CHAPTER 01
@เพชรบูรณ์
สมุดรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็กเท่าฝ่ามือถูกเปิดทิ้งเอาไว้ตรงหน้าล่าสุดที่จำนวนเงินทั้งหมดถูกถอนออกไปเมื่อตอนกลางวัน นัยน์ตาเศร้าของตัวเองจ้องมองยอดปัจจุบันตรงนั้นซ้ำๆ ถ้าเป็นไปได้ฉันอยากให้เงินจำนวนนั้นกลับเข้ามาในบัญชีแบบเดิมแต่มันก็เป็นได้แค่ความฝันเมื่อความเป็นจริงมันอยู่ตรงหน้า
ปาฏิหาริย์ไม่เคยเกิดขึ้น
ปาฏิหาริย์ไม่เคยมีจริงด้วยซ้ำ
ทุกอย่างมันพังลงหมดแล้วทางเลือกของฉันก็ถูกทำลายลงอย่างไม่มีทางก่อให้มันเกิดขึ้นได้อีก ไม่ใช่ท้อไม่ใช่เหนื่อยแต่ฉันเคยทำแบบนั้นแล้วมันก็เกิดแบบเดิมตลอด ตอนนี้ก็เหมือนกันเงินทุนก้อนสุดท้ายของลูกไม่มีแล้ว...
ฉันชื่อ 'ซาน' อายุแค่ 19 ย่างยี่สิบที่ใครๆ ก็บอกว่าเป็นเด็กเหลือขอใจแตกท้องไม่มีพ่อตั้งแต่อายุ 17 แล้ว ฉันไม่เคยเถียงไม่เคยแก้ต่างให้กับตัวเองสักครั้งได้แค่เพียงก้มหน้ายอมรับคงเพราะมันเป็นจริง จะเถียงความจริงไปทำไมยังไงฉันก็รู้ตัวดีว่าอะไรเป็นอะไร ฉันไม่มีพ่อไม่มีแม่เหมือนอย่างใครเขาในรุ่นเดียวกัน ไม่มีใครอยากเข้ามาเป็นเพื่อนและข้อนี้ฉันก็เข้าใจดีอีกต่างหาก ชาวบ้านบอกกรอกหูเสมอว่าเป็นเด็กที่พ่อแม่ไม่ต้องการเอามาทิ้งไว้ข้างถนน
การเติบโตของฉันจึงเกิดขึ้นจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งในตัวเมืองใหญ่แต่พออายุได้ 14 ก็มีผู้ใจบุญอยากอุปะการะดูแล ตอนนั้นดีใจมากเลยนะรอยยิ้มครั้งแรกเกิดขึ้นเพราะไม่คิดว่ายังมีคนต้องการ ฉันอยู่อาศัยกับเขาจนถึงปัจจุบันจึงได้รู้ความจริงว่ามันไม่ใช่ เขาไม่ได้ต้องการขนาดนั้น...
ฉันเป็นได้แค่คนรองมือรองตีน
ฉันเป็นได้แค่คนนอกที่ต้องทำงานหาเงินเข้าบ้าน
เชื่อไหมรอยยิ้มฉันได้หายจากไปนานแล้ว แค่ผู้หญิงคนหนึ่งด่างพร้อยไม่มีความดีอะไรให้ได้จำฉันว่าทุกคนรับรู้เอาไว้แค่นี้ก็พอแล้วแหละ
~ฟิ้ว~
สายลมหนาวพัดเข้ามาเยือนทางหน้าต่างจนต้องห่อตัวแต่ฉันไม่เท่าไหร่หรอกหวงก็แค่อีกคนหนึ่งต่างหาก การรีบลุกขึ้นไปคว้าผ้าห่มเข้ามาถือไว้จากนั้นก็จัดการห่มให้ร่างเล็กอ้วนปุย ใบหน้ากลมริมฝีปากจิ้มลิ้มนอนหลับลึกผ่อนลมหายใจอย่างสม่ำเสมอหลังจากอิ่มนมจากเต้าไปไม่ถึงสิบนาทีพอให้ฉันยิ้มได้ในรอบวันส่วนวันต่อไปก็ช่างมันเพราะยังไม่เกิดขึ้น
ฉันจะสู้ให้ถึงที่สุด สู้ให้ลูกมีอนาคตมากกว่าตัวเองถึงเค้าจะเกิดมาในตอนที่ฉันไม่พร้อมทุกด้านแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะดูแลไม่ได้ ยังไงฉันต้องดูแลให้ดีที่สุดไม่ว่าจะแลกด้วยความเหนื่อยยากยังไงก็ตาม
“เป็นกำลังใจให้แม่ด้วยนะสตางค์ หนูเป็นทุกอย่างของแม่แล้วนะลูก”
ลูกฉันชื่อสตางค์ เพศหญิงส่วนอายุ 2 ขวบครึ่ง ได้ชื่อว่าลูกตัวเองแต่ไม่มีส่วนไหนคล้ายฉันเลยสักนิดทั้งที่อุ้มท้องมาเก้าเดือน ทุกอย่างคล้ายผู้ชายคนนั้นหมดจด ผู้ชายที่รู้จักกันมานานแต่ก็ใช่ว่าจะคบหรือรักกันได้...
วันต่อมา...
“เดี๋ยวตอนเย็นหนูมารับสตางค์นะคะป้าส่วนเงินค่าฝากอีกสองสามวันซานเอาให้” ป้าสายยิ้มก่อนพยักหน้าให้ฉันพร้อมกับการเอื้อมมือยกขึ้นมาอุ้มเจ้าหญิงตัวอ้วนจากอ้อมกอดไป สายตาเอ็นดูของป้าที่มองลูกฉันเชื่อว่าไว้ใจได้เพราะตั้งแต่ลูกลืมตาดูโลกก็มีป้าสายนี่แหละที่อุ้มสตางค์พอๆ กันกับฉันหรือมากกว่าด้วยซ้ำ “มาแม่หอมแก้มก่อน”
~ฟอด~
กลิ่นเด็กยังหอมติดจมูกพลอยให้ชื่นใจไปอีกวันหนึ่ง
“บายแม่ซาน... บ้ายบายรีบกลับมาหาสตางค์นะคะ” ป้าสายพูด
“แบะๆ” [บายบ่าย]
มีเหรอที่สตางค์จะไม่เรียนแบบคนเลี้ยงในการพูดถึงจะตัดเอาแค่คำว่าบายบ่ายก็เถอะเท่านี้ก็ถือว่าเป็นพัฒนาการหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมาให้ฉันได้ใจชื่นขึ้นมา
การที่ป้าสายอุ้มด้วยแขนข้างเดียวอีกข้างก็ยกมือเล็กขึ้นมาทำท่าทางโบกไม้โบกมือให้ฉัน รอยยิ้มของลูกทำฉันอดยิ้มแฉ่งจนตาหยีไม่ได้ส่วนป้าสายก็ยิ้มเหมือนกัน ท่านอยู่ตัวคนเดียวไม่ได้มีรายได้อะไรนอกจากร้อยมาลัยขาย
วันนั้นประมาณเกือบสองปีกว่าฉันจึงเข้ามาถามหลังจากคลอดลูกซึ่งท่านก็ตอบรับอย่างง่ายดายบัดนั้นเป็นต้นมาเราจึงสนิทกันมาก
ที่ต้องให้เลี้ยงเพราะยังไงตอนทำงานก็พาลูกไปไม่ได้อยู่แล้ว
“ฝากด้วยนะคะป้า”
“ไม่ต้องห่วงไปทำงานดีๆ เจ้าซาน”
รอยยิ้มป้าสายที่ฉันมองเหมือนแม่มานานท่านรอให้ฉันเดินลับสายตาจากนั้นก็พาสตางค์เข้าบ้าน อุปกรณ์การเลี้ยงก็อยู่ในบ้านป้าสายหมดสิ่งที่ฉันต้องซื้อมาให้เสมอคือนมเสริมจากเต้าบ้าง ฉันทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดในรีสอร์ทแห่งหนึ่งใกล้บ้านแห่งหนึ่งชื่อ ‘ศิลาธนันรีสอร์ท’
เป็นรีสอร์ทขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนเขาควบคุมพื้นที่หลายร้อยไร่ในเพชรบูรณ์ ได้ยินว่าในตัวเมืองยังมีกิจการโรงแรมระดับห้าดาวด้วยนะ ทั้งปีมีนักท่องเที่ยวมาเยือนไม่ขาดสายเรียกง่ายๆ คือไม่มีห้องว่างรับรองอยากพักต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น
จบแค่มอสามได้เป็นพนักงานทำความสะอาดในรีสอร์ทใหญ่ขนาดนี้ก็คือว่าดีแล้ว เพราะมีเพื่อนร่วมงานหลายคนจบการโรงแรมมาด้วยซ้ำ ที่ฉันทำได้ก็เพราะป้าหัวหน้างานซึ่งอยู่หมู่บ้านเดียวกันสงสารก็เลยช่วยแต่ฉันต้องเรียนรู้งานหลากหลายอย่างมากซึ่งแน่นอนว่าไม่มีอะไรง่ายสักนิด
“มาก่อนเวลามากเลยนะซาน”
“แต่ยังช้ากว่าป้าอุ่นอยู่ดี ขนาดอยู่หมู่บ้านเดียวกันนะคะ”
“ฉันต้องมาก่อนเวลาอยู่ดีปะล่ะ เออ...” ที่ฉันเรียกป้าอุ่นเพราะมันติดปากไปแล้วความจริงนั่นป้าอุ่นอายุประมาณสี่สิบแต่วัยรุ่นมากทั้งความคิดแล้วคำพูดคำจา “เมื่อไหร่แกจะเรียกฉันมาพี่อย่าเรียกป้าเลยขอร้อง โคตรเจ็บใจในการเกิดเร็ว”
“ให้ซานเรียกเถอะค่ะ ติดปากไปแล้ว น๊าคะ”
“ลูกอ้อนของแกไม่ได้ผลแน่จ๊ะ ฉันรับรองได้ด้วยเกียรติของหัวหน้างาน จริงสิมีเรื่องเม้าท์จ๊ะเมื่อวานเขาบอกว่าฝ่ายต้อนรับวุ่นวายมากถึงขั้นระดับรุนแรงเพราะมีแขกสำคัญมาเยือนถึงขนาดเจ้าของโรงแรมมาต้อนรับเองเลย ใหญ่เบอร์ไหนกันถึงเรียกเจ้าของมาต้อนรับได้”
แบบนี้เรียกว่างานช้างเลยนะ
“แล้วเป็นยังไงต่อคะ ได้ไปต่อหรือเปล่า”
ไปต่อหมายความว่ากลุ่มพนักงานต้อนรับถูกไล่ออกหรือเปล่า เคยมีเหตุการณ์ก่อนหน้าทุกคนเล่าลือกันมาแล้วว่ากลุ่มก่อนหน้าถูกไล่ออกเพราะแค่ทำเด็กร้องไห้ คำสั่งนั้นถูกสั่งตรงลงมาจากผู้บริหารใหญ่
“อันนี้ฉันไม่สนจ๊ะถือว่าไม่เกี่ยวกับเรา อย่าเป็นคนดี”
“อ้าว... ”
“มันมีเรื่องให้สนมากกว่านี้ปะ ปากต่อปากเล่าลือกันไปทั่วรีสอร์ทว่าชายคนนั้นจมูกเป็นสันโครงหน้าสันกรามเด่นราวกับพระเจ้าปลูกปั้นมาอย่างดีมีผิวขาวถึงภายนอกดูนิ่งๆ หยิ่งๆ เข้าถึงยากแต่หล่อลากมากเลยเป็นข้อยกเว้น พนักงานสาวในรีสอร์ทชอบมาก”
“เขามาแล้วเหรอคะ?”
ยกเว้นฉันคนหนึ่งที่ไม่สนว่าจะหล่อลากมากแค่ไหน
“พวกคณะคนอื่นมาถึงวันนี้ตอนเที่ยงส่วนคนหล่อลากเห็นเขาพูดกันว่ามาถึงเมื่อวานตอนเย็น”
“อ๋อ”
“แค่อ๋อ? ถามจริงไม่สนใจ”
“ไม่ค่ะป้าอุ่น ซานขอตัวไปทำงานก่อนเดี๋ยวโดนว่า”
“เชิญจ๊ะนางซานคนดี”
เพียงแค่นี้ฉันก็เดินยิ้มออกมาจากห้องมุ่งตรงไปทำความสะอาดห้องที่ได้รับมอบหมาย โซนนี้เป็นโซนติดกับภูเขาสามารถเห็นวิวได้สามร้อยหกสิบองศาตอนเช้าจึงมีหมอกหนาตกลงมาหนักแทบมองไม่เห็นทาง ธรรมชาติที่เรียกผู้คนให้เข้ามาเยือนหรือสัมผัสสักครั้งเพียงแค่ว่าตอนนี้
สายตาฉันกับไม่โฟกัสกับวิวหลักล้านพวกนั้นเลย
ห่างออกไปไม่เท่าไหร่นักสายตาฉันดันไปสะดุดกับร่างสูงใหญ่สวมกางเกงลำลองเสื้อแขนยาวเข้าชุดยี่ห้อดังยืนหันไปทางภูเขา รูปร่างคล้ายกับใครคนหนึ่งซึ่งเล่นเอาหัวใจฉันตกฮวบลงปลายเท้า
ยิ่งขยับตัวถ่วงท่ามันยิ่งกว่าใช่เสียอีก
คงไม่หรอกมั้ง...
ไม่ใช่แน่ๆ เขาจะมาทำไม
“ยัยซาน!”
แต่แล้วก็มีเสียงร้องเรียกชื่อตัวเองดังมากฉันไม่ได้หันไปทางเสียงต้นตอยังลุ้นกลืนน้ำลายอักใหญ่เพราะกลัวว่าคนนั้นที่กำลังออกกำลังกายจะหันมามอง ทว่าโชคดีมากที่ไม่ได้เป็นแบบนั้นเพราะตรงหูเขาสวมใส่หูฟังอยู่จึงไม่ได้ยินเสียงเรียกชื่อฉัน ไม่ใช่หรอกเขาจะมาอยู่ตรงนี้ได้ไง ยืนตรงที่ที่ไม่ใช่ยังไงก็ไม่สามารถเป็นไปได้...
“ถามจริงเป็นผู้ชายกันเปล่าเนี่ย ทำไมแรงสู้ผู้หญิงไม่ได้!”
มุกเพื่อนร่วมงานที่เรียกฉันเอ่ยว่าขึ้นให้เพื่อนร่วมงานผู้ชายอีกสองคนในระหว่างเหตุการณ์ที่พวกเราทั้งหมดกำลังช่วยกันยกโต๊ะทานข้าวจากอีกห้องด้านบนลงมาไว้อีกห้องด้านล่างตามคำสั่งซึ่งถึงแม้ระยะไม่ห่างกันเท่าไหร่แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นอยู่ดีเพราะต้องยกลงบันใดความยากจึงเกิดขึ้น
ความยากที่อยู่ในระดับมาก
“งั้นพวกเธอมายกด้านนี้มั้ย”
“ใช่ไอ้บอยมันพูดถูก ทางมันต่างระดับอีกทั้งยกคาบันใดขนาดนี้แรงโน้มถ่วงก็มาทางพวกฉันทั้งสองคนหมด”
ประโยคแรกเป็นของบอยที่เอ่ยเถียงมุกส่วนประโยคยาวตบท้ายเป็นของมินสองคนนี้เป็นผู้ชายสองในสาม ขณะที่พวกเรากำลังยกย้ายโต๊ะอยู่นั่นไม่มีลูกค้าเข้ามาใช้ในโซนนี้หรอกจึงสามารถถกเถียงกันได้เสียงดัง
“อ๋อ... นี่จะบอกว่าพวกฉันออมแรงให้แต่พวกนายยกหรือไง”
“เธอพูดเองนะมุก” บอยเถียงขึ้น
สงครามน้ำลายกำลังก่อตัวเกิดขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมุกเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างรักในความเท่าเทียมกันไม่ว่าเพศไหนทุกอย่างที่เกิดขึ้นถ้าอยู่ในสายตาของเธอมันคือระดับเท่ากันหมดส่วนบอยกับมินนั้นนิสัยเหมือนกันราวกับเป็นพี่น้องทั้งที่ไม่ใช่เมื่อฝ่ายใดถูกว่าไม่ว่าจะรวมกันหรือแยกทั้งคู่ก็เถียงให้กันเสมอ
ไม่จบง่ายๆ
“โอ้ย! เถียงกันอยู่ได้จะเสร็จเมื่อไหร่!”
“...”
คราวนี้เป็นเสียงของกุ๊กดังขึ้นอีกครั้ง เธอเป็นคนเจ้าอารมณ์ค่อนข้างมากพอพูดขึ้นก็ใส่อารมณ์ออกมาเต็มทั้งทางสีหน้าท่าทางนี่ถ้าปล่อยมือจากโต๊ะได้คงทำไปแล้ว
ดีหน่อยที่ในตอนนี้พวกเราอยู่กลางบันใดจึงไม่สามารถทำตามใจตัวเองได้
แค่นั้นการถกเถียงกันก็เหมือนจะหยุดลงไปด้วยอันที่จริงแล้วด้านพวกเราผู้หญิงช่วยกันถึงสามคนส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นผู้ชายมีสองคนด้วยความที่ว่าการก้าวเดินบวกกับทางมันต่างระดับจึงดูยากหน่อย อีกอย่างโต๊ะก็ราคาค่อนข้างแพงเอาการอยู่จึงไม่มีใครนึกสนุกแกล้งกันหรอก
ในความคิดของฉันนะ
“เอางี้ค่อยๆ ก้าวลงมั้ย”
พอฉันเสมอความคิดเห็นบ้างนัยน์ตาแข็งของกุ๊กก็หันมาตวัดสาดใส่ด้วยความไม่ชอบ พอรู้ตัวอยู่หรอกว่าเธอไม่ค่อยชอบฉันเท่าไหร่นัก
“อย่าอวดฉลาด!”
“กุ๊กเกินไปมั้ย ว่าให้ซานแบบนั้นได้ไง” มุกเอ็ดขึ้นบ้างเพื่อห้ามปราม
“ส่วนเธอก็เงียบปากไปเลยยัยมุก เข้าข้างกันดีนัก ความจริงพวกเราไม่น่าจะมาทำอะไรแบบนี้สักนิดทำไมไม่ให้คนเรียนน้อยทำเอง”
ใช่... เธอหมายถึงฉัน
“ซานเรียนจบไม่เท่าวุฒิพวกเราก็จริงแต่เธอมีประสบการณ์เยอะกว่า”
“ถ้าไม่ใช้เส้นจะเข้าได้เหรอ เหอะ...” กุ๊กแสยะยิ้มส่งมาให้ฉันอีกครั้งหนึ่งก่อนเชิดใบหน้าขึ้นและขยับตัวดันร่างฉันออกมา เนื่องจากฉันอยู่ริมสุดและเธออยู่ตรงกลาง “ลงไปรอช่วยบอยกับมินด้านล่าง อยู่ตรงนี้ก็เกะกะช่องบันใดเล็กนิดเดียวจะอัดให้ตายเลยหรือไง”
“ได้ งั้นเดียวเรารอช่วยด้านล่างนะ”
เพราะเห็นว่าอีกห้าหกขั้นบันใดก็จะพ้นฉันจึงค่อยๆ ปล่อยมือจากโต๊ะจากนั้นก็พยายามขยับออกมาจากช่องว่างที่มีนิดหน่อยจนถึงบันใดขั้นสุดท้าย การยืนรอรับโต๊ะจากตรงนั้นเมื่อพวกนั้นเริ่มขยับตัวยกโต๊ะลงมาทีละนิดไม่ได้รวดเร็วเหมือนก่อนหน้าจึงทำให้โล่งใจหน่อยทว่า...
“เฮ้ยซาน!/ซานหลบ!”
แค่ละสายตาแป๊บเดียวเสียงมุกกับเสียงของมินก็ตะโกนดังลั่น ภาพที่ฉันเห็นคือโต๊ะทานข้างกำลังเคลื่อนตัวลงมาจากบันใดโดยไร้การจับใดๆ ของทั้งมุก กุ๊ก มินและบอย ในขณะที่ยืนแข้งขาแข็งมีเพียงสายตาของตัวเองเท่านั้นที่จ้องมองโต๊ะเคลื่อนลงมาหาตัวเอง
ฉันโดนโต๊ะชนแน่...
ในเมื่อหลบไม่ทันฉันจึงหลับตาลง
หมับ!
“จะยืนบื้อทำไมยัยงั่ง”
ยัยงั่ง...
มีคนเดียวเท่านั้นที่เรียกแบบนี้
ตึ่ง!
เสียงกระแทกของโต๊ะกับผนังปูนดังสนั่นแต่ไม่ได้ตกใจเท่าการที่ตัวเองตกอยู่ในอ้อมกอดของบุคคลหนึ่ง คนนี้ทำเอาร่างกายฉันชาหนึบไปจนสุดขั้วหัวใจเมื่อเงยขึ้นสบนัยน์ตาสีน้ำตาลคู่ตรงหน้า
หัวใจเต้นรัวแต่ลมหายใจกับติดขัดเอาเสียดื้อๆ ราวกับว่าฉันกำลังนอนคว่ำใบหน้ากับหมอนหายใจออกในแต่ละครั้งช่างอึดอัดเพิ่มความทรมานเป็นเท่าตัว หลายปีผ่านมาการที่ฉันไม่เคยเจอเขาเลยตั้งแต่วันนั้นคืนนั้นทว่าตอนนี้เขากับมายืนกอดตัวเองอยู่ตรงนี้
พี่ติ...
ผู้ชายที่เห็นเป็นเขาจริงๆ
ผู้ชายที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อของลูกฉัน
“...”
“เป็นอะไรมากหรือเปล่า”
ไม่ว่าเปล่านัยน์ตาคู่นั้นมองสำรวจลงยังร่างกายของฉัน ใบหน้าเรียบเฉยเหมือนไม่ได้ใส่ใจแต่ทำไมเขากับกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นและรั้งตัวฉันออกจากบริเวณตรงนั้นนิดหนึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับการผละตัวออกอีกทั้งยังขยับห่างไม่กล้าเงยหน้าสบตาใดๆ จึงไม่เห็นว่าเขามองมาที่ตัวฉันหรือไม่แต่มันก็ดีแล้วเพราะไม่ควรคาดหวังที่จะได้เห็นอะไรทั้งสิ้นไม่นานพวกเพื่อนที่เหลือต่างก็ลงมายืนข้างกายฉัน
“ไม่เป็นไร... ค่ะ”
น้ำเสียงของตัวเองค่อนข้างสั่นกว่าที่จะบังคับเอ่ยพูดออกมาได้ก็ต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากแล้วนะ ดีหน่อยมุกขยับเข้ามาจับแขนฉันเอาไว้ราวกับปลอบใจที่รอดจากวินาทีเฉียดตาย เปล่าเลยฉันไม่ได้กังวลเรื่องที่ตัวเองรอดแต่กำลังกังวลการเจอหน้าเขาต่างหาก
ได้ยินนะเสียงซุบซิบของเพื่อนๆ ดังขึ้นว่าคนนี้แหละ แขกสำคัญคนนั้น
ที่แท้ก็เป็นเขาเอง
“เออ ขอบคุณนะคะที่ช่วยซาน”
“...”
กุ๊กเป็นตัวตั้งตัวตีเอ่ยคำขอบคุณออกไปแทนฉันแต่ก็ได้แค่ความเงียบงันไร้การโต้ตอบใดๆ จากเขา พอฉันเงยหน้าขึ้นจึงได้พบว่าพี่ติจ้องมองมาที่ตัวเองไม่มองใครแม้แต่น้อยมีแต่สายตาเท่านั้นแหละที่เปลี่ยนแววตาไปจากเมื่อกี้ เขาทำราวทุกคนกลายเป็นธาตุอากาศไม่จำเป็นสำหรับชีวิตเมื่อฉันหลบสายตาเขาจึงเอ่ยขึ้น
“เหมือนตรงนี้จะไม่ใช่หน้าที่ของพวกคุณ ใครสั่งพวกคุณทำ”
“...”
ใช่ ตรงนี้ไม่ใช่หน้าที่ของพวกฉันแต่เป็นของอีกฝ่ายหนึ่งการโยกย้ายอุปกรณ์แบบนี้แต่พอพวกเราแจ้งไปก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ไม่เช่นนั้นจะตัดสินใจทำกันเหรอ
“จะถามอีกครั้งหนึ่ง”
เสียงเตือนดีๆ นี่เอง
เขาทำให้พวกเราประหม่าและกดดันไปพร้อมๆ กันในคราเดียว ในสายตาฉันเขาเปลี่ยนไปมากเหมือนไม่ใช่คนเดิมทั้งสีผมการวางตัวที่ดูไม่ค่อยเป็นมิตรกับใครนักแม้กระทั่งฉัน
ช่างเถอะ...
ทุกอย่างระหว่างฉันกับเขามันเป็นเรื่องของอดีตคงเอามารวมกับปัจจุบันไม่ได้เพราะเส้นทางเดินชีวิตของเรามันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
“ไม่มีครับ” คราวนี้มินเป็นหน่วยกล้าตายตอบแต่ก็ยังไม่สามารถดึงดูดสายตาเขาให้มองไปตรงนั้นได้ “พวกเราตกลงทำกันเองเพราะแจ้งไปแต่ก็ไม่ได้รับความคืบหน้า โต๊ะวางไว้ที่เดิม”
“ทำกันโดยภาระการสินะ” ความเยือกเย็นของประโยคนี้เหมือนเป็นการเองมือยื่นเข้ามาตบหน้าดีๆ นี่เอง “กลับไปทำงานกันได้ละที่เหลือผมจัดการเองแต่คราวนี้ควรทำตามกฎถ้าฝืนก็อยู่ร่วมกันไม่ได้”
ก็จริงข้อนี้ฉันยอมรับความผิด
“...”
“คงเข้าใจที่ผมพูด”
“ครับ/ค่ะ”
“การทำงานทุกอย่างมีการลำดับขั้นตอนเอาไว้อย่างเคร่งครัด โต๊ะตัวนี้อีกฝ่ายแจ้งแล้วว่าจะขนย้ายในวันนี้เวลาบ่ายสามแต่ตอนนี้...” ใบหน้าหล่อเบี่ยงไปมองสภาพโต๊ะด้วยสายตาว่างเปล่าไม่สะทกสะท้านเหมือนกับพวกฉัน “มันคงใช้งานไม่ได้แล้ว”
“แต่คุณตะ...”
กุ๊กทำท่าจะแย้งแต่โดนมุกกระชากแขนออกไปส่วนฉันก็แยกไปอีกทางหนึ่งซึ่งรับผิดชอบอีกโซนห่าไกลกันมากอยู่ส่วนมินกับบอยก็ตามมุกและกุ๊กไป การเป่าลมหายใจออกด้วยความแรงเหมือนโล่งใจขั้นสุดในขณะกำลังเปิดประตูห้องเพื่อเข้าไปทำความสะอาดก็มีฝ่ามือใหญ่ดันร่างฉันเข้าไปด้านในด้วยความรวดเร็วเขาตวัดให้ฉันติดผนังห้องก่อนใช้มือวางดันไหล่เพื่อกันหนีเท่านั้นยังไม่พอมืออีกข้างเอื้อมไปล็อคประตู
กริ๊ก...
“รู้มั้ยการเลือกหนีพี่ทุกรายมักจบไม่สวย”
“...”
ใช่จบไม่สวย
จากวันนั้นสู่วันนี้ไม่มีอะไรสวยสำหรับความคิดฉันอีกแล้วมีแต่การยอมรับความจริงและการเผชิญกับโลกความเป็นจริงมากกว่า ฉันส่งสายตาแข็งไปให้เขาเพื่ออยากให้เลิกทำแบบนี้กับตัวเองสักที
“หนีทำไม?”
ใบหน้าคมที่คุ้นเคยลมหายใจของเขาปัดเป่ารดกับใบหน้าฉันที่เหลือช่องว่างระยะห่างแค่นิดเดียวนานเข้าก็มีกลิ่นน้ำหอมตีขึ้นมามากกว่ากลิ่นเหงื่อของกายออกกำลังกาย นัยน์ตาสีน้ำตาลมองนิ่งเรียบลึกลงไปมันดูน่ากลัวบวกกับความน่าค้นหาซึ่งขอหลีกเลี่ยงเป็นดีที่สุด
พี่ติ ผู้ชายชื่อนี้คนนี้ไม่ควรเข้าใกล้
“ปล่อยนะ!”
ฉันตัดสินใจขึ้นเสียงตวาดใส่เขาทั้งที่รู้ดีว่าคนตรงหน้าไม่ชอบแล้วทำไมในเมื่อเขาก็กำลังทำในสิ่งที่ฉันไม่ชอบเช่นเดียวกัน ใช้วิธีนี้บอกเลยว่าไม่ได้ผลแต่พอร่างกายของฉันดิ้นประท้วงดันหน้าอกใหญ่ออกไปให้ห่างด้วยมือเดียวมันช่างยากเย็นนักไม่นานมือข้างนั้นก็ถูกอีกมือหนึ่งซึ่งใหญ่กว่ากำจัดด้วยการล็อคตรึงกับผนังห้องโดยไร้เสียงใดๆ ความเงียบนำมาซึ่งความอดอัดมากกว่าเดิมจนฉันต้องเป็นฝ่ายแพ้
“พี่ทำอะไรได้มากกว่าที่คิด คงรู้ดีว่าขัดขืนมากๆ จะกลายเป็นยังไง”
“ปล่อย” แค่เปล่งพยางค์เดียวแรงกดตรงมือเพิ่มขึ้น เขาไม่มีสิทธิมาทำแบบนี้กับฉันอีกแล้วเราทั้งสองไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเพราะฉะนั้นฉันจึงไม่อยากเจออีก “ปล่อยหนูนะ”
หนูคำนี้ฉันปล่อยออกไปแทนตัวเองกับเขาอีกแล้ว
“...”
“บอกให้ปล่อยไง ปล่อยหนู”
ได้...
อย่ามาว่าทีหลังแล้วกัน
เมื่อยังเหมือนเดิมไร้ความเคลื่อนไหวฉันจึงเปลี่ยนเป็นขยับตัวจะเคลื่อนไปทางซ้ายก็โดยกดด้วยแรงตรงไหล่จะเคลื่อนไปทางขวาก็ไม่ได้เพราะโดนตรึงเอาไว้ขนาดนั้นสุดท้ายจึงยอมนิ่งเพื่อรอโอกาสหรือช่องว่างแต่...
“อะ อย่า...”
ริมฝีปากหยักก้มลงมาเกือบสัมผัสกับริมฝีปากของฉันแต่มันก็หยุดชะงักคาอยู่ตรงนั้นรอมร่อ น่าหวาดเสียวมากถ้าเกิดฉันหรือเขาเคลื่อนไหวมันต้องประกบลงมาสัมผัสกันแน่นอน
“หึ” เสียงนี้ดังขึ้นในลำคอน้ำเสียงปนเหยาะเย้ยชัดๆ พอเขาถอยใบหน้าออกมาให้อยู่ในระดับสายตาก็พบว่าไม่ได้มีแค่เสียงเท่านั้นยังมีการยิ้มตรงมุมปากอีก ยิ้มเลวๆ นั้น “หนีทำไม ถามว่าหนีพี่ทำไม”
“หนูไม่เข้าใจ”
การเฉไฉทั้งที่รู้ดีว่าที่เขาถามเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรแต่ไม่อยากตอบไม่อยากนึกถึงอยากลืมไปให้พ้นๆ คนเราถ้าอะไรที่เป็นแบบนี้ไม่มีใครตอบหรอกเพราะมันกระทบถึงความรู้สึกจากนั้นความทรงจำพวกนั้นก็จะกลับขึ้นมาฉายในความคิดของฉันอีกหลายๆ รอบด้วยสมองไม่รักดีของตัวเอง
ความอวดดีของตัวเองกับคนตรงหน้าแม้จะรู้ดีว่าทำแบบนี้ผลที่ได้มักสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง เขาต้องมีวิธีรับมือมาแน่ถ้าไม่เช่นนั้นคงไม่ทำให้ใครต่างเกรงใจได้ขนาดนี้
บุคคลนี้ไม่ธรรมดา
ยิ่งกาลเวลาเปลี่ยนไปเขายิ่งไม่ธรรมดาในสายตาของฉัน
“อยากเข้าใจให้มันมากกว่านี้?” เขาเลิกคิ้วประกอบท่าทางจากนั้นก็จับจ้องมองหน้าฉันนิ่งด้วยอีกอารมณ์หนึ่งต่างจากก่อนหน้ามันยากหยั่งถึงอีกทั้งดูแววตาเหมือนอยากฆ่าใคร แบบนี้เองสินะใครๆ ถึงได้กลัวเขา การเปลี่ยนอารมณ์รวดเร็วการใช้สายตาสื่อออกมาได้ดีว่าต้องการอะไรไม่ต้องการอะไร “คืนนั้นในม่านรูดที่เราสองคนเป็นผัวเมียกัน เธอหนีออกมาทำไมซาน”
และนี่คือสิ่งที่เขาต้องการ
“...”
“คืนนั้นที่เป็นครั้งแรกของเธอ ธะ...”
ตึก!
หมับ
การปล่อยให้คนตรงหน้าพูดต่อไม่ได้อีกฉันเลยกระแทรกส้นเท้าตัวเองใส่เท้าของเขาด้วยความเต็มแรงจากนั้นเหมือนโชคเข้าข้างเมื่อทุกอย่างถูกปล่อยออกจากตัวหมดจนถึงเวลาที่ต้องวิ่งหนีนี่สิเขากวาดมือคว้าจับตรงเอวฉันได้และรัดแน่นยิ่งกว่างูรัดเหงื่อ
“ปล่อย ปล่อยหนู”
“ดิ้นอีกจับก็ดีคราวนี้จะได้จับกดตรงเตียง!”
“คุณมันชั่ว มันเลว ไอ้เลว!”
“เออ” เหมือนเขาจะรำคาญสุดและความหัวเสียเริ่มมาเยือนจึงยอมรับออกมาโดยที่ใบหน้ายังเรียบเฉยฉันเห็นจากกระจกตรงหน้าที่มันสะท้อนออกมา “จะพูดดีๆ หรืออยากให้เลวเหมือนคืนนั้นเลือกเอา”
CHAPTER 02
ใช่เขามันเลว
เขามันเป็นคนชั่ว
เขามันเป็นผู้ชายอันตราย
ผู้ชายที่อยู่ต่อหน้าแสนดีแต่ลับหลังแสนเลว
คำจำกัดความของคำว่าเลวใช้กับผู้ชายคนนี้ไม่หมดหรอกและก็ไม่มีอะไรกำจัดความร้ายความเลวได้ในเมื่อเขามันยิ่งกว่านั้น ลมหายใจอุ่นเคลื่อนปัดเข้าใบหูของฉันในตอนที่ผู้ชายคนนั้นพูดออกมาด้วยความเบาระดับหนึ่งทว่าฉันกลับได้ยินเสียงชัดเจน
หัวใจเต้นตึกตักสั่นรัวทั้งที่ประโยคนั้นผ่านไปได้สักพักแล้วกิริยาตอบกลับของฉันคือการนิ่ง ยืนนิ่งไม่ขยับถึงแม้จะแม้อ้อมแขนใหญ่รัดตัว จะว่าไปตอนนี้เหมือนกับตัวเองเป็นเหยื่อที่โดนงูตัวใหญ่รัดตรึงอย่าว่าแต่หาทางออกเลยการหายใจก็ยังลำบากมากกว่าเดิมเสียอีก
“ตอบมาหนีทำไม”
“หนีคนเลว”
คราวนี้ฉันพูดออกมาแกมการด่าเขาไปด้วย ถ้าอยากรู้นักฉันก็จะบอกสาดใส่ใบหน้าของเขาหวังว่าทุกอย่างจะจบลงไม่มีอะไรอีกทว่าทุกอย่างไม่เป็นเช่นนั้นเมื่ออ้อมแขนใหญ่ออกแรงกอดรัดเพิ่มมากกว่าเดิมอีกทั้งใบหน้าของเขาก้มลงมาซุกซอกคอ
“คนเลวงั้นเหรอ”
“จะทำอะไร ปล่อยหนู!”
เพราะเหตุการณ์ซ้ำกับเมื่อหลายปีที่แล้วการดิ้นพร้อมทั้งฉุดยื้อเกิดขึ้นในเมื่อเขาไม่ยอมพยายามใช้กำลังกับฉันฉันก็ไม่หยุดนิ่งดีดดิ้นเอาตัวรอด
ไม่เด็ดขาด
มันจะต้องไม่ซ้ำรอย
แต่สุดท้ายเขาก็เหวี่ยงร่างกายฉันลงเตียงก่อนเข้ามาคร่อมตรึงแขนระนาบไปกับใบหน้าจึงสามารถเห็นใบหน้าหล่อของเขาชัดเจนใกล้จนลมหายใจเป่ารดกัน เส้นผมสีม่วงเด่นโยกย้ายไปมาในยามที่คนด้านบนเคลื่อนตัวลงเข้ามาจรดริมฝีปากลงประทับกับปากของฉัน
ยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อฉันหลีกเลี่ยงสัมผัสโดยการหันใบหน้าไปทางซ้ายทีขวาที่สุดท้ายมือใหญ่ก็สอดเข้าไปท้ายทอยบังคับให้หยุดรับสัมผัสของเขา
สัมผัสที่ครั้งหนึ่งเคยมี
สัมผัสที่ไม่เคยจางหายไปตามเวลา
สัมผัสที่ครั้งหนึ่งเหตุการณ์คล้ายกัน
และสุดท้ายคนด้านบนก็ทำให้ฉันเปิดริมฝีปากยอมรับให้ลิ้นรุกล้ำเข้ามา
และพอเวลาเนิ่นนานเขาก็ผละออกพร้อมใช้สายตาจ้องมองลงมาดูฉันนิ่งอีกทั้งสองมือก็ปล่อยการจับกุมเรียบร้อยเหลือแค่การคร่อมบนตัว
“อย่าบอกว่าเลวอีก”
“...”
“ขืนพูดขึ้นได้ยินมันจะไม่จบแค่นี้แน่”
“จะทำอะไร จะทำเลวระยำแบบนั้นกับหนูอีกงั้นเหรอ รู้มั้ยว่าคุณทำลายทุกอย่างของหนูไปหมดทำลายมันทุกอย่างไม่เว้นแม้แต่อนาคต”
น้ำตาคลอเบ้าต่อหน้าผู้ชายคนนี้แต่ฉันไม่สนใจอีกแล้ว ไม่สนใจว่าตัวเองจะน่าสมเพชมากแค่ไหนในสายตาของเขาแม้จะไม่ใช่ผู้หญิงที่ดีก็ตาม ฉันก็อยากมีอนาคตอยากมีช่วงเวลาเหมือนกับเพื่อนๆ ในวัยเดียวกันแต่พอเรื่องราวเกิดขึ้นต้องกระโดดข้ามช่วงระผิดชอบอะไรที่หนักหนาคิดหรือว่าจะไม่อ่อนแอ
“...”
“ออกไปจากตัวหนู ออกไปจากชีวิตหนูเลย!”
พอฉันตะคอกตวาดสาดใส่หน้ามือใหญ่ก็กระชากชุดทำงานออกจนมันฉีกขาดเผยร่างกายต่อหน้าผู้ชายใจร้ายคนนี้อีกครั้งหนึ่งแล้ว
เผียะ!
รู้ว่าตัวเองทำอะไร
รู้ว่าตัวเองเลือดร้อนขนาดไหน
ไม่ต่างจากผู้ชายตรงหน้าและก็ไม่สนแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นในเมื่อทำขนาดนี้ก็อย่าหวังว่าจะได้รับความเกรงใจจากฉันเหมือนกัน แรงมาก็แรงกลับฉันไม่ใช่คนอ่อนโยนไม่สู้คนถ้าไม่มีอะไรมาต่อรองทำแรงมาแบบไหนก็จะแรงกลับไปเช่นกัน
“ได้...”
“...”
“เอาตรงนี้ก็ได้”
เผียะ!
เสียงครางในลำคอบวกกับกับใช้ลิ้นกระทุ้งแก้มตรงที่โดนตบถึงสองครั้งที่เดิมด้วยหลังมือของฉัน แววตารุ่งโรจน์ราวกับสัตว์ป่าคู่นั้นแสดงขึ้นให้เห็นเหมือนกับคืนนั้นต่างกันแค่เพียงตอนนี้เขาทำตอนยังมีสติครบ รู้ตัวเองทุกอย่างว่ากำลังทำอะไรแต่เขาก็ยังเลือกทำ
พอเขากระชากเสื้อออกจากตัวฉันอย่างป่าเถื่อนไม่สนใจความเจ็บหรือเสื้อบาดผิวฉัน เขามันยิ่งกว่าสัตว์อีกไอ้ผู้ชายคนนี้ทว่าจู่ๆ มือใหญ่ก็ชะงัก
นัยน์ตาจดจ้องที่หน้าท้องฉัน
“นี่รอยอะไร รอยอะไรตรงหน้าท้องเธอซาน”
“...”
การเลือกเงียบเป็นคำตอบของฉันอีกเช่นเคย ความรุนแรงที่แสดงออกไปหยุดหมดแม้กระทั่งลมหายใจก็ขาดห้วงไปตามๆ กัน ชนวนเรื่องนี้เกิดขึ้นมาเนิ่นนานแต่ผลมันยังตามมาถึงปัจจุบันทั้งฉันและเขามีเพียงแค่ฉันเท่านั้นที่รู้ในข้อนี้และมันก็จะมีแค่ฉันตลอดไป
ความลับไม่มีในโลก
แต่ถ้ามีแค่ฉันที่เป็นผู้กุมมันก็จะเป็นความลับตลอดไป
“ทำไมยาวเหมือน...”
“...”
ความเงียบเข้ามากัดกินหัวใจ
อีกด้านหนึ่งก็ลุ้นจนตัวโก่งกับประโยคที่พูดเหมือนให้ลุ้น เพราะเขาพูดออกมาไม่จบประโยคแล้วหยุดไปทำให้เกิดความร้อนรนเป็นวัวสันหลังหวะอยู่แบบนี้
“ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นใช่มันในช่วงที่ผ่านมา”
เนิ่นนานเข้าลมหายใจของก็เหมือนถูกตัดออกไปชั่วขณะสมองขาวโพนไปหมดเมื่อได้ยินประโยคด้านบนของเขาดังขึ้นยังไม่พอนัยน์ตาคู่นั้นจ้องมองรอยแผลเป็นตรงหน้าท้องนิ่งราวกับกำลังพยายามคิด
“ผ่าตัด”
การกัดฟันพูดออกมาเล็ดรอดไรฟันทำให้โล่งใจขึ้นมาบ้างถ้าไม่ตอบโต้เลยเดี๋ยวจะดูแปลกไปจากเดิม รอยแผลที่ไม่จางหายใต้สะดือไปอีกคืบกว่านั้นมันไม่ราบไปกับเนื้อผิวยังนูนขึ้นนิดหน่อยทว่าพออยู่บนตัวฉันยิ่งทำให้เห็นชัดกว่ามากเพราะมันตัดกับสีผิวขาวของฉันอย่างสิ้นเชิง
แผลจากการผ่าคลอดสตางค์
ฉันไม่ได้คลอดธรรมชาติเนื่องจากลูกตัวใหญ่
“ผ่าตัดเหรอ?” เรี่ยวแรงของคนด้านบนที่คร่อมตัวฉันอ่อนลงไม่รุนแรงเหมือนกันก่อนหน้า เขาเบาแรงลงไปมากแต่สีหน้าก็ยังดูสงสัย “เป็นอะไรทำไมผ่าตัด”
“...”
ครั้งแรกที่ฉันนึกว่าผู้ชายคนนี้กวน
เขาทำไมขี้สงสัยกับไอ้เรื่องแค่นี้
“ถามว่าเป็นอะไร”
“ผ่าตัดไส้ติ่ง!”
“ไส้ติ่ง?”
ใบหน้านิ่งพยักหน้าทำราวบอกฉันว่าเข้าใจที่บอกไปแล้วแค่นี้อาการหนักอึ้งตรงใจฉันก็ผ่อนคลายออกไปบ้างแต่ที่ยังขยับตัวลุกไม่ได้ก็เพราะเขาคร่อมตัวอยู่
“ใช่”
“เอาตรงๆ เลยนะเธอนึกว่าพี่ฉลาดมั้ยซาน” และแล้วสายตาคนตรงหน้าก็กวาดขยับมองหน้าท้องสลับกับมองหน้าฉันอีกครั้ง “เผื่อเธอจะยังไม่รู้ว่าไส้ติ่งเขาผ่ากันใต้สะดือก็จริงแต่มันเยื้องออกไปข้างขวา ไม่ใช่ตรงใต้สะดือลงไปอย่างไอ้รอยที่มันอยู่ตรงหน้าท้องเธอ เอาความจริงมา...”
เขาหรี่สายตาลงเล็กน้อยสำหรับจ้องจับผิดโดยเฉพาะ
เขาชอบกดดันโดยใช้แววตาน่ากลัว
เขาชอบให้ตัวเองเหนือกว่า
และก็ชอบทำให้ฉันตกเป็นเบื้องล่าง
แล้วมันก็ยิ่งทำให้ฉันซึ่งเป็นผู้หญิงคนหนึ่งรนได้อย่างอัตโนมัติ ความกลัวมันกัดเซาะเกาะกินหัวใจเกินความอดทนไปหมดกระทั่งลมหายใจของฉันเกิดการขาดห้วงราวกับหยุดชะงักไปเมื่อสายตาเขาเคลื่อนไปหยุดลงยังรอยแผลเป็นนั้นอีกรอบ
รอยแผลที่ทั้งฉันและเขามีส่วนร่วมกัน
เพราะค่ำคืนนั้นเลย...
“...”
“เอาความจริงมาซาน”
เพราะโดนกดดันไม่เลิก
เพราะหลีกเลี่ยงหลีกหนีไม่ได้
เพราะจนหนทางฉันจึงถอนหายใจออกมาและจำใจพูดออกไป
“ฉันจะเป็นอะไรมันก็ไม่เกี่ยวกับคุณนิคะ” หวังว่าจะเป็นทางออกให้กับตัวเองเมื่อการพยายามตั้งสติต่อสู้กับความกลัวด้วยการข่มมันไว้สุดใจก่อนที่จะเอ่ยพูด การทำอารมณ์ให้เยือกเย็นดั่งสายน้ำหวังจะช่วยดับรดความโกรธของเขาเพราะมันเริ่มบานปลายไปกันใหญ่แล้ว “ฉันป่วยไม่แข็งแรงเหมือนใครคนอื่นจะรับการผ่าตัดเพื่อแค่อยากมีชีวิตต่อมันก็ไม่เห็นแปลก”
เห็นไหมความตีเนียนที่ฉันยังดันทุรังคนเดียว
โดยที่อีกฝ่ายมองกลับมาด้วยสายตาไม่เชื่อเช่นเดิม
คำพูดที่ฉันตั้งใจคิดตั้งใจหาคำตอบเพื่อหลีกเลี่ยงกับเป็นเหมือนสิ่งที่ไร้ประโยชน์ไม่เข้าหูของอีกคนแม้แต่คำเดียว เขาไม่คิดใส่ใจด้วยซ้ำ
“เหรอ”
หมดแล้วหนทางที่ในตอนนี้ฉันเอามาแก้ไขปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่เปรียบดังกับฉันกำลังจะจมน้ำรอบตัวไม่มีอะไรสามารถคว้าหรือหามาพยุงเพื่อตัวเองได้เลย นาทีนั้นน้ำก็เพิ่มระดับขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่หยุดยั้งพวกมันกำลังดูดกลืนร่างฉันให้จมลงเหมือนกับเขาในตอนนี้
เขาทำให้ฉันเหมือนตกนรกอีกรอบหนึ่ง
“...”
นรกบนดินตอนแรกนึกว่าสวรรค์ที่ไหนได้พอตกหลุมพรางไปเท่านั้นแหละรสชาติที่ได้ลิ้มลองกับทำให้ฉันดิ้นทุรนทุรายหนีออกมาแทบไม่ได้ ตรรกะบ้าบอกพวกนั้นพอได้ฟังไม่มีใครหยิบยกขึ้นมาบูชาหรอกนอกจากคนไร้ความรู้สึกของความเป็นคนเท่านั้นจะเข้าใจ
“ไม่เกี่ยวจริงๆ สินะ”
“ใช่...”
ฉันยอมรับด้วยคำพูดที่ดังอยู่ในลำคออีกทั้งยังพยายามหลีกเลี่ยงสายตาคู่นั้น ก็เพราะไอ้ดวงตาคู่นี้แหละที่ทำให้ฉันเป็นอย่างทุกวันนี้ วันนั้นถ้าฉันไม่หันหลงไปมอง วันนั้นถ้าฉันไม่ยืนนิ่งแต่ใช้สายตามองกลับและถ้าวันนั้นฉันรับรู้ตื้นลึกหนาบางมากกว่านี้คงไม่เป็นเช่นนี้
“คิดว่าพี่จะเชื่อมั้ย?”
“...”
“คิดว่าพี่ไม่รู้อะไรขนาดนั้นเลย”
“...”
ไม่คิดแต่มันก็ผ่านไปนานแล้วเหลือกันไม่ใช่แผลสด ตอนนี้มันคงเหลือแค่รอยแผลที่ปิดสนิทไม่มีอะไรทำให้มันเปิดขึ้นมาอีกแล้ว เรื่องราวพวกนั้นก็จบลงโดยไม่มีใครเดือดร้อนนอกจากฉันคนเดียว
ฉันคนเดียวที่ได้รับทั้งความเกลียดชัง
ฉันคนเดียวที่ได้รับผลของมันทุกอย่างจากความเชื่อใจ
“โลกมันคงเหวี่ยงให้เรามาเจอกันอีกสินะซาน เด็กน้อยในวันนั้น”
“หยุด!”
“เด็กน้อยแสนซื่อ อ่อนต่อโลกหลงเชื่อคำพูดง่ายๆ ของเพื่อนเหี้ย”
“คุณมันก็ไม่ต่างจากเดนนรกพวกนั้นหรอก การกระทำเลวระยำกว่าตั้งเยอะ!”
“ก็ใช่” คนตรงหน้าฉันยักไหล่ทำท่าทางไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น จิตสำนึกอย่าถามเลยแค่นี้ก็ทำให้รับรู้แล้วว่าถ้าฉันเอ่ยปากถามจะได้อะไรกลับมาตอกหน้า “จะว่าอะไร ด่าออกมาก็ได้”
“จะทำอะไร!”
แต่แล้วตัวฉันเองที่เป็นฝ่ายตกใจจากการที่เขารวบมือทั้งสองของฉันด้วยมือเดียวก่อนที่จะใช้อีกมือหนึ่งเข้ามาลูบวนบนรอยแผลเป็นนั้น ยิ่งปลายนิ้วสัมผัสทุกความรู้สึกทุกการกระทำของคืนนั้นก็เข้ามาสู่หัวสมองน้อยนิดของฉันอีกราวกับว่าอยากฉายภาพคืนนั้นให้เห็นให้จดจำ
“...”
“ปล่อยหนูนะ ปล่อยไง!”
“เจ็บมั้ย?”
“หนูไม่เป็นอะไรทั้งนั้นแหละ ไม่เจ็บเหมือนอย่างที่คุณคิดเลย”
“นั่นสินะ ตอนผ่า.... คงสลบ” เขาจงใจเว้นไว้จากนั้นก็พูดต่อ “คิดว่าไอ้ผู้ชายที่หนีมามันไม่เคยรับรู้เรื่องของเธอเลย”
“...”
เป็นไปไม่ได้แน่ๆ
“ใช่หรือเปล่า”
ก๊อกๆ ก๊อกๆ
แต่แล้วไม่ทันที่ฉันจะได้ตอบเสียงเคาะประตูดังขึ้นเรียกสายตาฉันไปมอง ความกลัวจับจิตจับใจเกิดขึ้นพร้อมกับร่างการที่มันต้องออกแรงประท้วงให้หลุดรอดจากพันธนาการของเขา การพยายามดิ้นให้หลุดก่อนจากนั้นค่อยคิดต่อว่าจะเอายังไงดีถ้าเกิดอีกฝ่ายที่เคาะประตูมีกุญแจสำรองในมือทุกอย่างต้องจบแน่
“ซานแกล็อคประตูทำไมเนี่ย”
ป้าอุ่น...
ก๊อกๆ ก๊อกๆ
เสียงเคาะดังขึ้นถี่มากเพราะป้าอุ่นเล่นใส่รัวไม่ยั้งจึงกดดันให้ฉันต้องมองขึ้นไปสบตากับเขาอีกครั้งการสบตาแกมสื่อขอร้องว่าอย่าทำให้เรื่องราวมันยุ่งยากไปมากกว่านี้อีกเลยแต่แล้วรู้ไหมว่าสิ่งที่ฉันได้กลับคืนมาคือรอยยิ้มร้ายเหยียดยกขึ้นตรงมุมปากพร้อมกับการสื่อความหมายว่า...
‘ไม่ทำตาม’
‘เอามันให้รู้ไปเลย’
และนี่คือสิ่งที่ทำให้ฉันอยากจะบ้าตาย
“คุณปล่อยหนูก่อน”
“ไม่”
“แต่ป้าอุ่นมีกุญแจสำรองเข้ามาเห็นมันไม่ดี” การพยายามพูดด้วยเหตุผลสุดท้ายแล้วมือใหญ่ก็ปล่อยข้อมือฉันเป็นอิสระแต่ยังไม่ย้ายออกไป “คุณลุกไปสิ”
“นี่แกอยู่ในนั้นหรือเปล่าซาน”
“ยะ...” แค่นั้นฉันพูดได้แค่นั้นเพราะถูกกระชากให้กึ่งลุกกึ่งนั่ง ไม่สมควรเอ่ยออกไปสินะถึงได้จ้องเขม่นขนาดนั้นแล้วก็ไม่บอกกันดีๆ “นิ!”
“ทำตัวดีๆ”
แล้วการขู่เข็ญก็เข้ามาทำให้ตัวฉันแข็งนิ่งเพราะเวอร์ชั่นนี้ของเขาไม่ควรเข้าไปขวางเด็ดขาด การกระทำต่อมาที่เขาทำด้วยความรวดเร็วมากนั่นคือการลากฉันให้ลุกขึ้นจากเตียงเดินไปยังหน้าตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างกันทันทีที่ประตูเลื่อนถูกเขาเปิดฉันก็รับรู้ตัวดีว่าต้องซ่อนอยู่ในนี้
อีกทั้งยังมีแรงดันร่างฉันอีก
“...”
“อย่าให้ได้เหลืออด”
สันกรามปูดนูนขึ้นเพราะเขากำลังระงับอารมณ์เต็มที่
“แต่หนู...”
การพยายามจะแย้งของฉันดูหมดหนทางหมดความหมายไปในทันทีเมื่อท่าทีแข็งกระด้างประกอบกับวาจาที่กำลังจะพ่นออกมานั้นไม่ทันให้ฉันได้พูดต่อได้เลย
“ซาน เธอคงรู้นะว่าต่อจากนี้มันจะเป็นยังไงถ้าทำให้พี่โกรธ”
“...”
ความพินาศย่อยยับตามมาเป็นพรวดนะสิทำไมฉันจะไม่รู้ ไม่มีอะไรปิดบังฉันได้หรอกโดยเฉพาะไอ้นิสัยเหล่านั้นถึงจากกันนานมันก็ยังทำให้ฉันจำได้ขึ้นใจไม่มีทางลบเลือนได้ทั้งนั้น ความเลวร้ายซึ่งกลายเป็นจุดด่างดำในจิตใจฉันต่อให้ทำความดีแค่ไหนก็ไม่สามารถทำอะไรไอ้จุดดำนั้นได้เลย
พยายามไปก็ไร้ค่า
เหมือนกับเรารู้ว่าตัวเองเป็นยังไงอยู่แล้วพอเอาทุกอย่างเข้ามาสาดใส่มันก็แค่นั้น พยายามแกล้งลืมเลือนแกล้งโหมงานหนักหน่วงยังไงสุดท้ายพอมาอีกวันมันก็กลับมาทำให้นึกถึงอยู่ดี ไม่มีอะไรมาทำให้ลืมได้หรอกนอกเสียจากว่าเราจะต้องปรับตัวอยู่ร่วมกันให้ได้
เหมือนที่ฉันพยายามทำอยู่ทุกวันนี้
แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ตลอด
“ฉะนั้นก็เงียบและนิ่งเฉยซะ”
“หึ...” ฉันเค้นเสียงออกมา
“เอาเลย เอาตามสบายเลยยังไงซะคุณมันก็เป็นจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารอยู่แล้ว”
~คลื่น~
แค่นี้ประตูตู้ก็ถูกเลื่อนปิดลงความมืดมิดบวกกับความเงียบยิ่งทำให้ใจฉันหวั่นไหวรนลานไปหมด นิ่งเฉยสั่งมาได้ยังไงใครมันจะไปทำได้ในเวลานี้กันสุดท้ายฉันก็ได้ประชดออกไปแต่เนื่องด้วยเวลาหรือปัจจัยอื่นๆ ที่เข้ามาเขาจึงไม่อยากเสียเวลาต่อล้อต่อเถียงกับฉันมั้งถึงตัดปัญหาด้วยการปิดประตูใส่หน้าแบบนี้
ทุกครั้งที่พยายามลุ้นถึงเหตุการณ์ด้านนอกหัวใจก็กระหน่ำเต้นระรัวไม่อยากนึกถึงมันเลยว่าสุดท้ายเหตุการณ์นี้จะลงเอยจบไปในรูปแบบไหนกันแน่ วุ่นวายหรือว่าเรียบร้อยเดาใจอีกคนซึ่งเป็นเหมือนผู้คุมซะตาเอาไว้หมดไม่ได้เขาอยากให้มันเป็นดั่งที่ใจของคิดไม่สนความเดือดร้อนของใครแม้กระทั่งฉันเองก็ตาม
ที่แน่ๆ
ถ้าป้าอุ่นเห็น เขาไม่ปฏิเสธ ฉันวุ่นวายที่สุด
แต่ถ้าตรงกันข้ามฉันก็รอด เรื่องวันนี้ก็คงเป็นความลับต่อไป
~คลื่น~
อ้าว...
แต่แล้วสิ่งที่ทำให้ต้องงงงวยมากกว่าเดิมคือประตูตู้ถูกเคลื่อนเปิดออกทำให้ฉันต้องเงยหน้าขึ้นมองสบตาคู่นั้นของเขาอีกทว่ากำลังจะเอ่ยปากถามเสื้อคลุมก็ถูกขว้างโยนควบลงบนศีรษะทันทีจากนั้นประตูตู้ก็เคลื่อนปิดลง
กลิ่นนี้
ไม่เคยลืมเลือน
ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมเฉกเช่นเสื้อตัวโคร่งผืนนั้นที่อยู่บนตัวฉันเมื่อหลายปีก่อน
นั่นใคร... ทำไมสายตาเขาสวยจัง
มันก็เป็นธรรมดาเมื่อคนเราได้มองไปพบเจอผู้คนแต่คนที่ฉันกำลังมองอยู่ในขณะนี้เขาช่างสมบูรณ์แบบเหลือเกินไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาส่วนสูงเกินร้อยแปดสิบแน่ๆ การแต่งตัวที่ไม่เหมือนคนปกติทั่วไปเพราะดูทั่วเนื้อตัวของแพงทั้งนั้นทั้งที่เป็นแค่วัยรุ่น
“จ้องตาเป็นมันเลยนะอีซานชอบอ่ะดิ เห็นเขาบอกว่ามาเที่ยวอ่ะ” ฉันละสายตาจากเขาเพื่อมามองพี่มิ้นลูกเจ้าของร้านขายของชำหน้าปากซอย “กลุ่มพวกพี่เขาสุดๆ โคตรของความหล่อว่ามั้ยอีซาน”
“ก็...”
“ทำเป็นเรียบร้อยนะมึง!”
ศีรษะของฉันเอียงไปอีกทางตามที่ถูกพี่มิ้นดัน
“ซานแค่มาซื้อของค่ะพี่มิ้น”
“เร็วๆ ซื้อมัวอ่อยอยู่นั้นแหละ เห็นเงียบๆ ฟาดเรียบหรือเปล่าก็ไม่รู้”
ไม่ใช่ฉันแน่ ถึงผู้ชายคนนั้นจะรูปหล่อแค่ไหนแต่ฉันก็ไม่คิดอะไรแบบนั้นกับคนที่ตัวเองได้เห็นแค่ไม่ถึงนาทีอีกอย่างไม่ได้พูดจาหรืออ่อยด้วยซ้ำ
“ซานซื้อ...”
“น้ำเปล่าขวดเท่าไหร่ครับ?”
แต่แล้วประโยคของฉันหยุดชะงักไม่สามารถพูดอะไรต่อเนื่องจากมีลำแขนใหญ่ยื่นขวดน้ำจากด้านหลังเกือบสัมผัสกับหัวไหล่ฉันแล้วตอนนี้ถ้าฉันขยับตัวหน่อยมันต้องสัมผัสกันแน่ๆ
นิ่งไว้ไอ้ซาน
ท่องไว้ใจเย็นๆ
“10 บาทค่ะ” พี่มิ้นตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ส่วนแกจะซื้ออะไรอีซาน”
“เอ่อ... ซะ ซื้อมาม่า 1 ซองค่ะพี่มิ้น”
“รอ”
ฉันรู้อยู่แล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้ มาตรฐานการบริการของพี่มิ้นทั้งคำพูดจาการกระทำต่างกันโขดมากถึงมากที่สุดแต่ก็สมควรแล้วแหละ
“ไม่ต้องทอนครับคิดรวมมาม่าซองนั้นได้เลย”
แค่นี้ฉันก็หันตัวขวับมองผู้ชายคนดังกล่าวที่เปิดขวดน้ำยกขึ้นดื่มไม่สนใจสายตาใคร การดื่มน้ำที่ทั้งเท่ราวกับเป็นพรีเซนเตอร์เองขนาดนั้นและแล้วสายตาเขาก็สบตากับฉันแบบระยะห่างที่ใกล้กว่าเมื่อก่อนหน้า แบบนี้เป็นฉันเองที่โคตรประหม่ากำเหรียญในมือแน่น
“ชื่อซานเหรอเรา ชื่อเหมาะกับตัวดี”
“...”
ครั้งแรกที่ชื่อฉันถูกชม
ครั้งแรกที่มีคนเอ่ยเรียกซานโดยไร้คำไอ้อีนำหน้า
ครั้งแรกที่มีคนส่งยิ้มให้ทั้งที่ฉันเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเขา
“อีกอย่างก็ so cute”
“...”
So cute
งั้นเหรอ...
ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะเกร็งขนาดไม่กล้าสบสายตากับคนตรงหน้า การที่ได้แต่หลุบมองไปยังรองเท้าของเขาซึ่งมันก็สวยและก็แพงนั้นฉันแทบจะไม่กล้าทำอะไรเลยนอกจากเงียบนิ่งเก็บความรู้สึกต่างๆ มากมายเอาไว้ภายใต้ร่างกายของตัวเอง
“แถมขี้เขินด้วย”
ยิ่งไปกันใหญ่กับประโยคนี้
ฉันไม่ได้ขี้เขิน ไม่ได้เป็นแบบนั้นสักนิดเลยนะ
“...”
“แก้มแดงเชียว”
“อีซานมาม่าเอาไป มือมีตีนไม่หัดหยิบเอาเอง”
แต่แล้วเสียงของพี่มิ้นก็ดังขึ้นขัดจังหวะอึกอัดพวกนั้นดีนะ มันดีมากๆ เลย ฉันจึงหันหน้าไปหาพี่มิ้นเพราะไม่อยากโดนว่าให้อีกแล้วแค่นี้เธอก็เกลียดฉันเข้ากระดูกดำโดยไม่ทราบสาเหตุถ้าขืนยืนหันหลังให้ในขณะที่เธอพูดเธอต้องเอาไปประจานใส่สีตีไข่อีกแน่
แค่นี้ก็เข็ดแล้ว
ไม่อยากอยู่นานๆ
“...”
“เป็นอะไรไปอีกใบ้หรือไงหรือนึกว่าตัวเองเป็นคุณหนูบ้านนอกถึงโดนผู้ชายหล่อแซวนิดแซวหน่อยตัวอ่อยปวกเปียกเอียงอาย ทำอย่างไม่เคยนะมึงอีซาน!” พูดจบมาม่าซองเล็กก็ถูกโยนตรงมาให้ฉันดีนะที่รับทัน “รีบไสหัวมึงไปเลยนะ เห็นหน้าแล้วหมั่นไส้!”
“ค่ะๆ”
“ไปสิ!”
นาทีนั้นถ้าไม่รีบออกจากร้านฉันคงโดนเละมากกว่านี้แน่จึงรีบเผ่นออกมาก่อนดีกว่าโดยไม่สนใจมองไปทางผู้ชายคนนั้นอีกแต่ได้ยินเสียงพี่มิ้นพูดจาดีกับเขามากชนิดที่เรียกว่าเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือแทน
ในขณะที่ฉันเดินไกลออกจากร้านมาเรื่อยๆ เสียงบทสนทนาของทั้งสองคนก็เบาลงตามกันไปพอห่างออกไปทุกทีๆ สุดท้ายไอ้ประโยครั้งท้ายที่ได้ยินก็คือ
ถ้าทำให้จะได้เท่าไหร่...
ประโยคของพี่มิ้นที่มีน้ำเสียงกึ่งท้าทาย
ซึ่งวันนั้นเมื่อสองปีฉันไม่รู้
แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าวันนั้นไอ้ประโยคนั้นมันคืออะไร
รู้แล้วว่ามันหมายความว่าอย่างไร
การเป็นบุคคลที่สาม เป็นเป้าหมาย เป็นคนโง่และเป็นเหยื่อให้คนพวกนั้นเอ่ยพูดจาถึงโดยที่พวกเขาไม่ได้หวังดีกับเราสักนิดเดียว การโดนหลอกด้วยการเอาความเชื่อเข้ามาเป็นสื่อจากนั้นทุกคนก็หักหลังฉันอย่างเลือดเย็นไร้ความปรานีใดๆ และฉันก็ไร้การต่อสู้ต้อกรกับพวกเขา
มันโคตรทุเรศสิ้นดี
น่าสมเพชตัวเองเป็นที่สุด
และมันก็ฝังใจฉันมาจนถึงทุกวันนี้ว่าอย่าให้ความเชื่อใจใครง่ายๆ สุดท้ายมันมักกลับมาทำร้ายเราเอง
ก๊อกๆ ก๊อกๆ ก๊อกๆ
ความคิดของฉันถูกคั่นด้วยเสียงรัวการเคาะประตูของป้าอุ่นจะไม่ตื่นเลยถ้าฉันไม่ได้ยินเสียงเปิดประตูห้องของเขาดังขึ้น ความเงียบเกิดขึ้นภายนอกซึ่งเดาได้ไม่อยากว่าป้าอุ่นต้องอึ้งอยู่แหงๆ
ทำอะไรไม่ถูกใช่ไหมป้าอุ่น
ฉันเองตอนนี้ก็เหงื่อท้วมตัวมือเปียกชื้นไปหมดเพราะลุ้น
“มีอะไรหรือเปล่าครับ?”
“เอ่อ...”
“มีผมคนเดียวอยู่ในห้องนี้ครับ จัดการบอกเลขาให้ผมทีหน่อย”
“หรือว่า...”
“ครับ ผมประธาน...”
“สวัสดีค่ะ ขอโทษทีนะคะ พอดีลูกน้องดิฉันทำความสะอาดห้องนี้ในตอนเช้านึกว่ายังไม่เสร็จจึงเสียมารยาทเคาะรัวเพราะห่วงเธอนิดหน่อย” ดูเหมือนป้าอุ่นไม่ฟังการแนะนำตัวของอีกฝ่ายเพราะป้าอุ่นต้องรู้มาก่อนแน่ๆ ไม่งั้นจะขอโทษขอพายขนาดนั้นเหรอ ข่าวการมาของเขาดังระเบิดในกลุ่มพนักงานขนาดนี้ “ร่างกายเธอไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่ค่ะแต่ทำงานได้เต็มร้อยนะคะท่าน”
“อ๋อ... ครับ”
เสียงรับราบเรียบเหมือนเดิม
“เดี๋ยวดิฉันจัดการที่สั่งให้ค่ะ ขอโทษอีกครั้งนะคะ”
“ไม่เป็นไรฝากจัดการอีกเรื่องผมชอบห้องนี้ อยากมาทำงานห้องนี้กรุณาบอกเลขาให้หน่อย”