เพลงขวัญหญิงสาววัย 20 ปี นั่งมองรูปถ่ายสุดท้ายที่ตนเองและยายนวลปรางคุณยายของเธอถ่ายด้วยกันเมื่อวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งเธอกับคุณยายไปทำบุญตักบาตรด้วยกันที่วัดและคุณยายของเธอก็แต่งตัวสวยมากเป็นพิเศษ
เธอยังจำคำพูดของคุณยายนวลปรางได้เป็นอย่างดีแต่ก็ไม่คิดว่าสิ่งที่คุณยายพูดจะมาถึงเร็วจนคาดไม่ถึงเช่นนี้
‘หนูเพลงถ่ายรูปให้ยายหน่อยสิ เผื่อยายตายไปจะได้เอารูปนี้ตั้งหน้างานศพ’
‘ยายขาอย่าพูดแบบนั้นสิคะ ยายของเพลงยังแข็งแรงอยู่เลยค่ะ’
‘ชีวิตคนเรามันไม่แน่ไม่นอนนะลูก ดูอย่างพ่อกับแม่หนูสิอายุยั้งน้อยแท้ๆ ยังทิ้งพวกเราไปเลย’ บิดามารดาของหญิงสาวประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปตั้งแต่เธอยังเรียนอยู่ชั้น ป.6
‘ยายคงไม่ทิ้งเพลงไปอีกคนหรอกนะคะ ยายต้องอยู่กับเพลงไปนานๆ อยู่ช่วยเลี้ยงลูกให้เพลงด้วยนะคะ’
‘หนูเพลงมีแฟนแล้วเหรอลูกถึงพูดแบบนี้’
‘ยังหรอกค่ะ เพลงก็แค่พูดเผื่อไว้เท่านั้นเองเรื่องมีแฟนเพลงยังไม่คิดค่ะ เพลงอยากรีบเรียนให้จบจะได้ทำงานมีเงินเดือนให้ยายจะได้ไม่ต้องลำบากไปทำงานที่บ้านนายหัวอีก’
‘ยายไม่ได้ลำบากอะไรเลย งานที่บ้านนายหัวไม่หนักหนาอะไรเลย’ ยายนวลปรางตอบหลานสาวด้วยรอยยิ้ม
‘แต่เพลงก็อยากให้ยายพักบ้าง ยายสัญญานะคะถ้าเพลงเรียนจบมีงานทำยายจะเลิกไปทำงานที่บ้านนายหัว’
‘จ้ะ ยายสัญญา’
เวลาผ่านมาแค่สามเดือนคุณยายนวลปรางก็ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับหลานคือไม่ไปทำงานที่บ้านนายหัวเพราะท่านจากเธอไปแล้ว จากไปอย่างไม่มีวันกลับ ทำให้เพลงขวัญไม่เหลือญาติที่ไหนอีกแล้วเพราะพี่ชายของเธอก็ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน
เพลงขวัญได้รับข่าวร้ายจากคนในหมูบ้านว่าคุณยายนวลปรางเข้าป่าไปเก็บเห็ดและเป็นลมอยู่ในนั้น กว่าจะมีคนไปเจอท่านก็ผ่านมาหลายวัน ร่างของท่านนอนเสียชีวิตอยู่อย่างเดียวดายใต้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากบ้านหลังนี้เพียงไม่ถึงสองกิโลเมตร
แต่เพราะยายนวลปรางอาศัยอยู่คนเดียวเธอหายไปจึงไม่มีใครรู้และเป็นช่วงที่เพลงขวัญอ่านหนังสือย่างหนักเพื่อสอบปลายภาค พอสอบเสร็จเธอจึงโทรหายายแต่ไม่มีใครรับสาย
เธอจึงโทรไปหาป้าแววซึ่งเป็นคนงานที่บ้านของนายหัวเหมือนกับยายจากนั้นชาวบ้านจึงช่วยกันหา พอเพลงขวัญกลับมาถึงบ้านก็เป็นจังหวะเดียวกับร่างไร้สติของคุณยายถูกหามขึ้นเปลออกมาจากป่า เธอร้องไห้อย่างหนักและโทษว่าเป็นความผิดของตนเองที่ไม่โทรหายายถึงสามวันเพราะถ้าไม่อยากนั้นคุณยายก็คงไม่จากไป
แต่หลังจากแพทย์ชันสูตรที่โรงพยาบาลตรวจเพื่อจะออกใบมรณบัตรก็พบว่าคุณยายไม่ได้เสียชีวิตเพราะเป็นลมแต่เป็นเพราะท่านถูกตีด้วยของแข็งบริเวณท้ายทอยจนเลือดคั่งในสมองและเสียชีวิต ซึ่งตอนนี้ก็ยังหาคนร้ายไม่เจอ
ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์แล้วที่เพลงขวัญอยู่ตามลำพังในบ้านหลังเล็กติดกับสวนยางพาราของนายหัวอารัณย์ เจ้านายของยายนวลปรางซึ่งเขาและคนงานในสวนมาช่วยจัดการงานศพของคุณยายจนทุกอย่างเรียบร้อย ส่วนตัวเธอเองนั้นแทบไม่ได้ทำอะไรเลยเพราะความสูญเสียที่เกิดขึ้นมันหนักเกินกว่าหญิงสาวตัวคนเดียวจะรับไหว ถ้าไม่ได้เขากับคนงานช่วยก็คงจะแย่ เธอยังไม่มีโอกาสของได้ขอบคุณเขาอย่างจริงจัง วันนี้ก็เลยตั้งใจว่าหลังจากไปซื้อของใช้จำเป็นที่ตลาดหน้าหมูบ้านแล้วจะไปขอบคุณเขา
เธอปั่นจักรยานมายังตลาดนัดเล็กๆ ซึ่งจะมีพ่อค้าแม่ค้าจากในเมืองมาขายสัปดาห์ละครั้ง ตลาดตั้งใกล้กับกับร้านขายของชำร้านเดียวของหมู่บ้าน ติดๆ กันนั้นก็เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวและร้านกาแฟของอาแปะกงที่เธอเห็นมาตั้งแต่เด็ก
“อ้าว หนูเพลงมาซื้อของเหรอป้านึกว่าหนูกลับไปกรุงเทพแล้วเสียอีก” ป้านงค์เจ้าของร้านของชำทักทายเพลงขวัญที่เธอเห็นมาตั้งแต่เด็ก
“ค่ะป้านงค์ หนูยังไม่ได้ขอบคุณป้าเลยที่ไปช่วยงานคุณยาย ขอบคุณนะคะป้า”
“ไม่เป็นไรจ้ะลูก เราคนบ้านเดียวกันมีอะไรก็ช่วยเหลือกัน แล้วหนูจะอยู่ที่นี่นานไหมล่ะ”
“หนูว่าจะอยู่จนเปิดเทอมค่ะ”
“หนูอยู่ที่บ้านยายเหรอจ๊ะ”
“ค่ะ ป้านงค์”
“นายหัวนี่ก็ใจดีเหมือนกันนะที่ยังให้อยู่ต่อ”
“ให้อยู่ต่อ ป้าหมายถึงอะไรคะ”
“อ้าว ป้าก็นึกว่าหนูรู้แล้วเสียอีกว่าบ้านหลังนั้นน่ะเป็นของนายหัว”
“ไม่ใช่นะคะ บ้านเป็นของคุณยาย”
“ยายของหนูมาด่วนจากไปอย่างนี้คงยังไม่ทันได้บอกอะไร ป้าว่าหนูลองไปถามนายหัวดูนะลูกว่ามันยังไงกันแน่ ป้าเองก็ฟังคนอื่นมาอีกที”
“ค่ะ หนูก็กำลังจะเข้าไปขอบคุณนายหัวอยู่พอดีเลย”
เพลงขวัญปั่นจักรยานมาจากร้านขายของชำแล้วก็ตรงไปยังบ้านนายหัวระหว่างทางก็คิดถึงคำพูดของป้านงค์ที่บอกว่าบ้านหลังนั้นเป็นของนายหัว มันจะเป็นแบบนั้นได้ยังไงในเมื่อบ้านหลังนั้นพ่อกับแม่ของช่วยกันสร้างมา
มีทางเดียวที่เป็นไปได้ก็คือนายหัวอาจจะหลอกเอาบ้านไปจากคุณยายของเธอเพราะเห็นว่าท่านอายุมากแล้วและเธอเองก็นานๆ ถึงจะกลับมาที่บ้านสักครั้ง
สองเท้าเล็กๆ รีบปั่นอย่างรวดเร็วเพราะอยากจะไปเห็นหน้าคนที่แอบอ้างว่าเป็นเจ้าของบ้าน
บ้านเดี่ยวยกสูงซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าสวนยางพาราและสวนเงาะนับรวมๆ เกือบจะ 2000 ไร่ เจ้าของบ้านกำลังนั่งจิบกาแฟขณะนั่งอ่านข่าวสารผ่านทางหน้าจอแท็บเล็ต
อารัณย์หรือนายหัวอารัณย์เป็นชายหนุ่มวัย 32 ปี เขาเคยแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน แต่ก็มีความสุขอยู่เพียงแค่ปีกว่า เนื่องจากภรรยาทนอยู่ในสวนที่อยู่ห่างไกลความเจริญไม่ได้ แม้ว่าที่นี่จะอยู่ห่างจากตัวเมื่องไม่ถึง 80 กิโลแต่เธอก็บ่นว่าไกล เธอให้เขาขายทุกอย่างที่นี่ทิ้งแล้วไปใช้ชีวิตที่กรุงเทพ แต่อารัณย์ทำแบบนั้นไม่ได้เพราะนี่เป็นสมบัติที่บิดามารดาทิ้งไว้ให้ ตั้งแต่นั้นมาเขาก็อยู่คนเดียวมาตลอด
การอยู่คนเดียวก็ได้เหงาเท่าไหร่เพราะในแต่ละวันเขามีงานให้ต้องรับผิดชอบทั้งสวนยางพารา สวนเงาะและยังมีโรงงานแปรรูปยางพาราซึ่งนอกจากจะนำน้ำยางในสวนตัวเองมาแปรรูปแล้วก็ยังรับซื้อน้ำยางจากชาวบ้านอีกด้วย
“นายหัวครับวันนี้จะเข้าไปในเมืองไหมครับ” กล้าลูกน้องคนสนิทถามผู้เป็นนายที่วันหยุดมักจะเข้าในเมืองอยู่เป็นประจำ
“อาทิตย์นี้ไม่ไป นายมีอะไรหรือเปล่า”
“เปล่าครับนาย” กล้าตอบแต่ไม่กล้าสบตาเจ้านายและอาการมีพิรุธนี้อารัณย์ก็มองออก
“บอกมาตามตรงว่ามีอะไร นายทำงานกับครอบครัวฉันมาเกือบ 10 ปีทำไมฉันจะดูไม่ออกว่านายกำลังปิดบังอะไรอยู่”
“ถ้าผมบอกนายหัวห้ามดุผมนะ”
“ฉันชักไม่แน่ใจแล้วว่าใครเป็นเจ้านาย ใครเป็นลูกน้องกันแน่ จะบอกมาดีๆ หรือจะให้ฉันเตะก้นนายก่อน”
“อย่านะครับนายหัว ถึงผมจะตัวเล็กกว่าแต่ผมก็สู้คนนะครับ” กล้าเป็นชายไทยที่รูปร่างสมส่วน แต่ถ้าเทียบกับนายหัวอารัณย์แล้วก็ถือว่าเขาตัวเล็กว่ามากเพราะอีกฝ่ายนั้นสูงถึง 186 ซม.
“งั้นก็พูดมา อย่าให้ฉันต้องหงุดหงิดนะ”
“คุณจีสั่งให้ผมโทรบอกเธอถ้านายหัวจะเข้าไปในเมือง”
“ถึงว่าล่ะ ฉันไปในเมืองทีไรเจอคุณจีที่ร้านกาแฟตลอด ที่แท้ก็มีหนอนบ่อนไส้นี่เอง”
“โธ่ นายหัวอย่าเรียกว่าหนอนบ่อนไส้แบบนั้นสิครับ”
“แล้วจะให้ฉันเรียกว่าอะไร”
“เรียกผมว่ากามเทพ”
“ถุย! กามเทพ เดี๋ยวกามเทพจะได้ไปคุยกับเทพจริงๆ ละมั้ง”
“นายไม่ชอบคุณจีเหรอครับ ผมว่าเธอสวยกว่าทุกคนแถวนี้เลยนะครับ บ้านก็รวย พูดจาก็เพราะแล้วเธอยังชอบนายมากๆ ด้วยนะครับ”
“แต่ฉันไม่ได้ชอบคุณจี พวกนายก็เลิกคิดจะจับคู่ฉันกับคุณจีเลย ถ้าขืนยังเข้ามาวุ่นวายมากฉันจะไปสั่งปุ๋ยเจ้าอื่นและให้พวกนายเข้าไปขนเองดีไหม”
“อย่านะครับนายหัว แบบนั้นพวกผมก็เหนื่อยแย่สิ สั่งปุ๋ยจากบ้านคุณจีต่อเถอะครับ” กล้ารีบร้องห้ามเจ้านายเพราะไม่อยากจะขนปุ๋ยเองให้เหนื่อย เนื่องจากที่ร้านคุณจีรนันท์มีบริการส่งและพวกเขาไม่ต้องช่วยสักนิด
“นายหัวครับ ผมขอถามอีกข้อนะ”
“ว่ามา”
“นายหัวไม่ชอบคุณจีแล้วนายหัวชอบผู้หญิงแบบไหนครับ ผมว่านายหัวเป็นโสดนานเกินไปแล้วนะครับ ผมอยากเห็นนายหัวมีความสุข”
“แล้วทุกวันนี่ฉันทุกข์อยู่หรือไง”
“แหม นายหัวก็รู้ว่าผมหมายถึงเรื่องอะไร”
“ฉันจะชอบแบบไหนมันก็เรื่องของฉันนายไม่ต้องมาอยากรู้หรอก”
“แล้วนายหัวไม่คิดจะหานายหญิงมาอยู่ที่สักคนล่ะครับ” กล้าไม่เคยเห็นนายหัวพาใครมาที่บ้านหลังนี้ตั้งแต่เลิกกับคุณผู้หญิงเมื่อ 4 ปีก่อน
“หามาให้ปวดหัวทำไม ใครจะอยากมาอยู่ในที่แบบนี้”
“แล้วถ้าผู้หญิงเขาอยากมาหา มาอยู่ด้วยล่ะครับนาย”
“ไม่ละ อยู่แบบนี้สบายกว่าเยอะ แล้วนายมานั่งซักฉันอยู่แบบนี้แสดงว่าไม่เข้าเมืองใช่ไหม”
“เข้าสินายหัว ผมนัดกับแฟนว่าจะพากันไปดูหนัง งั้นผมไปก่อนนะนายเดี๋ยวจะมีทันรถลุงจวบ”
ลุงจวบที่กล้าพูดถึงคือเจ้าของรถสองแถวที่จะวิ่งเข้าเมืองวันละ 2 รอบซึ่งถ้าใครพลาดก็ต้องรอวันต่อไปหรือไม่อย่างนั้นก็ต้องขี่จักรยานยนต์ไปเอง
เมื่อกล้าลงไปจากบ้านแล้วอารัณย์ก็เก็บแก้วกาแฟเตรียมจะเดินเข้าบ้านเพราะแดดเริ่มจะแรงขึ้น แต่พอลุกจากเก้าอี้ก็เห็นว่าเขากำลังมีแขกมาเยือน
หลานสาวของยายนวลปรางที่เขามีโอกาสได้เจอในงานศพเมื่อวันก่อนแต่ไม่ได้ทักทายอะไรมากเพราะเธอเอาแต่นั่งร้องไห้จนเขาต้องเป็นคนคอยรับแขกให้
จะว่าไปแล้วเขากับเธอก็ไม่ค่อยเจอกันบ่อยนัก เพราะเธอเข้าไปเรียนที่กรุงเทพ หญิงสาวดูแปลกตาไปมาก จากเด็กตัวเล็กๆ ที่ตามยายมาทำงานบ้านกลายเป็นสาวสวยสะพรั่ง ร่างกายของเธอดูอวบอิ่ม ยิ่งสวมเสื้อยืดรัดรูปและกางเกงยีนตัวสั้นก็ยิ่งเน้นให้เห็นเอวคอดและสะโพกกลมกลึงอีกทั้งขาก็ยังขาวเรียวน่ามอง นานมากแล้วที่อารัณย์ไม่เคยมองผู้หญิงคนไหนตั้งแต่หัวจรดเท้าแบบนี้ ผิวขาวขึ้นกว่าเดิมอาจจะเพราะไม่ค่อยได้ออกแดดเหมือนตอนที่ยังเป็นเด็ก พวงแก้มแดงระเรื่อคงเพราะเพิ่งปั่นจักรยานมาเหนื่อย
พอเธอเดินเข้ามาใกล้เขาก็เห็นว่าใบหน้านั้นสวยหวาน โครงหน้ารูปไข่ ริมฝีปากอิ่มสีชมพู คิ้วเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบอีกทั้งขนตาก็งอนงาม ขับดวงตากลมโตนั้นให้ดูน่ามองมากขึ้นจนเขาเผลอจ้องจนเจ้าตัวเดินมาใกล้แล้วยกมือไหว้
“สวัสดีค่ะนายหัว”
“สวัสดีเพลงขวัญมาหาฉันถึงบ้านมีธุระอะไรหรือเปล่า” นายหัวถามอย่างแปลกใจ
“แน่นอนค่ะและเป็นธุระสำคัญด้วยสิ”
“เข้าไปในบ้านก่อนสิ ตรงนี้แดดมันร้อน” นายหนุ่มเดินนำเข้ามาภายในบ้านแล้วผายมือให้เธอไปนั่งรอที่ห้องรับแขกส่วนตัวเองนั้นเดินเอาแก้วกาแฟมาวางลงอ่างล้างจากก่อนจะเปิดตู้เย็นหยิบน้ำขวดเล็กติดมือไปสองขวด
“มาเหนื่อยๆ กินน้ำก่อนสิ แต่มีแค่น้ำเปล่านะ” เขาส่งขวดน้ำให้เธอแล้วตัวเองก็นั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้าม ขณะที่เธอก็เปิดขวดน้ำขึ้นดื่มแต่คงรีบไปหน่อยน้ำก็เลยไหลลงไปยังเสื้อยืดและยิ่งทำให้เขาเห็นชัดเจนเลยว่าภายใต้เสื้อยืดสีขาวนั้นมีความอวบอิ่มซ่อนอยู่ แค่กะด้วยสายตาก็ไม่น่าจะเกินคัพซี และถ้าได้เอาหน้าลงไปซุกตรงนั้นก็คงจะดีไม่น้อย
นายหัวอารัณย์สลัดศีรษะเพื่อไล่ความคิดลามกของตนเองออกและท่องไว้ในใจว่าเพลงขวัญยังเด็ก เขายังจำได้ดีว่าครั้งแรกที่เจอกับเธอตอนนั้นเธอเพิ่งจะ 5 ขวบ
“เอาละ มีอะไรก็ว่ามา”
“เมื่อกี้หนูไปร้านขายของชำของป้านงค์ แล้วป้านงค์บอกหนูว่าบ้านที่หนูอยู่เป็นของนายหัว”
“อือ ป้าแกก็พูดถูก”
“จะถูกได้ยังไง หนูจำได้ว่าตอนย้ายมาอยู่ที่นี่พ่อกับแม่ยังช่วยกันสร้างอยู่เลย หนูว่านายหัวเห็นว่ายายแก่แล้วและคิดว่าหนูคงไม่กลับมาอยู่บ้านใช่ไหมล่ะ ก็เลยคิดจะโกงหนู”
“บ้านฉันก็มี ฉันจะโกงเธอไปทำไม”
“หนูไม่รู้”
“เธอไม่รู้แต่มาปรักปรำฉันถึงบ้านเนี่ยนะเพลงขวัญ ฉันสามารถฟ้องเธอโทษฐานหมิ่นประมาทได้เลยนะ”
“ก็ลองฟ้องดูสิ หนูจะได้ประกาศให้คนรู้กันไปเลยว่านายหัวที่แสนดีของชาวบ้านโกงแม้กระทั่งเด็ก” เพลงขวัญเถียงคอเป็นเอ็นใบหน้าเธอแดงก่ำเพราะความโมโห
“ดูแล้วเราคงไม่รู้อะไรเลยใช่ไหม”
“รู้สิ หนูรู้ว่านายหัวกำลังจะโกงหนู”
“คำก็โกงสองคำก็โกง ถ้าฉันทำอย่านั้นจริงๆ ขึ้นมาเธอคิดเหรอว่าจะเอาเรื่องฉันได้”
“แต่นายหัวก็ทำไปแล้วนี่ เสียแรงที่ยายของหนูชื่นชมนายหัวให้หนูฟังทุกครั้งที่โทรหา”
“เธอคิดว่ายายของเธอจะมองคนไม่ออกเหรอว่าใครดีหรือใครร้าย”
“ยายอาจจะหลงคุณเพราะคุณพูดดีด้วย ทำดีด้วยไง”
“เฮ้อ เธอนี่ยังเด็กจริงๆ นะเพลงขวัญ”
“หนูไม่เด็กแล้วนะคะ อายุ 20 ปีแล้ว”
“นั่นสินะ ไม่เด็กแล้ว ถ้าเป็นชาวบ้านแถวนี้ก็คงแต่งงานมีลูกกันไปแล้ว” เขาพูดพลางจ้องใบหน้าและเรือนร่างของคนที่บอกไม่เด็กอย่างพิจารณา ยิ่งได้อยู่ใกล้ก็ยิ่งรู้สึกเพลงขวัญมีแรงดึงดูดทางเพศอย่างมาก ถ้าไม่ติดว่ายายของเธอเคยฝากเข้าให้ช่วยดูแลจนเธอเรียนจบเขาคงได้จับทำเมียไปแล้วแน่ๆ
“นั่นมันเรื่องของคนอื่น นายหัวอย่าพยายามเปลี่ยนเรื่องนะคะ”
“ตามฉันมาในห้องสิ”
“นายหัวจะทำอะไรกลางวันแสกๆ”
“นี่คิดว่าฉันจะทำอะไรเธอเหรอเพลงขวัญ บอกไว้นะรสนิยมของฉันไม่ชอบเด็ก”
“หนูก็ไม่ชอบคนแก่เหมือนกัน” เพลงขวัญมองเขาด้วยสายตาอาฆาต เธอไม่ชอบให้ใครมาเมินใส่แบบนี้เพราะมั่นใจในระดับหนึ่งว่าตัวเองนั้นทั้งสวยและหุ่นดีแต่พอเขาทำท่าทางไม่สนใจแบบนี้ความรู้สึกอย่างเอาชนะก็ทำให้เธอคิดแผนการที่จะทำให้นายหัวยอมถอนคำพูดที่ว่าไม่ชอบเด็ก
แต่มันยังไม่ใช่ตอนนี้เพราะวันนี้เธอตั้งใจจะคุยกับเขาเรื่องบ้านให้เรียบร้อยเสียก่อน
เพลงขวัญเดินตามเขามายังห้องทำงานแล้วนั่งลงตรงหน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่โดยมีเจ้าของห้องนั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ
“เธอดูนี่สิ” นายหัวอารัณย์ส่งกระดาษสัญญากู้ยืมเงินจำนวนสองล้านบาทโดนเอาที่ดินและบ้านเป็นหลักค้ำประกันโดยคนที่ลงลายมือชื่อคือพี่ชายของเธอและมันก็เลยกำหนดไถ่ถอนมาแล้วเกือบหนึ่งปี
“ไม่จริง พี่เพลิงไม่มีทางทำแบบนั้น”
“น้อยไปสิเพลงขวัญพี่ชายเธอเอาที่ดินและบ้านมาจำนองจากนั้นก็ไม่เคยส่งดอกเบี้ยหรือเงินต้นเลยสักบาท เขาไม่ได้ทำแค่นี้หรอกนะ ยายเธอบอกว่าพี่ชายเธอหนีไปพร้อมกับเงินที่พ่อกับแม่ของเธอทิ้งไว้ให้เป็นทุนการศึกษาด้วย”
“เป็นไปไม่ได้ ยายยังส่งเงินให้ฉันทุกเดือน”
“ลองนึกดีๆ นะว่าการส่งเงินให้เธอมันมีอะไรแปลกไปจากเดิมไหมล่ะ”
หญิงสาวนั่งทบทวนว่าที่ผ่านมามีอะไรพอเป็นจุดสังเกตได้ไหม แล้วเธอก็นึกออก ตอนเรียนอยู่ชั้นปีหนึ่งยายจะโอนเงินผ่านธนาคารไปให้ทุกเดือนแต่พอขึ้นปีสองยายใช้วิธีโอนเงินจากแอปพลิเคชันของธนาคารแทน พอเธอถามยายก็บอกว่าให้คนงานในสวนยางช่วยโอนให้เพราะมันสะดวกกว่าการไปที่ธนาคารเอง
“แล้วใครเป็นคนโอนเงินให้ฉันทุกเดือน”
“ก็คนที่เธอกำลังกล่าวหาว่าโกงเธออยู่นี่ไงล่ะ”
“ทำไมต้องโอนให้ฉันด้วย ทำไมยายถึงไม่บอกความจริงกับฉันไปเรียนใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตามประสาวัยรุ่นแต่ยายกลับต้องยืมเงินคนอื่นมาให้ ฉันเป็นหลานที่ใช่ไม่ได้จริง” เพลงขวัญร้องไห้เพราะรู้สึกผิดที่ทำให้ยายของเธอต้องลำบาก
นายหัวอารัณย์ไม่ชอบเห็นน้ำตาคนอื่นแต่เขาจะเดินหนีหรือทิ้งเธอไว้คนเดียวก็ดูจะใจร้ายเกินไป ชายหนุ่มเลยลุกขึ้นแล้วเดินอ้อมมาตบไหล่เธอเบาๆ อย่างให้กำลังใจ แต่คนที่กำลังร้องไห้กลับกอดเอวไว้แน่นจนเขารู้สึกถึงความเปียกชื้นบริเวณหน้าท้องซึ่งหญิงสาวกำลังซบใบหน้าอยู่ เขาได้แต่ยืนนิ่งเพราะกลัวว่าถ้าขยับไปมากกว่านี้ใบหน้าของเธอจะไปโดนอะไรที่มันหลับไหลอยู่ใต้กางเกงยีนสีเข้ม