล้วค่ะ ที่รัก เข้าในตัวฉันเถอะค่ะ ที่รัก“
“มาถอดกางเกงในของผมออกซะ เร็วเข้า! ถอดมันออกไปซะ แล้วผมจะให้ตัวเองได้กินอะไรดี ๆ สักอย่าง”
ฉันช็อคไปกับสิ่งที่ได้ยิน
คำพูดเร้าอารมณ์ของพวกเขานั้นดังก้องอยู่ในหูของฉัน ฉันรู้สึกเหมือนกำลังมีคนราดน้ำเย็นจัดทั้งถังลงบนหัวของฉัน ทั้งแขนและขาของฉันชาจนแข็งยะเยือกเข้าไปถึงกระดูก
“อีม นุ่มนวลหน่อยค่ะ เหอซวี่ เบา ๆ หน่อยค่ะ“
“โอ๊ย เธอบีบผมแน่นจริง ๆ เก็บเสียงครางให้มันเบา ๆ หน่อย เดี๋ยวคนข้างนอกก็ได้ยินหรอก”เขาบอก
“คุณคงกลัวว่าภรรยาของคุณจะมาได้ยินเราเข้าใช่ไหม เหอซวี่”
“เปล่าสักหน่อย ผมจะไปกลัวเธอทำไม? เมื่ออยู่บนเตียง เธอเป็นแค่ร่างที่ไร้วิญญาณทุกที น่าเบื่อจะตายไป เวลามีอะไรกับเธอ ไม่มีความสุขเลยสักนิด! ผมล่ะอยากจะให้เธอรู้จริง ๆ ว่าตอนนี้ผมมีความสุขมากแค่ไหน! ร้องครางให้ดัง ๆ ไปเลย เธอจะได้รู้ว่าผมกำลังทำให้เธอรู้สึกดีมากแค่ไหน!“ แล้วเหอซวี่ก็ส่งเสียงครวญครางออกมา
สุดท้ายฉันก็รุ้ว่า ที่แท้เขารังเกียจฉันมาตลอดเลย
“อุ๊ย ไม่เอาหน่ะ ตัวเองนี่ น่าเกลียดจริง ๆ เลย ตอนนี้เธอกำลังท้องอยู่นะ ถ้าเธอโกรธหรือเครียดขึ้นมา เธออาจแท้งได้นะ คุณไม่กลัวเหรอ?”
“แท้งน่ะเหรอ อืม…ก็ฟังดูจะเป็นความคิดที่ดีนะ” เหอซวี่ตอบ
“คุณนี่มันเหลวไหลจริง ๆ เลย เหอซวี่ โอ๊ย เบา ๆ หน่อยนา”
พวกเขาต่างดื่มด่ำกับร่างกายของกันและกันโดยไม่คิดซ่อนเร้นแรงปรารถนา จนฉันสามารถรู้สึกได้เลยว่าเซ็กส์ของพวกเขากำลังดำเนินต่อไปอย่างเร่าร้อนแค่ไหน
ฉันต้องเอามือปิดปากไว้แน่นเพื่อกั้นไม่ให้ร้องสะอื้นออกมาดัง ๆ แต่ฉันไม่อาจหยุดน้ำตาตัวเองได้เลย
ทุกคำพูดของสามีฉันและเสียงหอบกระหายด้วยไฟปรารถนาของเขาเหมือนมีดสั้นทิ่มแทงเข้าหัวใจของฉันให้แตกสลาย ฉันเจ็บปวดมากจนเกินบรรยาย ได้แต่ร้องไห้คร่ำครวญในความเงียบ แล้วหมอนของฉันก็เปียกชุ่มอย่างรวดเร็วด้วยน้ำตาของฉันเอง
ฉันไม่อาจทนฟังการพร่ำพรอดทรยศของพวกเขาได้อีกต่อไปเลยถอดหูฟังออก กอดขาตัวเองแล้วขดตัวกลม
ในคืนนั้น ฉันต้องเสียน้ำตาไปมากมาย มันเป็นค่ำคืนที่เจ็บปวดทรมาณที่สุดในชีวิตของฉัน
ฉันได้แต่คิดคร่ำครวญวนไปวนมาตลอดทั้งคืน
แม้ว่าหลักฐานทั้งหมดจะชี้ให้เห็นถึงความจริงเรื่องนี้ แต่ฉันก็ไม่เชื่อว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในห้องหนังสือ เพราะว่ามันไม่มีที่ไหนในนั้นที่จะซ่อนใครไว้ได้ ดังนั้น ความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวที่ฉันคิดได้ก็คือ เขาอาจกำลังช่วยตัวเองไปพร้อมกับคุยทางวิดีโอกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง
แล้วฉันก็นึกเสียใจที่ติดตั้งแค่เครื่องดักฟังไม่ได้ติดกล้องขนาดเล็กไว้ด้วย ฉันน่าเอากล้องวงจรไปติดไว้ด้วย
หลังจากครุ่นคิดด้วยความแค้นใจมาตลอดทั้งคืน ฉันก็ค่อย ๆ สงบลงจากความตกใจนั้น หลังจากนั้น ฉันก็ตัดสินใจไปที่ห้องหนังสือเพื่อสืบหาเบาะแสเพิ่มเติม
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันไม่ได้รีบลุกขึ้นจากที่นอนหลังจากที่เหอซวี่ออกไปทำงาน หรือจะบอกว่า ฉันไม่กล้าลุกขึ้นก็ได้ ฉันอยากจะค้นหาร่องรอยต่าง ๆ เพิ่มเติม แต่ฉันก็กลัวที่จะเจออะไรที่น่าเจ็บใจมากกว่านี้ ซึ่งฉันอาจรับมันไม่ได้
ฉันตกอยู่ในสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ จนถึงสิบโมงเช้าถึงได้ลุกจากที่นอน เมื่อคืนฉันแทบไม่ได้หลับเลย ตอนนี้ฉันเลยรู้สึกเวียนหัวและไม่เหลือเรี่ยวแรงใด ๆ
ฉันค่อย ๆ เดินไปห้องหนังสือทีละก้าว พลางนึกถึงทุกเรื่องราวแสนเจ็บปวดที่ได้ยินเมื่อคืนนี้ ฉันรู้สึกประหม่าขึ้นมาและหัวใจของฉันก็เต้นเร็วขึ้นจนใจสั่น
นรกขุมใหม่ที่ฉันไม่เคยพบพานมาก่อนกำลังรอฉันอยู่ที่อีกฟากหนึ่งของประตูบานนั้นเหรอ?
เมื่อฉันเปิดประตูออก ฉันก็เห็นห้องที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย สะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย สภาพภายในห้องดู สะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย
มีถังขยะในหนึ่งตั้งอยู่ข้างเตียงนอน ในนั้นมีกระดาษชำระใช้แล้วมากมายที่มีกลิ่นน้ำกามที่ผู้ชายหลั่งออกมา
เมื่อดวงตาของฉันกวาดมองไปที่หมอนของเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ ฉันก็มองเห็นอะไรบางอย่าง
มันเป็นเส้นผมสีแดงหยิกเป็นลอนยาวสองเส้นที่อยู่บนหมอนใบนั้น
ผมของฉันเป็นสีน้ำตาล และไม่ได้ยาวขนาดนั้นด้วย ผมทั้งสองเส้นนั้นไม่มีทางเป็นของฉันแน่นอน
ฉันเดินออกจากห้องหนังสืออย่างอ่อนล้าที่สุด ราวกับว่า ความมีชีวิตชีวาหายไปจากร่างกายฉันในพริบตา ก่อนจะปิดประตูบานนั้นลงอย่างแผ่วเบา
เหนื่อยเหลือเกิน ฉันไม่มีแรงจะเดินต่อไปอีกแล้ว ฉันเอนตัวพิงกำแพง ทรุดตัวลงนั่งไปกับพื้นราวกับคนหัวใจสลาย พยายามนึกถึงพฤติกรรมที่ไม่ปกติทุกอย่างที่เหอซวี่แสดงให้เห็นในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้
ทันใดนั้น ฉันก็ได้ยินเสียงดังมาจากประตู เป็นเหอซวี่ที่กลับเข้ามาในบ้าน
ฉันรีบลุกขึ้นยืน แสร้งทำเป็นว่าเดินผ่านห้องหนังสือ ไม่ได้เข้าไปในนั้นเลย ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องนั่งเล่น และนั่งลงบนโซฟาหน้าทีวี ตอนนั้นเองที่ฉันแสร้งทำเป็นนั่งอยู่อย่างสงบบนโซฟา หยิบรีโมทคอนโทรลขึ้นมาจากโต๊ะกาแฟและพยายามเปิดทีวี ฉันรู้สึกประหม่ามากจนต้องกดปุ่มหลายครั้ง ก่อนที่จะเปิดทีวีได้สำเร็จ
ไม่กี่อึดใจต่อมา เหอซวี่ก็เดินเข้ามาหาฉันที่นั่งบนโซฟา ยืนอยู่ตรงหน้าและจ้องมาที่ฉัน ฉันกลัวว่า เขาจะสังเกตเห็นว่าฉันมีบางอย่างผิดปกติ เพราะเมื่อคืนฉันร้องไห้มาตลอดทั้งคืน ร่องรอยยังคงมีอยู่บ้างและเป็นอะไรที่สังเกตได้ง่าย
“ไปเก็บเสื้อผ้าสิ เราออกไปเที่ยวกันนะ” เขากล่าวด้วยเสียงรายเรียบ
“ออกไปเที่ยวเหรอคะ แต่…คุณงานยุ่งมากไม่ใช่เหรอคะ?”
เหอซวี่เป็นคนบ้างาน เราไม่ได้ไปฮันนีมูนหลังจากที่เราแต่งงานกันด้วยซ้ำ ดังนั้นการขอลางานเพื่อออกไปเที่ยวกันสองคนจึงไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับเขา
“ที่ผ่านมา ผมจดจ่อกับงานมากเกินไป เลยไม่ได้ให้เวลากับคุณมากนัก ตอนนี้เธอท้องแล้ว ผมคิดว่าควรพาเธอออกไปข้างนอกบ่อย ๆ จะดีกว่า และการได้ไปพักผ่อนข้างนอกบ่อย ๆ ก็จะดีต่อการเติบโตของลูกน้อยของเราด้วยนะ”
ทว่าสิ่งที่ฉันรู้เมื่อคืนนี้ กลับทำให้ฉันมองว่าเขาเป็นคนหน้าซื่อใจคดกับฉันอย่างมาก ดังนั้น ฉันเลยมองตรงเข้าไปในดวงตาของเขาเพื่อค้นหาคำตอบที่อยากรู้
แต่เขากลับสงบอย่างน่าประหลาดใจ ไม่แสดงอะไรผิดปกติออกมาเลย ท่าทางเขาไม่ได้ดูเหมือนว่าเขาเพิ่งนอกใจฉันเลย ตรงกันข้าม ท่าทางของเขากลับทำให้ฉันเป็นคนที่ดูน่าสงสัยแทน
“เหอซวี่ เมื่อคืนนี้…”
ฉันอยากถามเขาว่าผู้หญิงที่เขามีอะไรกันด้วยในห้องหนังสือเมื่อคืนนี้เป็นใครกันแน่ ทว่าเขากลับจ้องเขม็งมาที่ฉันราวกับกำลังจับผิดอย่างไรอย่างนั้น ทำให้ฉันกลัวจนเปลี่ยนใจและพูดค้าง
“เรื่องเมื่อคืนนี้เหรอ?” เหอซวี่ถามด้วยเสียงราบเรียบ
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ฉันแค่ได้ยินเสียงคุยกันเมื่อคืนนี้”
ใบหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที
“อ่อ เรื่องนั้นเอง มีหญิงท้องแก่คนหนึ่งป่วยหนักแล้วไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล ผมเลยต้องรับโทรศัพท์หลายสายระหว่างที่อยู่ในห้องหนังสือ เพื่อให้คำแนะนำพวกเขา ผมส่งเสียงดังรบกวนเธอไปหรือเปล่า?”
‘ขณะที่มีอะไรกันอยู่นั้น พวกแกจงใจครางดังมาก ก็เพื่อให้ฉันได้ยินเสียงแห่งความสุขของพวกแกไม่ใช่เหรอ? แล้วตอนนี้แกยังจะมาทำเป็นกังวลว่าเสียงดังพวกนั้นจะเป็นการรบกวนฉันไปได้!ตลกสิ้นดี!
ฉันส่ายหน้าเป็นคำตอบ เดินไปที่ห้องนอน เก็บเสื้อผ้าบางส่วนลงกระเป๋าเดินทาง แล้วลงไปข้างล่างกับเขา แสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ตอนนี้ฉันอายุยี่สิบหกปีแล้ว ไม่ใช่ผู้หญิงหุนหันพลันแล่นในแบบที่ฉันเคยเป็นอีกแล้ว ในตอนนี้ ฉันจำเป็นต้องสืบหาความจริงให้กระจ่างก่อนที่จะบอกให้เขารู้ว่า ฉันรู้เรื่องที่เขานอกใจฉันแล้ว
ฉันคิดว่าฉันคงจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ เพราะฉันตัดสินใจที่จะรอดูว่าสิ่งต่าง ๆ จะออกมาเป็นอย่างไร ทั้ง ๆ ที่ฉันรู้ความลับของเขาแล้ว ปรากฏว่าฉันนั้นคิดผิด
ถึงฉันจะมีความเยือกเย็นพอสมควร แต่ฉันก็ยังไม่ได้เก่งพอที่จะคาดการณ์กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นข้างหน้าได้
ในที่สุดฉันก็ตกหลุมพรางของเขา และโดนเขาผลักลงสู่ขุมนรก
สถานที่ที่เราเดินทางไปนั้นไม่ได้อยู่ห่างจากตัวเมืองมากนัก มันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมชื่อ โถงยี่ทาวน์ จากย่านใจกลางเมืองไปถึงที่พักที่จองไว้ เราใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงในการเดินทางด้วยรถยนต์
ห้องพักสำหรับแขกของโถงยี่ทาวน์ค่อนข้างโดดเด่นมีลักษณะของตน ซึ่งเป็นกระท่อมไม้ที่สร้างแยกจากกันเป็นหลัง ๆ ตามชนบท เหอซวี่เลือกกระท่อมไม้หลังบนภูเขาที่อยู่ห่างไกลจากกระท่อมหลังอื่น ๆ โดยให้เหตุผลว่า กระท่อมหลังนั้นจะมีบรรยากาศเงียบสงบ เหมาะกับฉันและลูกในท้องมากกว่า
เมื่อเปิดกระโปรงท้ายรถเพื่อหยิบกระเป๋าเดินทางของเราออกมา ฉันก็สังเกตเห็นกล่องเครื่องมือผ่าตัดใบหนึ่งวางอยู่ในนั้น
เลยหันไปมองเหอซวี่ด้วยความสงสัย
“เธอกำลังท้องอยู่ พาเธอออกมาข้างนอกจะดีต่อลูกในท้องก็จริง แต่มันก็มีความเสี่ยงเหมือนกันนะ ผมเลยต้องเตรียมของพวกนี้มาด้วย กันไว้ดีกว่าแก้ ถูกใหมล่ะ?” เหอซวี่อธิบาย
หลังจากจัดกระเป๋าเดินทางเข้าที่เรียบร้อยแล้ว เราก็ไปเดินเที่ยวสถานที่สำคัญที่เป็นสัญลักษณ์หลายแห่งในโถงยี่ทาวน์
ฉันเดินช้า เพราะกำลังท้องอยู่ และโชคดีที่เขาก็ไม่ได้เร่งรีบอะไร เขาเดินช้าตามฉัน คอยดูแลฉันตลอดทาง แถมยังจูงมือฉันตอนขึ้นเขาอีกด้วย
พฤติกรรมทั้งคำพูดและการกระทำของเขากำลังบ่งบอกว่า เขาเป็นสามีที่ดี เอาใจใส่ภรรยาอย่างมาก จนทำให้ฉันคิดว่า บางทีฉันอาจจะคิดมากไปเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องหนังสือนั้น เขาอาจจะแค่หาความตื่นเต้นกับเพื่อนออนไลน์ผ่านวีดีโอก็ได้
ฉันเริ่มรู้สึกเหนื่อยเมื่อเดินขึ้นมาบนเขาได้ครึ่งทางแล้ว จึงนั่งพักผ่อนในศาลาริมทาง
ในตอนนี้เอง เหอซวี่ชี้ไปทางดอกตูมสองสามดอกที่กำลังบานเจริญงอกงานที่ริมเขา และบอกว่าทิวทัศน์ตรงจุดนั้นสวยมาก เขาอยากถ่ายรูปสวย ๆ ให้ฉันสักหน่อย
ฉันเดินไปยืนอยู่ข้างดอกไม้นั้นตามที่เขาบอก ก่อนจะหันหน้ากลับมา และยิ้มให้เขา ทว่าเขาบอกฉันว่า ยังไม่ได้แสงและมุมที่เหมาะเลย ฉันจึงถอยหลังไปอีกสองสามก้าวตามคำแนะนำของเขา เสี้ยววินาทีต่อมา ฉันก็บังเอิญลื่นล้มหงายหลังและกลิ้งตกลงไปตามเส้นทางบนภูเขา
สิ่งแรกที่แวบเข้ามาในสมองฉันในวินาทีนั้นคือลูก พอนึกถึงลูกในท้อง ฉันก็รู้สึกอย่างแรงกล้าว่า ฉันต้องมีชีวิตรอดไปให้ได้ หลังจากกลิ้งไปหลายตลบ ฉันก็คว้าต้นไม้ที่อยู่ใกล้ชิด และโอบมันไว้อย่างแน่นหนา
ถึงฉันจะเอาชีวิตรอดมาได้ แต่ฉันก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาจากหน้าท้องส่วนล่างของฉัน ซึ่งเจ็บปวดทรมานเสียจนเหงื่อผุดขึ้นมาเต็มไปหมด แต่ไม่ว่ายังไง ฉันก็ไม่ยอมปล่อยมือจากต้นไม้ที่โอบไว้เด็ดขาด
ฉันรู้สึกไม่ดีเลย รู้สึกเหมือนว่า ลูกในท้องของฉันกำลังตกอยู่ในอันตราย
จากนั้นไม่นานนัก ก็มีนักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่ของแหล่งท่องเที่ยวเข้ามาช่วยฉันมากมาย พวกเขามาจากทุกทิศทางด้วยความตื่นตระหนกตกใจอย่างเห็นได้ชัด
“ผมเป็นสามีของเธอครับ!” เหอซวี่ตะโกนลั่น “และผมก็เป็นสูติแพทย์ด้วย” เขากล่าวเสริม
จากนั้น เหอซวี่ก็ตะโกนพลางวิ่งผ่านฝูงชนที่ห้อมล้อมอยู่ ก่อนจะเอามือช้อนร่างฉันขึ้นมาอุ้มและวิ่งลงเขาไป
ระหว่างนั้น ฉันเอามือกำเสื้อผ้าของเขาไว้แน่น ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาว่า “ที่รัก ช่วยลูกของเราให้ได้นะ”
เขาวิ่งลงจากภูเขาอย่างรวดเร็วโดยไม่มองหน้าฉันเลย และตอบด้วยคำสั้นๆ “ครับ”
ในที่สุด สิ่งที่น่าเศร้าก็ได้เกิดขึ้น ฉันเสียลูกในท้องไปอย่างไม่มีวันกลับ ตอนนั้นถือเป็นเหตุฉุกเฉิน ดังนั้น เหอซวี่จึงจำเป็นต้องทำการผ่าตัดคลอดให้ฉัน
พอฉันฟื้นขึ้นมาอีกทีก็เป็นเวลากลางคืนแล้ว ประกฏว่าเหอซวี่ไม่ได้อยู่เคียงข้างฉัน
ฉันดูเวลาที่โทรศัพท์และเห็นว่าเป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าแล้ว
ฉันเลยสงสัยว่า เหอซวี่จะไปที่ไหนในตอนกลางดึกแบบนี้
ฉันลุกขึ้นจากเตียงอย่างลำบาก ใช้กำแพงห้องช่วยประคองตัวไปอย่างช้า ๆ เพื่อเดินออกไปหาเขา แต่เมื่อฉันไปถึงประตู ก็ได้ยินเสียงคนคุยกันอยู่ข้างนอก
“คราวนี้เธอโชคดีเหลือเกิน แต่ไม่ต้องห่วงหรอก ผมกำจัดเด็กไปแล้ว” มันเป็นเสียงของเหอซวี่
คำพูดของเขาราวกับสายฟ้าฟาด ทำเอาฉันช็อตไปเลย
ฉันไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยินเลย ที่จริงแล้ว ฉันไม่อยากจะยอมรับว่ามันเป็นเรื่องจริงด้วยซ้ำ ฉันโซเซถอยไปข้างหลัง แทบจะพิงกำแพงประคองตัวเองไว้ไม่อยู่
ฉันกัดหลังมือตัวเอง พยายามประคองสติเอาไว้ ห้ามไม่ให้ตัวเองส่งเสียงอะไรออกมา ถึงจะอยากกรี๊ดร้องมากแค่ไหนก็ตาม แต่ให้ตายสิ ฉันก็กลั้นน้ำตาตัวเองไว้ไม่ได้เลย ฉันกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้อีกแล้วจริง ๆ
ณ ตอนนี้ ฉันถึงได้รู้ว่าทั้งหมดนั้นเป็นกับดักของเขานั่นเอง
ผู้ชายที่ฉันแต่งงานด้วยเป็นเวลาสองปีเต็ม ชายที่คนอื่นเรียกว่าเทพบุตรจำแลงมาเกิด ที่จริงแล้วเป็นมารร้ายที่จุติมาเกิดเป็นคนแทน!
ฉันผิดไปแล้ว ฉันคิดผิดแล้วจริง ๆ ฉันไม่น่าหลอกตัวเองให้เชื่อใจเขาเลย
ฉันกลับเข้านอนด้วยความกลัวและตื่นตระหนก และแกล้งทำเป็นหลับสนิทบนเตียง
เพราะฉันรู้ดีว่าตอนนี้ ฉันไม่มีเรี่ยวแรงที่จะไปสู้กับเข้าอย่างต่อหน้าต่อตาได้
ผ่านไปครู่หนึ่ง เหอซวี่ก็เข้ามาในห้อง เขาเดินเข้าไกล้ฉัน เมื่อเห็นว่าฉันหลับสนิทแล้ว จึงหันหลังเดินจากไป
พอเขาเดินออกจากห้อง ฉันก็รีบลงจากเตียงทันที รีบวิ่งไปที่หน้าต่างเพื่อมองออกไปข้างนอก
เรือนร่างของเหอซวี่ค่อย ๆ หายไปกับความมืดยามค่ำคืน ทว่าถุงพลาสติกสีดำที่เขาถืออยู่ในมือเขากลับดึงดูดความสนใจของฉันเป็นอย่างมาก
ฉันจึงเดินตามเขาไปด้วยเพราะสังหรณ์ว่า ต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นอีกแน่ ๆ ...