1
เหมือนเช่นทุกปี วันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่คือวันรวมญาติ คนในตระกูลวัฒนะพันธ์ จะมารวมตัวกันที่บ้านหลังนี้ บ้านที่มีผู้อาวุโสสุดพักอาศัยอยู่ ปีนี้นางมีอายุแปดสิบปี ทว่าร่างกายยังแข็งแรง ลุกเดินได้โดยไม่ต้องมีใครช่วยพยุงหรือใช้เครื่องทุ่นแรง โดยเฉพาะฝีปาก ยังกล้าแข็งไม่แผ่ว และเป็นที่นับถือของลูกหลาน ที่ออกเกรงกลัวพลังอำนาจของนาง เพราะนางเป็นคนเดียวที่ช่วยให้ธุรกิจครอบครัว ผ่านวิกฤตมาได้อย่างหวุดหวิด
ลัดดาคนกุมอำนาจในบ้านนั่งอยู่ในห้องรับแขก โดยมีลูกหลานราวเจ็ดคนนั่งล้อมรอบ ใบหน้าทุกคนเกลื่อนด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข พูดคุยเรื่องธุรกิจที่เพิ่งฟื้นตัวอย่างภาคภูมิใจ
ต่างกับผู้หญิงคนหนึ่ง ดวงหน้าหวานอาบความเศร้า นัยน์ตาหล่อนหมองหม่น ความเสียใจ น้อยใจโบกทับจิตใจจนมันสูงเสียดฟ้า แล้วดูเหมือนว่า ความรู้สึกทั้งหลายจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ หญิงสาวเดินถือกระเป๋ากลางเก่ากลางใหม่เข้ามาในห้องดังกล่าว กุลธิรัตน์นั่งคุกเข่าบนพื้น
“ลูกหมีมาลาคุณย่าค่ะ” ลัดดาปรายตามองหลานสาวแสนชังแวบเดียว คล้ายไม่ใส่ใจคำพูด
“อืม ก็ไปสิ มัวรออะไร คนของบ้านโน้นมารอรับแล้ว อย่าพิรี้พิไรเลย” ไม่มีคำอวยพร ไม่มีประโยคที่ชวน
ให้รู้สึกว่า เป็นห่วงเป็นใย ชวนให้รู้สึกว่าเป็นการเสือไสไล่ส่งมากกว่า กุลธิรัตน์น้ำตารื้น หัวใจเจ็บปวดมาก
“ลูกหมีลาคุณพ่อคุณแม่ค่ะ” หล่อนยกมือไหว้บิดามารดาที่แทบไม่สนใจ อภิรักษ์ก้มหน้ากดมือถือ อนงค์ยกน้ำชาขึ้นมาจิบ ไม่มีใครกล่าวคำใด มีแต่ความหมางเมิน ไม่เห็นกุลธิรัตน์อยู่ในสายตา กุลธิรัตน์ยกมือไหว้ญาติผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ในห้องรับแขก ก่อนลุกขึ้นยืน หยิบกระเป๋าเดินทาง ก้าวเดินออกไปนอกบ้าน
“นี แกเอาน้ำมนต์มาถูกบ้านฉันด้วยนะ แล้วฉีดให้ทั่วบ้านด้วยนะ ตัวเสนียดไปแล้ว ฉันไม่อยากให้เศษเสนียดในตัวมันอยู่ในบ้านหลังนี้”
เสียงคำสั่งดังมากพอให้คนกำลังเดินออกจากบ้านได้ยิน กุลธิรัตน์กลั้นน้ำตาไม่ได้ มันหยดลงเคลียร์แก้มนวล หยาดน้ำตาที่ไม่เคยห่างใบหน้าสาว มันหลังรินมาตลอดนับตั้งแต่หล่อนเกิดมา ยี่สิบเจ็ดปี เป็นเวลาอันยาวนานมาก กุลธิรัตน์หวังเหลือเกินว่า ที่อยู่ใหม่ของตน จะทำให้หล่อนไม่ต้องหลั่งน้ำตา หล่อนอยากมีรอยยิ้ม มีความสุขเหมือนคนอื่นบ้าง
กุลธิรัตน์หวังเช่นนั้น...
สามเดือนต่อมา
มื้อเช้าบ้านหิรัญภักดีถูกจัดขึ้นโต๊ะ เมนูอาหารเช้านี้คือ ข้าวต้มกระดูกหมูทรงเครื่อง หลังจากจัดสำรับเรียบร้อย คนทำอาหารปลีกตัวออกมานอกห้องทานอาหาร เพื่อทำอีกหนึ่งหน้าที่ โดยไม่ได้นั่งร่วมโต๊ะ ทั้งที่หล่อนมีตำแหน่งภรรยาหลานชายเจ้าของบ้าน
หญิงสาวคนนั้นคือ...กุลธิรัตน์
หน้าที่ต่อมาของหล่อนคือ จัดเตรียมรองเท้าให้สามีแสนเย็นชา ที่คาดเดาไม่ได้ว่า เขาสวมใส่คู่ใดไปทำงาน ทางเดียวคือ หล่อนเตรียมให้เขาทุกคู่ นำมาเรียงไว้หน้าประตูบ้าน เขาอยากใส่คู่ใด สุดแต่ใจ ทำหน้าที่นี้เสร็จ หล่อนเดินอ้อมเข้าครัวทางด้านหลัง ก่อนนั่งกินมื้อเช้าเงียบๆ คนเดียวในครัว
กุลธิรัตน์มองช้อย คนรับใช้ที่เดินเข้ามาในครัว ช้อยไม่ได้เดินตัวเปล่าเข้ามา หล่อนถือชามข้าวต้มเข้ามาด้วย ก่อนวางลงบนโต๊ะเตรียมอาหาร
“ใครไม่กินมื้อเช้าจ้ะช้อย” กุลธิรัตน์ถามช้อย
“คุณอิฐรับแค่กาแฟค่ะ บอกว่าไม่อยากกินข้าวต้ม”
ช้อยตอบตามตรง ทว่าบอกไม่หมด ช้อยไม่ได้เติมคำว่า เพราะมันไม่อร่อย เกรงว่าหากพูดออกไป คนตั้งใจทำอาหารจะเสียใจมากกว่านี้ ความที่กุลธิรัตน์ทำอาหารให้คนในบ้านกิน มักจะถูกติหรือต่อว่าอาหารไม่อร่อยเสมอ น่าแปลกที่อาหารไม่อร่อยมักถูกกินเกลี้ยง มันย้อนแย้งกับคำว่า ไม่อร่อยเหลือเกิน
ขณะที่ช้อยเตรียมกาแฟให้ธรรม์บดี กุลธิรัตน์หน้าเศร้า ลุกขึ้นยืนเดินทำแซนวิชทูน่ากับแฮมอย่างละหนึ่งชิ้น ก่อนจัดเรียงใส่กล่องใบเล็ก หล่อนไม่สนใจอาหารที่ยังกินไม่หมด เดินออกจากประตูด้านหลังครัว เดินตามทางไปยังหน้าประตูบ้าน แล้วนั่งคอยสามีตรงม้านั่ง ช้อยรู้ว่ากุลธิรัตน์ทำอะไร หล่อนอยากค้าน แต่ก็รู้ว่าคงไม่สำเร็จ ช้อยจึงปล่อยให้กุลธิรัตน์ทำตามใจ
“ข้าวต้มอร่อยจะตาย ทำไมพี่อิฐไม่กินล่ะ อย่าอคติหน่อยเลย” รัตนพรพูดกับพี่ชายที่กินข้าวต้มไปเพียงคำเดียวก็ขอเปลี่ยนเป็นกาแฟ ให้เหตุผลว่าไม่อร่อย
“ก็ไม่อร่อย กินไม่ลง” ธรรม์บดีตอบกลับ “แกกินอร่อยก็กินไปสิ ไม่ต้องมายุ่งกับพี่หรอก”
“สงสารคนทำ ตื่นแต่เช้ามาทำให้กิน ยังหมางเมิน ระวังเถอะเมียจะหนีไปมีชู้” รัตนพรอดหมั่นไส้พี่ชายไม่ได้
“เหอะ ใครจะเอาก็เอาไปเถอะ จะแถมเงินให้ล้านนึงกับทองคำอีกยี่สิบบาทด้วย” ธรรม์บดีไม่สนใจเมียตัวเอง กลับไล่ส่ง
“เสียเงินไปตั้งเยอะ แกจะเสือกไสไล่ส่งมันแบบนี้ไม่ได้นะ อย่างน้อยก็ให้มันท้อง คลอดเหลนให้ฉันก่อน ค่อยไล่มันไป”
ไม่ใช่ว่าคนพูดอยากได้กุลธิรัตน์เป็นหลานสะใภ้ เดือนดาวหมายตาอีกคนหนึ่งไว้ แต่อีกฝ่ายกลับส่งกุลธิรัตน์มาให้ เดือนดาวโกรธมากเพราะไม่เป็นไปตามข้อตกลง ทว่าพอลัดดาตอบกลับมา เดือนดาวถึงกับอึ้ง และต้องยอมรับ กุลธิรัตน์ เนื่องจากลัดดาไม่ได้ผิดสัญญาที่ให้ไว้
“ข้อตกลงของเราคือ เงินสามสิบล้านแลกกับหลานสาวของฉัน ก็ลูกหมีไงหลานสาวคนโตของฉัน ฉันผิดข้อตกลงตรงไหน”
กุลธิรัตน์เป็นหลานสาวที่ลัดดาไม่ต้องการ ความเชื่อเรื่องดวงที่ว่า หากหลานนางที่เกิดมาเป็นผู้ชาย จะทำให้ตระกูลเจริญรุ่งเรือง ตรงกันข้ามหากเป็นหญิง จะเป็นตัวอัปมงคลต่อตระกูล อาจถึงขั้นทำให้ล่มจม นำพาความวิบัติมาให้ ช่วงเวลานั้นอนงค์ตั้งครรภ์ได้ห้าเดือน และมีการ อัลตร้าซาวด์เพื่อระบุเพศ ทว่าทารกในครรภ์หนีบขาไว้แน่น ทำอย่างไรก็ไม่สามารถมองเห็นเพศได้ เหมือนฟ้าช่วยให้เด็กคนนี้เกิดมา ไม่ว่ากี่ครั้งที่ดูเพศ ก็จะมองไม่เห็น ขาบังไว้ทุกครั้ง มารู้เพศเด็กในวันคลอด
2
เมื่อลัดดากับครอบครัวรู้ว่า เด็กที่เกิดมาเป็นผู้หญิง ทุกคนจึงพากันเกลียดชัง ไม่เว้นแม้แต่บิดามารดาเด็กน้อย ที่แทบไม่ใส่ใจดูแล ทั้งที่เป็นหลานคนแรกของตระกูล กุลธิรัตน์เลยถูกเมินเฉย ถูกทอดทิ้งให้คนรับใช้เก่าแก่เป็นผู้ดูแล และไม่ให้ออกนอกหน้า หรือบอกใครต่อใครว่าเป็นทายาท น้อยคนนักจึงรู้เรื่องนี้ ต่างกับชนินทร์และคีรยา น้องชายและน้องสาว กุลธิรัตน์ ที่ได้รับการเอาใจใส่เลี้ยงดูอย่างดี ราวกับเป็นเจ้าชายและเจ้าหญิง
ลัดดาหาทางให้กุลธิรัตน์ออกจากบ้านมาช้านาน ทั้งให้อยู่โรงเรียนประจำของรัฐบาล ไม่ใช่โรงเรียนที่มีชื่อเสียง แต่เป็นสถานสงเคราะห์ ส่วนใหญ่เด็กมาจากครอบครัวยากจน เด็กกำพร้า และมาจากดอยสูง ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้กลับบ้านแค่ช่วงปิดเทอมเท่านั้น อาจพูดได้ว่า ทอดทิ้งให้ใช้ชีวิตตามลำพัง ไม่สนใจใยดี ความรัก ความอบอุ่นอย่าหวังว่าจะได้
หลังจบชั้นมัธยมปลาย กุลธิรัตน์กลับมาอยู่บ้านลัดดา แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นลูกคุณหนูอยู่อย่างสุขสบาย หล่อนเปรียบเสมือนคนรับใช้คนหนึ่งของบ้าน ทำงานแลกข้าว แลกที่อยู่ที่กิน ห้องนอนของหล่อนอยู่เรือนคนใช้ทางด้านหลังบ้าน ทั้งที่ในบ้านมีห้องว่างหนึ่งห้อง กุลธิรัตน์ขอเรียนต่อ ซึ่งหล่อนบอกลัดดาว่า จะหาเงินส่งตัวเองเรียน ลัดดาจึงไม่ขัดข้อง
ตั้งแต่กุลธิรัตน์กลับมาอยู่บ้านลัดดา ก็เกิดเรื่องราวหลายอย่าง ส่วนใหญ่เป็นไปในทางที่ไม่ดี ลัดดาโทษกุลธิรัตน์ หาว่าเป็นตัวซวย ตัวถ่วงความเจริญ ทุบตีหลานแสนชังคนนี้เสมอ ทั้งที่ทุกเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ได้มาจากกุลธิรัตน์เลย แต่มาจากหลานชายสุดที่รักก่อขึ้นมาทั้งสิ้น ลัดดาปิดหูปิดตา ปิดใจไม่ยอมรับ กลับโยนความผิดให้หลานสาวคนโตคนเดียว ที่ทนกล้ำกลืนด้วยใจเจ็บช้ำเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้
โอกาสที่ลัดดารอคอยมาถึง ในวันที่ธุรกิจครอบครัวกำลังล้ม จากน้ำมือของชนินทร์ที่บริหารงานไม่เป็น และ โลภมาก นำเงินไปลงทุนอย่างอื่น ห้ามก็ไม่ฟัง ค้านก็ไม่ได้ สุดท้ายคนหาเงินคือลัดดา ที่แบกหน้าไปยืมเพื่อนอย่าง เดือนดาว
ข้อแลกเปลี่ยนจึงเกิดขึ้น อีกคนหนึ่งอยากได้เหลน และหมายตาคีรยา หลานสาวคนเล็กของลัดดามาเป็นหลานสะใภ้ อีกคนอยากได้เงินและมีแผนกำจัดกุลธิรัตน์ให้ออกไปจากชีวิต เมื่อทั้งสองตกลงกันได้ ลัดดาหัวหมอขอเงินก่อน ซึ่ง เดือนดาวไม่ขัดข้องเพราะไว้ใจและเชื่อใจตามประสาเพื่อน แต่วันที่ส่งตัวคีรยา คนมาอยู่บ้านเดือนดาวและเป็นหลานสะใภ้ของนางคือ กุลธิรัตน์
เดิมทีเดือนดาวคิดจัดงานแต่งงานระหว่างธรรม์บดีกับคีรยา เป็นการเปิดตัวคีรยาในฐานะหลานสะใภ้อย่างเป็นทางการ แต่เมื่อถูกเปลี่ยนตัว ความคิดนี้ถูกกลบ กลายเป็นว่า กุลธิรัตน์คือเมียธรรม์บดีที่ไม่มีใครรู้
นอกจากเดือนดาวไม่ชอบหน้ากุลธิรัตน์ ที่มีความสวยน้อยกว่าคีรยามากแล้วนั้น นางยังเคืองใจที่ลัดดาใช้เล่ห์เหลี่ยมกับตน ทั้งที่นางให้ใจเต็มที่ ความไม่พอใจจึงถูกส่งมาให้กุลธิรัตน์ ตั้งแต่แรกเห็น ความรู้สึกนี้คนในบ้านหิรัญภักดีมอบให้หล่อนเช่นกัน โดยเฉพาะธรรม์บดี
ธรรม์บดีพอใจรูปร่างหน้าตาคีรยาเป็นทุนเดิม ไม่เช่นนั้นคงไม่ตกปากรับคำเดือนดาวว่าจะแต่งงานกับคีรยา คิดว่าฝ่ายตนไม่มีอะไรเสียหาย เพราะเดือนดาวได้ที่ดินผืนหนึ่งในจังหวัดภูเก็ตอีกหนึ่งผืน หากอยู่ด้วยกันไม่ได้ก็เลิกรากันไป ครั้นเห็นหน้ากุลธิรัตน์ เรื่องที่คิดไว้ก็พังลง เหมือนถูกหลอกลวง ความพอใจก่อนหน้าจึงเปลี่ยนเป็นเกลียดชัง ตั้งแง่กับหล่อนนับแต่นั้น ไม่เคยพูดจาหรือทำดีกับหล่อนเลยสักครั้ง
กุลธิรัตน์ฝันสลาย ว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น หลบหลีกความเกลียดชังจากครอบครัวหนึ่ง ทว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น บ้านหลังนี้หนักกว่ามาก
หล่อนหนีเสือปะจระเข้...
“ถ้าลูกหมีท้องเมื่อไหร่ พอคลอดก็ให้ออกจากบ้านไป”
ชัชวาลพูดกับลูกชายที่นั่งเงียบ
ธรรม์บดีไม่เอ่ยปากบอกครอบครัวให้รู้ได้ว่า เขาไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางกายกับกุลธิรัตน์เลยสักครั้ง คำว่าตั้งครรภ์จึงไม่เกิดขึ้นเสียที
“แกก็ขยันทำลูกให้มากกว่านี้ มันจะได้ท้องเร็วๆ เราจะได้ไม่เสียเปรียบไปมากกว่านี้ เสียเงินให้ลัดดาไปตั้งสามสิบล้าน ยังต้องเสียเงินเลี้ยงดูมันอีก มีแต่เสียกับเสีย” เดือนดาวพูดถึงเรื่องนี้ทีไร ความดันพาลจะขึ้น
“เอาเป็นว่า ผมจะทำให้ลูกหมา เอ๊ย! ลูกหมีท้องเร็วๆ ล่ะกันนะครับ จะได้จบเรื่องไป หล่อนจะได้ไม่ต้องอยู่บ้านนี้ให้เกะกะตาด้วย เห็นแล้วหงุดหงิด” ธรรม์บดีไม่ออมคำพูด หลุดปากเรียกภรรยาที่ไม่ต้องการ และไม่เปิดเผยเรื่องนี้ให้ใครรู้ นอกจากสามเพื่อนสนิทที่มักดื่มเหล้าปรับทุกข์เรื่องกุลธิรัตน์ให้ฟังเสมอ “ผมไปทำงานก่อนนะครับ”
ประโยคนี้ทำให้คนที่ยืนอยู่ใกล้กับประตูห้องกินข้าวนิ่งงัน กุลธิรัตน์ไม่ตั้งใจยืนฟัง หล่อนปวดท้องเบาตั้งใจเดินเข้ามาในบ้านเพื่อเข้าห้องน้ำ แต่พอมาถึงหน้าห้อง ประโยคนี้ดังลอดออกมา หล่อนได้ยินเต็มสองหู รีบปาดน้ำตาแห่งความชอกช้ำที่ไม่หมดไปจากใจทิ้ง หมุนตัวเดินแกมวิ่งออกไปหน้าประตูบ้าน ก่อนธรรม์บดีจะออกมาเห็นว่า หล่อนยืนอยู่ตรงนั้น และได้ยินคำพูดเขาทุกคำ
ธรรม์บดีมองรองเท้าที่วางเรียงหน้าประตู เขาสวมรองเท้าคู่ซ้ายมือสุด ก้าวเท้าเดินไปยังโรงจอดรถ เพื่อขับรถออกจากบ้าน อีกไม่กี่ก้าวจะถึงรถหรู สีหน้าเขาบึ้งตึงทันทีเมื่อเห็นกุลธิรัตน์ยืนอยู่ข้างรถ
“คุณอิฐไม่ได้กินมื้อเช้า ลูกหมีกลัวว่าคุณอิฐจะหิว เลยทำแซนวิชให้ค่ะ” กุลธิรัตน์ส่งถุงใส่ของว่างให้สามีที่หลุบตามองแวบหนึ่ง มือใหญ่กระชากถุงจากมือหล่อนแรงมาก
“สาระแนนัก ยัยลูกหมา” ธรรม์บดีหมุนตัวเปิดประตูรถ เขาโยนถุงในมือไปตรงเบาะด้านข้างคนขับ สอดตัวเข้าไปนั่งประจำที่ จากนั้นเขาขับรถออกจากบ้านทันที
กุลธิรัตน์มองรถยนต์ธรรม์บดีด้วยสายตาเศร้าสร้อย น้ำตาซึม ชายหนุ่มที่ขึ้นชื่อว่าสามี สถานะที่คนในบ้านคิดว่าใช่ ในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น ธรรม์บดีไม่เคยแตะต้องตัวหล่อนเลย ต่างคนต่างนอนหันหลังให้กัน ราวกับว่าต่างคนต่างอยู่ ไม่เคยพูดจากับหล่อนดีๆ มีแต่เสียงเขียวใส่ ปั้นหน้าเรียบตึง ไม่พอใจให้ตลอดเวลา กุลธิรัตน์รู้เหตุผล รู้ว่าไม่มีใครต้องการตน ทว่าหล่อนเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ได้แต่ก้มหน้ารับกรรมเพื่อผู้มีพระคุณ
3
10.30 น.
ธรรม์บดีเงยหน้ามองคนที่เดินเข้ามาในห้อง เขาวางปากกาลงบนโต๊ะ เอนตัวพิงเก้าอี้ด้วยท่าทางสบายๆ นรภัทรยิ้มให้เพื่อน ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวตรงกันข้าม
“ฉันนัดนายเที่ยง มาทำห่าไรตอนนี้วะ” เจ้าของห้องถาม
“มาส่งคุณแม่ที่โรงพยาบาลน่ะ เลยแวะมาเลย”
“แล้วไม่รอท่านกลับบ้านเหรอ”
“ไม่อ่ะ เดี๋ยวพี่เมฆมารับ” นรภัทรตอบ เขามองถุง แซนวิชบนโต๊ะทำงาน ไม่ถามเจ้าของห้อง คว้าถุงมาวางตรงหน้า หยิบของว่างออกมาหนึ่งชิ้นแล้วลงมือรับประทานทันที “อืม แซนวิชนี่อร่อยดีนะ”
สายตาแปลกใจของธรรม์บดีมองหน้าผู้พูดที่เคี้ยวของกินในปาก
“แค่แซนวิชธรรมดา อร่อยตรงไหนวะ”
“ตรงน้ำสลัดไง ไส้แซนวิชเหมือนกันทั้งนั้นแหละ ต่างกันก็ตรงน้ำสลัดที่สูตรใครสูตรมัน” นรภัทรตอบเพิ่มเติม “ว่าแต่นายซื้อที่ไหนมา อร่อยดี”
“ไม่ได้ซื้อ ลูกมะ...ลูกหมีทำให้ฉันกิน” ธรรม์บดีเกือบหลุดปากเรียกผิดชื่อ ดีที่รู้ตัวทัน “ฉันยังไม่ทันกิน นายดันกินซะก่อน”
“ช่วยไม่ได้ นายไม่กินเอง” พูดจบก็กัดกินที่เหลือเข้าปาก
“ฉันไม่อยากกินต่างหากล่ะ เพราะถ้าอยากกิน มันคงไม่เหลือถึงนาย” ธรรม์บดีย้อน
“ฝีมือการทำอาหารของลูกหมีดีนะ ดีมากๆ ด้วย ครั้งก่อนไปบ้านนาย ได้กินแกงเลียงใส่กุ้งสด ฉันติดใจเลย คราวหน้าต้องบอกให้ลูกหมีทำให้กินซะแล้ว”
“ไม่เห็นอร่อยเลย กินไปคำนึงแทบจะคายทิ้ง”
“คายทิ้ง” นรภัทรทวนเสียงสูง “คายทิ้งออกจากปากหรือกลืนลงคอวะ วันนั้นนายกินข้าวสองจานเชียวนะ นี่ขนาดไม่อร่อยนะเนี่ย ถ้าอร่อย ข้าวคงหมดหม้อ”
“กวนตีนนะมึง” ธรรม์บดีถึงกับหน้าตึง เมื่อเพื่อนเอาความจริงมาย้อน
“แล้วเมื่อไหร่ลูกหมีจะท้องวะ นี่ก็เดือนนึงแล้วนะ ไม่มีวี่แววเลย มีน้ำยาหรือเปล่าวะไอ้อิฐ”
“ฉันไม่เคยมีอะไรกับเธอ แล้วลูกหมีจะท้องได้ไง ถ้าท้องคงไม่ได้ท้องกับฉันแน่ๆ”
ธรรม์บดีตอบตามจริง ซึ่งเรื่องนี้นรภัทรรู้ดี ที่เอ่ยออกไปก็แค่แซวเพื่อนเล่นๆ
“อย่าบอกนะว่าพึ่งหมอ”
“ก็คงอย่างนั้น เห็นหน้าแล้วกินไม่ลง หมดอารมณ์ดื้อๆ” ความที่เป็นเพื่อนสนิทกัน ธรรม์บดีเลยเปิดอกพูดกับเพื่อนได้ตามตรง
“จริงๆ แล้วฉันไม่อยากยุ่งเรื่องนี้หรอกนะ แต่ก็อดคิดไม่ได้”
“คิดอะไร”
“คิดว่าคุณย่านายขาดทุนยับน่ะสิ นายคิดดูนะ คุณย่าเสียเงินให้ทางนั้นไปสามสิบล้าน ถึงจะมีที่ดินมาค้ำประกันก็เถอะ แต่ก็เสียความรู้สึกที่ถูกเล่นแง่ เปลี่ยนตัวคนมาเป็นเมียนายซะงั้น ถ้านายไม่ทำอะไรเลย ปล่อยไปอย่างนี้ ไม่เรียกขาดทุน ไม่พูดว่าเสียเปรียบก็คงไม่ได้ เพราะทางนั้นมีแต่ได้กับได้” ธรรม์บดีฉุกใจเรื่องนี้ขึ้นมาทันใด “แล้วที่ดินผืนนั้น ตอนขายจะได้ราคาสามสิบล้านหรือเปล่า ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใช้เวลาเท่าไหร่กว่าจะขายได้ แล้วที่นายบอกว่า พึ่งหมอ นายจะเสียเงินซ้ำซ้อนทำไม ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ใช่น้อยๆ นะ ครั้งแรกไม่ติดก็ต้องมีครั้งที่สอง สามตามมา คนที่ฉันรู้จักหมดไปสองล้านยังไม่ติดเลย ทางนายนี่มีแต่เสียกับเสียนะ”
ธรรม์บดีคิดตามคำพูดนรภัทร ไม่ใช่ว่าเขาไม่คิดว่า ทางบ้านตนขาดทุน ไม่ได้อะไรเลยกับการช่วยเหลือลัดดา แล้วยังอาจถูกหัวเราะเยาะที่โง่ ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยม หากทางนั้นรู้ว่า ต้องพึ่งเทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อมีลูก เสียเงินเพิ่มไปอีก คงถูกนินทาสนุกปาก เจ็บใจไปอีก
“ไหนๆ ลูกหมีก็เป็นเมียนายแล้ว ดื่มเหล้าย้อมใจ จัดการลูกหมีซะ เอาทุนคืนไงล่ะ ถ้าไม่ท้องจริงๆ ค่อยพึ่งหมอ” นรภัทรแนะนำ “แล้วแต่นายนะ มันไม่ใช่เรื่องของฉัน ฉันแค่แนะนำ ไม่อยากให้นายขาดทุน เพราะอย่างน้อยก็ได้ลูกหมีเป็นเมีย ถอนทุนคืนมาหน่อยก็ยังดี”
“มันก็จริงของนายนะ แบบนี้ฉันเสียเปรียบ ทางนั้นมีแต่ได้กับได้”
“ก็คิดดูเอาเองล่ะกัน” นรภัทรไม่พูดต่อ “ฉันว่าเราไปกันเลยดีกว่า ไปหาไรกินก่อน ค่อยไปที่งาน ฉันยังไม่หายหิวเลย”
ธรรม์บดีตกปากรับคำ เพราะเขาเองก็หิวไม่แพ้กัน ด้วยความที่มีอคติกับกุลธิรัตน์เป็นอย่างมาก เขาจึงไม่ได้กินมื้อเช้าและแซนวิชที่หล่อนทำ ตอนนี้ท้องเลยร้องประท้วง ขณะที่เขาลุกขึ้นออกไปจากห้องไปพร้อมกับนรภัทรด้วยความหิว ทว่าสมองยังนึกถึงคำแนะนำของเพื่อน เห็นทีเขาต้องตัดสินใจว่า จะทำอย่างไรกับเรื่องนี้
บ่ายสองโมง
กุลธิรัตน์เดินเข้ามาในร้านกาแฟแบรนด์ดัง ที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าชื่อดังติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา หล่อนโบกมือให้เพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะด้านใน ก่อนเดินไปหา
“มานานหรือยัง ขอโทษนะที่มาช้า” กุลธิรัตน์กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“แกนี่ขยันขอโทษนะ มาทีหลังเพื่อนทีไร ขอโทษทุกที ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลานัดเลย” พัชรินทร์อดว่าเพื่อนไม่ได้ “ฉันเพิ่งมาไม่ถึงนาทีเลย”
“ก็แกมาก่อนไง ฉันเลยขอโทษ”
“ย่ะ แม่คนดี ขอโทษอยู่นั่น เซ็งกับแกจริงๆ” กุลธิรัตน์กลับยิ้มให้พัชรินทร์ เพื่อนรักที่รู้จักกันมาตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่หนึ่ง สนิทกันจนถึงทุกวันนี้ “รอปูจาก่อน เดี๋ยวมันมา”
ปูจาหรือมิ่งเมือง ชาวเขาเผ่ามูซอบนดอยสูง เพื่อนสนิทอีกคนในรั้วสถานสงเคราะห์ อยู่ด้วยกันจนจบมัธยมศึกษาปีที่หก
“ว่าแต่ทำไมแกนัดที่นี่ล่ะ ของกินที่นี่แพงนะ เสียดายเงิน ไปกินร้านข้างทางดีกว่า”
“วันนี้ฉันเงินเดือนออก ฉันก็อยากกินอาหารในห้างบ้างน่ะสิ” พัชรินทร์ตอบเพื่อน “ฉันได้เงินพิเศษจากเจ้านายมา เพราะฉันดิวงานกับลูกค้าได้ ได้มาตั้งหมื่นนึงแน่ะ ฉันเลยโทรนัดแกกับปูจามาหาไรกินกันที่นี่ไง”
“ฉันอยากมีงาน มีเงินเดือนเหมือนแกจัง หาตั้งหลายที่แล้ว ไม่ได้สักที”
ก่อนหน้ามาเป็นเมียธรรม์บดี หล่อนทำงานในบริษัทเอกชน ทำได้ร่วมสองปี หล่อนจำต้องออกจากงาน เนื่องจากบริษัทตกอยู่สภาวะขาดทุนติดต่อกันเป็นปี จำเป็นต้องคัดพนักงานออก กุลธิรัตน์เป็นหนึ่งในสามสิบคน หล่อนจึงตกอยู่ในสถานะว่างงาน หางานมาเป็นเดือนก็ยังไม่ได้ เงินที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ เป็นเงินที่เก็บสะสมไว้ แม้ไม่มาก แต่ก็ยังดีกว่าไม่มี