ค่ำคืนนี้ควรจะเป็นค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตการทำงานของฉัน
ฉันคือตัวเต็งสำหรับรางวัลสถาปัตยกรรมยอดเยี่ยมแห่งปี เกียรติยศสูงสุดในวงการสถาปนิก
แต่รางวัลกลับตกเป็นของใครก็ไม่รู้...รักแรกของคู่หมั้นฉัน ภรรยาม่ายของพี่ชายเขา
คเชนทร์ คู่หมั้นของฉัน ผู้ชายที่ควรจะสร้างผลงานชิ้นเอกที่ฉันออกแบบ กลับหยิบยื่นผลงานทั้งชีวิตของฉันไปให้เธอ
เขาบอกว่าเธอต้องการมันมากกว่า
จากนั้นเขาก็บังคับให้ฉันเป็นพี่เลี้ยงให้เธอ ปล่อยให้เธอรับหน้าเอาผลงานของฉันไปเป็นของตัวเอง
ระหว่างการถ่ายทำโปรโมตโปรเจกต์ เขายืนมองเฉยๆ ปล่อยให้เธอตบหน้าฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยอ้างว่า “เพื่อให้ได้ภาพที่สมจริง”
และเมื่อฉันตบเธอกลับ เขาก็ไล่ฉันออกจากงานและขึ้นบัญชีดำฉันจากทั้งวงการ
แต่เขายังไม่หยุดแค่นั้น
เขาผลักฉันล้มลงกับพื้นทางเดินในโรงพยาบาลจนฉันเลือดออก แล้วทิ้งฉันไป
เขาทั้งหมดนี้...ในขณะที่ฉันกำลังตั้งท้องลูกของเขา
ตอนที่นอนอยู่บนพื้นโรงพยาบาลอันเย็นเฉียบ ฉันตัดสินใจแล้ว
ฉันพาลูกในท้องของฉันหายไป
ฉันบินไปประเทศใหม่ เปลี่ยนชื่อ ตัดขาดทุกการติดต่อ
ห้าปีเต็ม...เราสองคนเป็นเหมือนวิญญาณที่ไร้ตัวตน
บทที่ 1
อากาศในห้องโถงใหญ่หนาหนักไปด้วยความคาดหวัง
ฉันลูบชุดราตรีผ้าไหมของตัวเองให้เรียบ หัวใจเต้นระรัวอยู่ในอกราวกับจะทะลุออกมา
คืนนี้คือคืนที่ฉันทุ่มเทมาทั้งชีวิตการทำงาน
รางวัลสถาปัตยกรรมยอดเยี่ยมแห่งปี
ผลงานออกแบบของฉัน “สุริยาศิลา” คือตัวเต็งอันดับหนึ่ง
มันไม่ใช่แค่ตึก แต่มันคือจิตวิญญาณของฉันที่หลอมรวมขึ้นจากแก้วและเหล็กกล้า
อาจารย์อาทิตย์ สถาปนิกรุ่นใหญ่ที่ฉันนับถือ ตบไหล่ฉันเบาๆ
“ขอแสดงความยินดีล่วงหน้านะคีตา ชัยชนะที่คู่ควรจริงๆ สุริยาศิลาคือผลงานชิ้นเอก”
ฉันส่งยิ้มขอบคุณให้เขา แม้จะประหม่าอยู่บ้าง “ขอบคุณค่ะอาจารย์ อย่าเพิ่งพูดเป็นลางไปเลยค่ะ”
เขาหัวเราะเบาๆ “อัจฉริยะน่ะไม่มีอะไรมาขวางได้หรอก”
คเชนทร์ วรโชติ คู่หมั้นของฉัน ควรจะอยู่เคียงข้างฉันในคืนนี้
เขาคือเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในกรุงเทพฯ ผู้ชายที่จะเป็นคนสร้างสุริยาศิลาให้กลายเป็นจริง
แต่เขาโทรมาเมื่อชั่วโมงก่อน บอกว่าติดประชุมด่วน
เขาสัญญาว่าจะชดเชยให้ฉัน
พิธีกรบนเวทีก้าวขึ้นมาหน้าโพเดียม “และบัดนี้ ก็ถึงช่วงเวลาที่ทุกท่านรอคอย รางวัลสถาปัตยกรรมยอดเยี่ยมแห่งปี ได้แก่...”
ฉันกลั้นหายใจ รอยยิ้มเริ่มปรากฏบนริมฝีปาก
“...คุณพิมดาว กับผลงาน ‘หลิวลู่ลม’”
ชื่อนั้นกระแทกเข้ามาในหูฉันเหมือนโดนค้อนปอนด์ทุบเข้าที่กลางอก
มันไม่สมเหตุสมผลเลย หลิวลู่ลมเป็นงานที่ลอกเลียนแบบและไม่มีแรงบันดาลใจ
พิมดาวเป็นใครก็ไม่รู้ ไม่มีใครรู้จัก
ความเย็นเยียบแล่นจับขั้วหัวใจ มือของฉันชาด้าน
ฉันรู้สึกได้ถึงสายตาทุกคู่ในห้องโถงที่จับจ้องมาที่ฉัน ตัวเต็งที่เพิ่งถูกหักหน้ากลางเวที
ฉันฝืนปรบมือ แข็งทื่อราวกับหุ่นยนต์
ฉันทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ เบาะกำมะหยี่นุ่มๆ ให้ความรู้สึกเหมือนก้อนหิน
รอยยิ้มที่ฝืนปั้นไว้บนใบหน้าเหมือนกำลังจะแตกร้าว
สายตาฉันกวาดไปทั่วฝูงชน มองหาอะไรก็ได้ที่จะทำให้เรื่องนี้สมเหตุสมผล
และแล้วฉันก็เห็นเขา
คเชนทร์
เขาไม่ได้ประชุมอยู่
เขานั่งอยู่ตรงนั้น แถวที่สาม ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้มสั่งตัดอย่างดี
เขาไม่ได้มองมาที่ฉัน
สายตาของเขาจับจ้องอยู่บนเวที จับจ้องผู้หญิงที่กำลังเดินไปยังโพเดียม
พิมดาว...รักแรกของคู่หมั้นฉัน ภรรยาม่ายของพี่ชายเขา
การมาของเขาที่นี่ ไม่ใช่เพื่อฉัน
แต่เพื่อเธอ
เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นรอบตัวฉัน อื้ออึงไปด้วยความสับสนและสงสัย
“พิมดาวเหรอ? เธอเป็นใครกัน?”
“ได้ยินว่าเธอมีความเกี่ยวข้องกับวรโชติ กรุ๊ป สปอนเซอร์หลักของงานนี้นี่”
“มันรู้สึก...แปลกๆ นะ สุริยาศิลาเป็นผู้ชนะที่ชัดเจนกว่าเยอะ”
สมองของฉันปะติดปะต่อเรื่องราวได้อย่างชัดเจนและโหดร้าย
คเชนทร์เป็นคนทำเรื่องนี้
เขาแย่งรางวัลของฉันไปให้เธอ
ฉันจำบทสนทนาเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนได้
พิมดาวร้องไห้ฟูมฟายอยู่ในห้องนั่งเล่นของเรา เรื่องอาชีพการงานที่ไม่ก้าวหน้าและไม่มีวันไปถึงฝัน
ฉันจำได้ว่าคเชนทร์กอดเธอไว้ แล้วกระซิบคำสัญญา
“พี่จะทำให้มันเกิดขึ้นเองพิม พี่สัญญา พี่เป็นหนี้เธอ”
เขาเป็นหนี้เธอ...สำหรับเหตุการณ์ในอดีตที่คลุมเครือไปด้วยความรู้สึกผิด เรื่องราวที่เขาไม่เคยเล่าให้ฉันฟังจนจบ
เรื่องราวที่เขาเชื่อว่าพิมดาวเคยช่วยชีวิตเขาไว้
สิบปีในชีวิตของฉัน
คืนที่ไม่ได้หลับไม่ได้นอน การเสียสละ การทุ่มเททุกอย่างให้กับงาน...ทั้งหมดนั้นมาจบลงในวินาทีนี้
วินาทีที่เขายกมันไปประเคนให้เธอบนพานเงินพานทอง เพียงเพราะเธออ่อนแอและเขารู้สึกผิด
พิธีมอบรางวัลจบลงอย่างพร่าเลือน ฉันนั่งนิ่งแข็งทื่อจนกระทั่งห้องโถงเริ่มว่างเปล่า
ในที่สุดคเชนทร์ก็เดินมาหาฉัน สีหน้าของเขาอ่านไม่ออก
“คีตา”
ฉันลุกขึ้นยืน เสียงของฉันสงบนิ่งจนน่ากลัว “ทำไมคะพี่เคน”
เขากล้าดียังไงทำหน้าสับสน “มันก็แค่รางวัล ไม่ได้ลดทอนความสามารถของคุณซะหน่อย”
“แต่มันเป็นรางวัลของฉัน” ฉันพูด เสียงสั่นเครือ “มันคือรางวัลสถาปัตยกรรมยอดเยี่ยมแห่งปี คุณจะยกมันให้ใครไปง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้”
“พิมต้องการมันมากกว่า มันเป็นบันไดให้เธอ”
การปัดความทุ่มเททั้งชีวิตของฉันทิ้งอย่างไม่ใยดีของเขา ทำให้เส้นความอดทนของฉันขาดผึง
“เธอต้องการมันเหรอ? แล้วสิ่งที่ฉันต้องการล่ะ? สิ่งที่ฉันสมควรได้รับล่ะ? ฉันทุ่มเทชีวิตสิบปีเพื่อมาถึงจุดนี้! เกียรติของฉัน ชื่อเสียงของฉัน อนาคตของฉัน...นั่นคือสิ่งที่รางวัลนี้เป็นตัวแทน!”
ฉันตัวสั่นจนแทบยืนไม่ไหว คำพูดพรั่งพรูออกมาเหมือนเขื่อนแห่งความเจ็บปวดและทรยศที่พังทลาย
“มันไม่ใช่แค่รางวัล! มันคือทุกสิ่งทุกอย่าง!”
ฉันจุกจนพูดไม่ออก
ชั่ววินาทีหนึ่ง ฉันเห็นบางอย่างวูบไหวในดวงตาของเขา...อาจจะเป็นความรู้สึกผิด
แต่มันก็หายไปเร็วพอๆ กับที่ปรากฏขึ้น
“ผมจะหาอย่างอื่นให้คุณเองคีตา โปรเจกต์ที่ใหญ่กว่านี้ แค่ปล่อยเรื่องนี้ไป”
คำสัญญาที่ว่างเปล่า ดูถูกกันสิ้นดี
เขาไม่เข้าใจ เขาไม่เคยใส่ใจ
“ฉันไม่ต้องการให้คุณหาอะไรให้” ฉันพูด เสียงแผ่วลงจนเกือบเป็นกระซิบ “ฉันหามาได้ด้วยตัวเอง”
ทันใดนั้น เสียงใสๆ ก็ดังขึ้น
“พี่เคน!”
พิมดาวที่กำลังกอดถ้วยรางวัลสีทองหนักอึ้งวิ่งมาหาเรา
เธอโผเข้ากอดคอคเชนทร์ ไม่แม้แต่จะชายตามองฉัน
เธอผละออกมา ดวงตาเป็นประกาย “พิมไม่อยากจะเชื่อเลย ขอบคุณนะคะ ขอบคุณ ขอบคุณจริงๆ!”
ใบหน้าของคเชนทร์อ่อนโยนลงเมื่อมองเธอ เขาปัดผมเธอทัดหู
“พิมสมควรได้รับมัน ความสามารถของพิมสมควรได้รับการมองเห็น”
สมควรได้รับมัน...คำพูดนั้นดังก้องอยู่ในห้องโถงที่ว่างเปล่า เหมือนเสียงหัวเราะเยาะเย้ยหยัน
เธอไม่ได้อดหลับอดนอนเพื่อขัดเกลาแบบแม้แต่คืนเดียว
เธอไม่ได้ต่อสู้เพื่อทุกเส้นสาย ทุกมุม ทุกเศษเสี้ยวของจิตวิญญาณที่ฉันทุ่มเทลงไป
เธอแค่ร้องไห้...แล้วเขาก็ทำให้ฝันของเธอเป็นจริง
ฉันทนดูต่อไปอีกวินาทีเดียวก็ไม่ไหว
ฉันหันหลังเดินจากไป ปล่อยให้เสียงพูดคุยอย่างมีความสุขของพวกเขาสองคนไล่หลังฉันออกไปสู่ค่ำคืนที่หนาวเหน็บ
เพนต์เฮาส์ที่ฉันอยู่กับคเชนทร์ให้ความรู้สึกแปลกแยก
ตั้งแต่พิมดาวย้ายเข้ามาอยู่เมื่อเดือนก่อน หลังจากเกิดเหตุ “ไฟไหม้ครัวเล็กน้อย” ที่บ้านของเธอ พื้นที่แห่งนี้ก็ค่อยๆ ถูกยึดครองด้วยข้าวของของเธอ
หมอนอิงลายดอกไม้ของเธอขัดกับสไตล์มินิมอลของฉัน
น้ำหอมกลิ่นหวานเลี่ยนราคาถูกของเธอติดตรึงอยู่ในอากาศ กลบกลิ่นไม้จันทน์ที่ฉันชอบจนหมดสิ้น
คเชนทร์ตามใจเธอทุกอย่าง
เขาบอกฉันว่าเธอคือครอบครัว เธอกำลังเสียใจ เราต้องอดทน
ฉันพยายามแล้ว แต่คืนนี้ ความอดทนนั้นได้แหลกสลายลง
บาดแผลจากงานประกาศรางวัลยังคงสดใหม่ เป็นโพรงแผลเหวอะหวะในอก
ฉันอยากจะทุบทำลายข้าวของ อยากจะกรีดร้อง แต่ฉันทำได้เพียงทรุดตัวลงบนโซฟาอย่างหมดแรง
ฉันเลื่อนดูโทรศัพท์ไปเรื่อยเปื่อย พยายามหาอะไรทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
โพสต์ใหม่จากพิมดาวเด้งขึ้นมา
เป็นรูปข้อมือของเธอที่ประดับด้วยนาฬิกาฝังเพชรเรือนใหม่
แคปชั่นเขียนว่า “ของขวัญฉลองเล็กๆ น้อยๆ ให้ตัวเอง! #blessed #newbeginnings”
ฉันจำนาฬิกาเรือนนั้นได้
มันเป็นรุ่นลิมิเต็ดที่ฉันเคยชี้ให้คเชนทร์ดูเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน
เขาเคยบอกว่ามันสวย แต่ก็แพงจนน่าหัวเราะ
ด้านหลังข้อมือของเธอ มีมือของผู้ชายวางอยู่บนโต๊ะ
ข้อมือเสื้อสูทสีเข้ม แสงสะท้อนจากนาฬิกาที่คุ้นตา...นั่นมันคเชนทร์
รสขมปร่าแผ่ซ่านในปาก
ฉันนึกถึงวันเกิดของตัวเองเมื่อเดือนที่แล้ว
เขาลืมจนกระทั่งนาทีสุดท้าย แล้วให้เลขาฯ ส่งช่อดอกไม้ดาษๆ มาให้ช่อหนึ่ง
ฉันเห็นไอคอนรูปหัวใจใต้โพสต์ของพิมดาว
คเชนทร์ วรโชติ กดไลก์
นิ้วโป้งของฉันค้างอยู่บนหน้าจอ
แล้วฉันก็ปิดมัน น้ำตาร้อนๆ หยดหนึ่งไหลลงอาบแก้ม
เลยเที่ยงคืนไปแล้วฉันถึงได้ยินเสียงพวกเขาที่ประตู
พวกเขากำลังหัวเราะ เดินโซซัดโซเซเข้ามาในโถงทางเข้า
ทั้งคู่เมา
“คีตา ไปหาน้ำให้พิมแก้วนึง” คเชนทร์ตะโกนบอก เสียงอู้อี้ขณะที่เขาพยุงเธอไปนั่งบนโซฟา
ฉันไม่ขยับ
ฉันแค่นั่งอยู่ในความมืด มองดูพวกเขา
“เขาไม่ขยับเลย” พิมดาวพูดเสียงยานคาง ชี้มาที่ฉันอย่างเกียจคร้าน “เขาพังไปแล้วเหรอ?”
ฉันลุกขึ้นเดินไปยังห้องนอนของตัวเอง ไม่ต้องการจะต่อล้อต่อเถียง
“ช่างเขาเถอะ” ฉันได้ยินเสียงพิมกระซิบดังๆ “มานี่สิคะพี่เคน”
ฉันหยุดอยู่ที่ประตูห้อง หันหลังให้พวกเขา
“พี่เคน...” เสียงของเธออ่อนหวาน เย้ายวนจนน่าคลื่นไส้ “พี่ดีกับพิมจังเลย”
แล้วฉันก็ได้ยินเสียงจูบ
เสียงเปียกแฉะ น่ารังเกียจที่ทำให้ท้องไส้ปั่นป่วน
ฉันตัวแข็งทื่อ ตั้งใจฟัง
“รู้อะไรไหมคะ” พิมดาวหัวเราะคิกคัก “พี่น่ะ...ดีกว่าพี่ชายพี่ตั้งเยอะ”
ฉันรอให้คเชนทร์ผลักเธอออกไป บอกเธอว่าเธอเมาและกำลังล้ำเส้น
แต่เขาไม่ทำ
กลับกัน ฉันได้ยินเสียงเสื้อผ้าเสียดสีกัน เสียงครางต่ำๆ ของเขา
มือฉันยกขึ้นปิดปากเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น
ฉันหันกลับไปช้าๆ ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อกับภาพบนโซฟา
เขากำลังจูบเธอตอบ มือของเขาสอดอยู่ในเรือนผมของเธอ
ข้อศอกของฉันปัดโดนแจกันที่โต๊ะข้างๆ มันหล่นแตกกระจายบนพื้นหินอ่อน
เสียงนั้นทำให้พวกเขาสองคนผงะออกจากกัน
คเชนทร์เงยหน้าขึ้น ดวงตาเบิกกว้างตื่นตระหนกเมื่อเห็นฉัน
“คีตา...มันไม่ใช่แบบที่คุณเห็นนะ เราแค่...”
“อย่าค่ะ” ฉันกระซิบ เสียงสั่น “อย่าแตะต้องตัวฉัน”
เขาเริ่มเดินเข้ามาหาฉัน แต่คำพูดของฉันหยุดเขาไว้
ทันใดนั้น พิมดาวก็ทำเสียงเหมือนจะอาเจียน “พี่เคน พิมจะอ้วก”
ความสนใจของเขากลับไปที่เธอทันที
เขารีบวิ่งไปข้างๆ เธอ เต็มไปด้วยความห่วงใย
“ไม่เป็นไรนะ พี่อยู่นี่แล้ว ไปห้องน้ำกัน”
เขาประคองเธอเดินจากไป แขนโอบรอบตัวเธออย่างปกป้อง ทิ้งให้ฉันยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของชีวิต
ฉันมองตามเขาไป นึกถึงทุกครั้งที่เขาเคยโอบกอดฉันด้วยความอ่อนโยนแบบเดียวกัน
มันคือเรื่องโกหกทั้งหมด
ความรักของเรา อนาคตของเรา ทั้งหมดนั่น
ฉันเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าด้วยหลังมือ
การเคลื่อนไหวของฉันสงบนิ่งและเด็ดเดี่ยว
ความรู้สึกกระจ่างชัดอย่างประหลาดแผ่ซ่านเข้ามา
นี่คือจุดจบ
ฉันเดินเข้าไปในห้องทำงาน ไม่ใช่ห้องนอน
ฉันยกหูโทรศัพท์โทรหาเอเย่นต์ของฉัน
“คุณคีตา? ดึกแล้วนะคะ มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
“ฉันจะลาออก” ฉันพูด เสียงเรียบ “ยกเลิกโปรเจกต์ที่จะถึงทั้งหมดเลยค่ะ ทุกโปรเจกต์”
“อะไรนะคะ? คุณคีตา คุณพูดเรื่องอะไรอยู่? คุณกำลังอยู่บนจุดสูงสุดของอาชีพเลยนะคะ!”
“ฉันพอแล้ว” ฉันย้ำ “ฉันจะเดินทางออกนอกประเทศ ฉันต้องการการเปลี่ยนแปลง”
ฉันเบื่อเมืองนี้ เบื่อชีวิตนี้ เบื่อผู้ชายที่เคยสัญญากับฉันว่าจะให้โลกทั้งใบ แล้วกลับยกมันไปให้คนอื่น
ข่าวเรื่องรางวัลสถาปัตยกรรมยอดเยี่ยมแห่งปีระเบิดไปทั่วโลกออนไลน์
พิมดาว สถาปนิกโนเนม กลายเป็นคนดังในชั่วข้ามคืน
บทละครช่างสมบูรณ์แบบ: ภรรยาม่ายผู้โศกเศร้า ได้รับการสนับสนุนจากน้องเขยผู้ใจดี เจ้าพ่อแห่งวงการอสังหาฯ กลับมาผงาดได้อย่างงดงาม
ฉันตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงโทรศัพท์ที่สั่นไม่หยุดจากการแจ้งเตือน
ทุกพาดหัวข่าวมีแต่เรื่องของพิมดาว
ทุกบทความมีคำพูดชื่นชมจากคเชนทร์เกี่ยวกับ “ศักยภาพที่ยังไม่ถูกค้นพบ” ของเธอ
ฉันไม่สนใจมันทั้งหมดและเริ่มเก็บของ
ฉันเคลื่อนไหวอย่างมีเป้าหมายเดียว ดึงเสื้อผ้าออกจากตู้ พับใส่กระเป๋าเดินทาง
นี่คือเรื่องจริง ฉันกำลังจะไป
คเชนทร์เดินเข้ามา ผมของเขายังเปียกหมาดๆ จากการอาบน้ำ
เขาเห็นกระเป๋าเดินทางที่เปิดอยู่และขมวดคิ้ว
“คุณกำลังทำอะไร”
“เก็บของในตู้ค่ะ” ฉันตอบโดยไม่มองหน้าเขา
เขาดูผ่อนคลายลง ความโล่งใจวูบผ่านใบหน้า “ดี งั้นฟังนะ วันนี้พิมต้องไปปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนครั้งแรกที่งานเปิดตัวสกายวิว ทาวเวอร์ ผมอยากให้คุณไปกับเธอ”
สกายวิวเป็นโปรเจกต์ของฉัน ฉันออกแบบมันตั้งแต่ต้นจนจบ
“คุณจะให้ฉันทำอะไรนะคะ”
“เธอประหม่า” เขาพูด น้ำเสียงเปลี่ยนจากโล่งใจเป็นออกคำสั่ง “ในฐานะสถาปนิกรุ่นพี่ คุณควรจะสนับสนุนน้องใหม่”
ฉันหัวเราะ เสียงแหลมไร้ความขบขัน “สนับสนุนเธอเหรอ? คุณจะให้ฉันไปยืนยิ้มอยู่ตรงนั้นตอนที่เธอรับหน้าเอาผลงานของฉันไปเป็นของตัวเองน่ะเหรอ?”
ใบหน้าของเขาแข็งกระด้าง “อย่าทำตัวใจแคบสิคีตา เธอเป็นน้องสะใภ้ผม มันเป็นหน้าที่ของคุณที่ต้องช่วย”
“เหมือนกับที่เป็นหน้าที่ของคุณที่ต้องจูบน้องสะใภ้บนโซฟาของเราเมื่อคืนนี้เหรอคะ?”
ใบหน้าของเขามืดครึ้ม “เราเมา มันเป็นความผิดพลาด”
“แล้วการให้รางวัลของฉันกับเธอล่ะ เป็นความผิดพลาดด้วยไหม?”
“คุณต้องเรียนรู้ที่จะเป็นเหมือนพิมบ้าง” เขาตวาด “เธออ่อนหวานและเข้าใจอะไรง่าย เธอไม่เคยทำให้เรื่องมันยาก”
ทันใดนั้น พิมดาวก็ปรากฏตัวที่ประตู ดูราวกับนางฟ้าในชุดเดรสสีขาว “พี่คีตา พร้อมหรือยังคะ? พี่เคนบอกว่าพี่จะไปกับพิมวันนี้!”
เธอมองมาที่ฉัน ดวงตาเป็นประกายแห่งชัยชนะ
เธอรู้ดีว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่
“ฉันไม่พลาดงานนี้เพื่อโลกทั้งใบหรอก” ฉันพูด เสียงเต็มไปด้วยการประชดประชัน
การไปดูหน้างานคือฝันร้าย
พิมดาวเกาะแขนฉัน ทำทีเป็นว่าเราเป็นเพื่อนรักกันต่อหน้ากล้อง
“พี่คีตาเป็นเหมือนพี่เลี้ยงให้พิมเลยค่ะ” เธอพูดอย่างกระตือรือร้นกับนักข่าว “พิมได้เรียนรู้อะไรจากพี่เขาเยอะมาก”
ฉันได้แต่ยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ฝืนและเจ็บปวด
ไฮไลต์ของงานคือการเดินข้ามสะพานเหล็กชั่วคราวที่เชื่อมระหว่างสองส่วนของตึก สูงจากพื้นหลายร้อยฟุต
เราทุกคนถูกเกี่ยวเข้ากับสายรัดนิรภัย
“พิมไปก่อนนะคะ!” พิมดาวพูดอย่างร่าเริง ก้าวขึ้นไปบนสะพานก่อนฉัน
เธอคือหายนะ
เธอโยกเยกและสะดุด การแสร้งทำเป็นกลัวของเธอทำให้สะพานสั่นไหว
หลายครั้งที่แขนที่แกว่งไปมาของเธอเกือบทำให้ฉันเสียหลัก
“พิม ระวังหน่อย” ฉันเตือน เสียงเข้ม
เธอมองกลับมา ยิ้มเยาะ “ไม่ต้องห่วงค่ะ พิมไม่เป็นไร!”
แล้วเธอก็ “สะดุด”
ร่างของเธอเซถลา และขณะที่เธอล้มลง มือของเธอก็ยื่นออกไปคว้าสายรัดนิรภัยของฉัน
แรงกระชากอย่างกะทันหันและรุนแรงทำให้คลิปบนสายรัดของฉันหัก
เวลาเชื่องช้าลง
ฉันรู้สึกว่าตัวเองกำลังร่วงหล่น ลมพัดผ่านหู
ฉันกระแทกเข้ากับตาข่ายนิรภัยด้านล่างดังตุ้บ
แรงกระแทกส่งคลื่นความเจ็บปวดไปทั่วทั้งร่าง
ท่ามกลางความเจ็บปวดที่พร่ามัว ฉันเห็นคเชนทร์วิ่งขึ้นมาบนสะพาน
เขาวิ่งผ่านฉันไป
เขารีบวิ่งไปหาพิมดาว ซึ่งตอนนี้ “หมดสติ” อยู่บนสะพาน
เขารวบเธอเข้ามาในอ้อมแขน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเดือดดาล
“เกิดบ้าอะไรขึ้นวะ!” เขาคำรามใส่ผู้จัดการไซต์งาน “นี่คือวิธีที่คุณดูแลความปลอดภัยเหรอ!”
ทีมงานรีบวิ่งเข้ามา ขอโทษขอโพยกันยกใหญ่
พิมดาวขยับตัวในอ้อมแขนของเขา ครวญคราง “พิมกลัวจังเลยค่ะพี่เคน”
ฉันนอนอยู่บนตาข่าย ขยับตัวไม่ได้ ทุกครั้งที่หายใจคือความทรมาน
ไม่มีใครมองมาที่ฉัน
เขาไม่แม้แต่จะชายตามองมาทางฉัน
ในที่สุด เจ้าหน้าที่พยาบาลก็มาถึงตัวฉัน “คุณผู้หญิงครับ ได้ยินผมไหมครับ? เรากำลังเรียกรถพยาบาล อย่าขยับนะครับ”
สายตาของคเชนทร์เหลือบมามองฉันชั่วครู่ สีหน้าเย็นชาและรำคาญใจ ราวกับว่าการบาดเจ็บของฉันเป็นเรื่องน่ารำคาญ
ลลิน ผู้ช่วยของฉัน รีบวิ่งมาข้างๆ น้ำตานองหน้า “พี่คีตา! เป็นอะไรไหมคะ?” เธอหันไปทางพิมดาว “เธอทำแบบนี้โดยตั้งใจ!”
พิมดาวซบหน้ากับอกของคเชนทร์ “พิมไม่ได้...เขาผลักพิม...”
คเชนทร์ตวัดสายตาที่สามารถแช่แข็งไฟได้ไปที่ลลิน
“ระวังปากของเธอด้วย” เขาคำราม “คีตาควรจะระวังให้มากกว่านี้ ดูสิว่าเธอสร้างปัญหาอะไรไว้”
ความเจ็บปวดแล่นแปลบที่ซี่โครง แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดในใจ
เขากำลังโทษฉัน
ฉันเงยหน้ามองโครงเหล็กของตึกที่ตั้งตระหง่านตัดกับท้องฟ้า ตึกของฉัน
และน้ำตาหยดหนึ่งก็ไหลออกมาเป็นทางผ่านคราบสกปรกบนแก้ม