ตอน 1

บทเรียนราคาแพง โลกใบนี้มันจะสอนให้กับเราเอง...

ฉันชื่อโฟกัส ฉันเป็นผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ช่วงวัยกำลังก้าวเข้าสู่รั้วมหาลัย ที่ใครต่อใครก็บอกว่ามันเป็นช่วงชีวิตที่พลิกผันที่สุด

ฉันไม่รู้ว่าต่อไปนี้ฉันจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ฉันรู้เพียงแต่ว่าฉันต้องพยายามสู้กับมันด้วยตัวของฉันเอง

เพราะไม่มีใครที่จะปกป้องฉันได้นอกจากตัวของฉัน…

ถึงจะคิดแบบนั้นแต่ยังไงฉันก็คงทำมันไม่ได้จริงๆ หรอก เพราะฉันเป็นคนที่อ่อนแอมากๆ อ่อนแอจนครอบครัวของฉันไม่อยากจะปล่อยให้ห่างไกลจากพวกท่านด้วยซ้ำ

ฉันกระชับหนังสือเล่มหนาที่หอบเอาไว้อยู่ในอ้อมกอด พร้อมกับถอดสายตามองออกไปบริเวณรอบๆ มหาลัยที่ฉันสอบติดเข้ามาได้

นักศึกษาทั้งรุ่นพี่และรุ่นเดียวกันต่างหันมองมาทางฉัน ก่อนที่พวกเขาจะหันไปพูดซุบซิบกันแล้วหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจ

ฉันก้มมองสำรวจตัวเองอีกครั้ง หลังจากที่ทุกสายตาหันมามองพร้อมกับรอยยิ้มขบขัน

วันนี้ฉันแต่งตัวถูกระเบียบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อนักศึกษาที่พอดีตัว และกระโปรงพลีทที่ยาวจนถึงตาตุ่ม ซึ่งคนที่นั่งหัวเราะฉันอยู่นั้น ต่างก็แต่งตัวไม่ค่อยจะเรียบร้อยกันเท่าไหร่ ฉันเองก็ไม่เข้าใจว่าพวกเขาหัวเราะเยาะอะไรฉันกันมากมาย

ฉันจับแว่นสายตาที่ตัวเองใส่ แล้วเงยหน้าขึ้นมองคนเหล่านั้น แต่ฉันก็ไม่กล้าที่จะถามอะไรพวกเขาออกไป

ฉันทำได้เพียงแค่เดินห่างออกมาจากตรงนั้นเงียบๆ

ปึก!

“อ๊ะ!” ฉันหลุดเสียงร้องออกมาเล็กน้อย เมื่อฉันเดินไปชนกับใครบางคนเข้าอย่างจัง

“มัวแต่เดินก้มหน้าไม่คิดจะมองทางบ้างหรือไงวะ!” เสียงทุ้มเข้มของผู้ชายตรงหน้าพูดขึ้นมาเสียงดังอย่างหงุดหงิด

“ขะ...ขอโทษค่ะ” ฉันก้มหัวให้เขา แต่ก็ยังไม่กล้าที่จะเงยหน้าขึ้นมอง ตอนนี้สายตาของฉันจึงเห็นเพียงแค่ปลายรองเท้าของเขาเท่านั้น

“จะขอโทษก็เงยหน้าขึ้นมามองหน่อย!” เขายังคงหาเรื่องที่จะต่อว่าฉันไม่หยุด แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็เงยหน้าขึ้นมองเขาช้าๆ

เมื่อสายตาของฉันสบเข้ากับดวงตาคมของเขา มันก็ทำให้ฉันหายใจติดขัดไปชั่วขณะ แต่คนตรงหน้ากลับจ้องมองฉันเพียงนิ่งๆ พร้อมกับไล่สายตามองฉันตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า

“เธอเป็นคนชนฉัน เธอก็เก็บของๆ เธอเองละกันนะ...เสียเวลาชะมัด” ชายตรงหน้าพูดบอกอย่างหัวเสีย

“ค่ะ” ฉันพยักหน้ารับ ก่อนจะก้มลงเก็บของตัวเองอย่างว่าง่าย ถึงแม้ว่าเขาจะหน้าตาดี และดูเพอร์เฟ็กต์ทุกอย่าง แต่นิสัยของเขามันก็แย่เอาการ

ถึงแม้ในหัวของฉันจะคิดตำหนิเขา แต่ฉันก็ไม่กล้าที่จะพูดโต้ตอบอะไรเขากลับไป

ฉันก้มหน้าก้มตาเก็บหนังสือของตัวเอง ที่หล่นกระจัดกระจายอยู่บนพื้นมาหอบเอาไว้อีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นยืน แล้วเดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ตัวยาวใต้ตึกคณะของตัวเอง

ตลอดเวลาที่ฉันนั่งอยู่ ไม่มีใครเข้ามาพูดคุยกับฉันเลยแม้แต่คนเดียว ซึ่งฉันเองก็ไม่ได้เดินเข้าไปคุยกับใคร เพราะฉันเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว

ฉันกวาดสายตามองเพื่อนรุ่นเดียวกัน ที่นั่งจับกลุ่มคุยอย่างสนุกสนาน พอก้มมองตัวเองที่ไม่มีใครแล้วในใจของฉันมันก็รู้สึกหดหู่ขึ้นมา

“เฮ้อออ~” ฉันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ บางทีฉันก็เหนื่อยกับตัวเองที่มีนิสัยแบบนี้ ฉันอยากจะเปลี่ยนให้ตัวเองเข้มแข็ง และกล้าขึ้นมากกว่านี้ แต่...มันก็ทำไม่ได้

“น้องปีหนึ่งรวมตัวกันได้แล้วค่ะ!” รุ่นพี่ที่อยู่อีกฟากหนึ่งเดินมาตะโกนบอกรุ่นน้องที่นั่งกันอยู่ ทุกคนต่างพากันลุกเดินไปเข้าแถวตามที่รุ่นพี่บอก รวมถึงฉันเองก็ด้วย

“เธอๆ ชื่อไรอ่ะ” ผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างๆ ฉันเอื้อมมือมาสะกิดที่ไหล่ของฉันเบาๆ ฉันจึงหันไปมองเธอช้าๆ พร้อมกับชี้นิ้วเข้าหาตัวเองเพื่อเป็นเชิงถาม

“เธอนั่นแหละ” ผู้หญิงคนนั้นพูดตอบกลับมาพร้อมมุมปากที่กำลังยกยิ้ม ท่าทางดูเป็นคนแรงๆ ของเธอมันทำให้ฉันรู้สึกแปลกใจว่าทำไมเธอถึงอยากจะคุยกับฉัน

“ชื่อโฟกัสค่ะ” ฉันตอบกลับไป เธอเองก็พยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปกระซิบกับเพื่อนที่นั่งอยู่ด้านข้างของเธอ เพราะระยะที่นั่งห่างกันมันมีมากจนเกินไป ฉันถึงได้ยินไม่ชัดว่าพวกเธอคุยอะไรกัน

“ทำไมเธอใส่กระโปรงยาวจัง” เธอคนนั้นหันกลับมาถามฉันอีกครั้ง พร้อมกับแอบกลั้นขำ

“ฉันก็ใส่แบบนี้ปกติอยู่แล้วค่ะ” ฉันตอบกลับ ถึงแม้ว่าฉันจะไม่เข้าใจในท่าทีของเธอก็ตาม

“เธออยากจะมาเป็นเพื่อนกับพวกฉันมั้ย ฉันชื่ออิงค์ ส่วนนี่นับดาว” เธอถามออกมา พร้อมกับแนะนำเพื่อนอีกคนให้ฉันได้รู้จัก ลักษณะและท่าทางของพวกเธอมันทำให้ฉันรู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก

“เอ่อ...ค่ะ” ฉันอยากจะปฏิเสธออกไป แต่ฉันก็ไม่กล้าที่จะพูด

“ถ้างั้นเสร็จจากตรงนี้แล้ว เราไปทานข้าวด้วยกันนะ” อิงค์พูดบอกออกมา ฉันเองก็พยักหน้ารับน้อยๆ

ตอน 2

เวลาผ่านไป

หลังจากที่รุ่นพี่ปล่อย ฉันก็เดินออกมาพร้อมกับอิงค์และนับดาว

“พวกเธอจะไปไหนกันเหรอ” ฉันเอ่ยถามออกมา เมื่อเห็นว่าทั้งสองกำลังเดินออกจากตึกคณะ แล้วไปทางที่จะออกไปหน้ามหาลัย

“พวกฉันจะไปกินข้าวกันที่ห้างน่ะ” นับดาวเป็นคนที่หันมาตอบคำถามของฉัน

“กินในโรงอาหารของคณะก็ได้หนิ” ฉันพูดบอกออกไปด้วยน้ำเสียงที่ปกติ

“โอ้ย! ไม่เอาหรอก ฉันไม่อยากจะไปเบียดกับใคร” นับดาวโวยออกมาเสียงดังจนฉันสะดุ้ง

“โทษที” เมื่อเธอเห็นว่าฉันตกใจเธอก็พูดเสียงอ่อนลงเล็กน้อย แต่สีหน้าและแววตาของเธอมันก็เต็มไปด้วยความหงุดหงิด ที่ฉันเองก็ไม่เข้าใจว่าเธอจะหงุดหงิดฉันด้วยเรื่องอะไร

“อย่าเรื่องมากเลยโฟกัส เธอตกลงแล้วว่าเธอจะไปเธอก็ต้องไป” อิงค์พูดออกมาบ้าง ฉันไม่รู้ว่าฉันคิดไปเองหรือเปล่าที่น้ำเสียงของเธอมันเหมือนกับเป็นการบังคับฉัน

ด้วยความที่ฉันเป็นคนที่ไม่กล้าเถียง และไม่กล้าแย้งอะไรใคร ฉันจึงเดินตามพวกเธอไปอย่างเงียบๆ จนกระทั่งนั่งรถของอิงค์มาถึงที่ห้างที่พวกเธอเลือกที่จะทานข้าวที่นี่

ทั้งสองเดินนำหน้าฉันไป ก่อนที่จะเลี้ยวเข้าร้านอาหารที่ดูหรูหรามากในสายตาของฉัน

หลังจากหาที่นั่งกันได้เรียบร้อย ทั้งสองคนก็เริ่มสั่งอาหารทันที ส่วนฉันเมื่อกางเมนูออกแล้วเห็นว่าอาหารแต่ละอย่างนั้นราคาค่อนข้างที่จะแพง ฉันก็ชะงักมือค้างเอาไว้ทันที ก่อนที่จะปิดเมนูเอาไว้ตามเดิม

“เธอไม่กินข้าวเหรอโฟกัส” อิงค์เงยหน้าขึ้นถาม ฉันจึงส่ายหน้าไปมาพร้อมรอยยิ้มแหยๆ

พวกเธอเองก็ไม่ได้ถามอะไรฉันอีก จนกระทั่งพนักงานนำอาหารมาเสิร์ฟ พวกเธอก็หยิบมือถือราคาแพงขึ้นมาถ่ายรูป ก่อนที่จะลงมือทาน

ส่วนฉันก็ได้แต่นั่งมองพวกเธออยู่อย่างนั้น แม้แต่น้ำแก้วเดียวฉันก็ยังไม่ได้ดื่มเลยด้วยซ้ำ

“เดี๋ยวฉันไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” นับดาวพูดขึ้นมา หลังจากที่เธอทานในส่วนของเธอเสร็จเรียบร้อยแล้ว

“เธอรีบกลับหรือเปล่า” อิงค์เอ่ยถามออกมาขณะที่กำลังยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม

“ก็รีบอยู่” ฉันตอบกลับไป เธอเองก็พยักหน้ารับ ก่อนจะกวักมือเรียกพนักงานมาเช็คบิล

“ฉันปวดท้องอ่ะ เดี๋ยวฉันกลับมานะ” เธอพูดพร้อมกับคว้ากระเป๋าของตัวเองลุกเดินออกไปจากร้าน โดยที่ฉันไม่ทันได้ทักท้วงอะไร

“ค่าอาหารทั้งหมดครับ” พนักงานเดินกลับมาที่โต๊ะพร้อมกับบิลค่าอาหาร

“ค่ะ ขอรอเพื่อนแป๊บนึงนะคะ” ฉันหันไปบอกกับพนักงาน ซึ่งเขาก็พยักหน้ารับ ก่อนจะเดินกลับไป

ฉันนั่งรออิงค์และนับดาวอยู่อย่างนั้นหลายสิบนาที แต่พวกเธอก็ไม่กลับเข้ามา

“ขอโทษนะคะคุณลูกค้า ทานเสร็จหรือยังคะ” ผู้หญิงที่ดูจากการแต่งกายแล้วน่าจะเป็นผู้จัดการร้านเดินเข้ามาหาฉันที่โต๊ะพร้อมกับถามด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ แต่ฉันก็รู้ว่าเธอถามเพราะต้องการอะไร

“อ๋อเสร็จแล้วค่ะ นี่ค่ะค่าอาหาร” แล้วในที่สุดฉันก็เป็นคนที่จะต้องจ่ายค่าอาหารทั้งหมด

“ทั้งหมดสองพันบาทนะคะ” เธอคนนั้นพูดบอก เมื่อเห็นว่าฉันยื่นเงินให้กับเธอเพียงแค่หนึ่งพันบาท ฉันจึงจำต้องหยิบแบงค์พันออกมาให้เธออีกใบ ก่อนจะลุกเดินออกจากร้านมา

ความจริงฉันก็ไม่ได้รวยหรือมีเงินมากมายอะไรขนาดนั้น เงินที่ฉันจ่ายไปในวันนี้ก็ล้วนแล้วเป็นเงินที่ฉันจำเป็นต้องใช้จ่ายในค่ากินค่าอยู่ของเดือนนี้ทั้งนั้น

ฉันเดินออกจากร้านอาหารมาเงียบๆ ก่อนจะเดินลงบันไดเลื่อนแล้วไปรอรถที่ป้ายรถเมล์ ความรู้สึกของฉันคิดว่าทั้งอิงค์และนับดาวคงไม่ย้อนกลับมาหาฉันหรอก

แค่วันแรกที่เริ่มเข้าสู่มหาลัย ชีวิตของฉันมันก็เจอเรื่องแย่ๆ แล้ว ไม่รู้ว่าต่อไปนี้มันจะเกิดอะไรขึ้นกับฉันอีก

ฉันนั่งรอรถเมล์เป็นเวลานานหลายนาทีกว่าจะได้ขึ้นรถกลับบ้าน เพราะฉันเป็นเด็กต่างจังหวัดด้วยแหละฉันถึงไม่รู้เส้นทางมากนัก บางทีรถเมล์ที่ผ่านบ้านฉัน มันอาจจะขับผ่านไปแล้วหลายคันเพียงแต่ฉันไม่รู้

ฉันเดินไปนั่งเบาะคู่ติดริมหน้าต่างที่ว่างอยู่ ก่อนจะถอดสายตามองออกไปที่ข้างทางขณะที่รถก็เริ่มขับเคลื่อนออกตัวอย่างรวดเร็ว

สักพักรถก็หยุดจอดอีกครั้ง ก่อนที่จะมีผู้คนเดินขึ้นมามากมายอย่างเบียดเสียด เพราะเป็นช่วงเวลาเลิกงานแล้ว

สายตาของฉันหันไปเห็นคุณป้าคนหนึ่งที่ถือของเอาไว้ในมือมากมาย ขณะที่มืออีกข้างก็กำลังจับข้อมือเล็กของหลานสาวเอาไว้

“คุณป้าคะนั่งนี่ได้เลยค่ะ” ฉันลุกขึ้นยืนแล้วบอกกับป้าคนนั้นด้วยรอยยิ้ม เธอเองก็พยักหน้ารับนิ่งๆ โดยที่ไม่พูดขอบคุณหรืออะไรฉันสักนิด แต่ไม่เป็นไร แค่ฉันได้ช่วยเหลือคนอื่นฉันก็พอใจแล้ว

ฉันจับราวด้านบนเพื่อทรงตัว ขณะที่ผู้คนก็เริ่มเบียดเสียดกันขึ้นมาเรื่อยๆ

จนกระทั่งเวลาผ่านไปสักพัก ฉันก็รู้สึกเหมือนกับมีอะไรบางอย่างกำลังจับอยู่ที่บั้นท้ายของฉัน ก่อนที่จะลูบวนเบาๆ ซึ่งนั่นมันก็ทำให้ฉันรู้แล้วว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับฉัน

ฉันหันกลับไปที่ป้าคนนั้นเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่เธอก็ทำแค่มองแล้วเบือนหน้าหนีเหมือนไม่อยากจะยุ่งในเรื่องนี้

ฉันกัดฟันแน่นเพื่อข่มความกลัวด้วยท่าทางที่สั่นเทา เมื่อมือหนาของบุคคลนั้นเริ่มลูบไล้ลงไปที่ต้นขาของฉันผ่านเนื้อผ้า

พรึบ!

“ทำเหี้ยอะไรวะ!!” เสียงผู้หญิงข้างๆ ตะโกนดังขึ้น พร้อมกับที่มือบางของเธอตะครุบมือหนาของคนที่กำลังลูบไล้ที่ต้นขาของฉันเอาไว้แน่น

ทุกคนภายในรถจึงหันมามองตรงจุดที่ฉันยืนอยู่เป็นตาเดียว ฉันเองก็หันกลับไปดูคนที่ทำแบบนั้นกับฉันเหมือนกัน

“ทำอะไร ไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย” ผู้ชายที่อยู่ในวัยกลางคน พูดออกมาเสียงละล่ำละลักเมื่อถูกจับได้คาหนังคาเขา ลุงคนนั้นพยายามที่จะชักมือของตัวเองกลับ แต่ผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างฉันก็จับบีบเอาไว้แน่น จนใบหน้าของลุงเหยเกเล็กน้อย

“ตอแหล! แก่จนจะเข้าโลงอยู่แล้วนะลุง ยังจะมาทำตัวมักมากในกามอีกเหรอ ก็เห็นอยู่เนี่ยว่าลุงกำลังจับก้นผู้หญิงคนนี้ มือก็ค้างอยู่เนี่ย ยังจะแถอีกเนอะ!” เธอพูดออกมาเป็นชุด พร้อมกับสายตาที่จ้องชายตรงหน้าเขม็ง ส่วนฉันเองก็ได้แต่มองอย่างสั่นๆ โดยไม่กล้าปริปากพูดอะไรออกมาเพราะยังตกใจไม่หาย

“อะไรของแกเนี่ยนังหนู ก็บอกว่าไม่ได้ทำก็ไม่ได้ทำไง!” ลุงคนนั้นทำท่าหงุดหงิดออกมา ก่อนจะสะบัดข้อมือของตัวเองออก แล้วเดินเบียดตัวฉันและเธอออกไป ก่อนที่ลุงเขาจะกดออดแล้วเดินลงจากรถอย่างหนีความผิดที่ตัวเองก่อ

“ป้าก็อีกคน! อยู่ใกล้กันขนาดนี้ควรที่จะช่วย! คนสมัยนี้มันเป็นอะไรกันหมดวะ” เธอหันไปพูดกับป้าที่ฉันสละที่นั่งให้เสียงดัง ก่อนที่เธอจะตวัดสายตามามองที่ฉันเป็นคนสุดท้าย

“แล้วเธอล่ะ ปากไม่มีพูดหรือไง ด่ามันไปสิใครทำอะไรก็ด่ามันไปเลยอย่าไปกลัว” เธอพูดบอกฉันด้วยน้ำเสียงที่เบาลงนิดหน่อย แต่มันก็ทำให้ฉันสะดุ้ง

“ขะ...ขอบคุณค่ะ” ฉันพูดออกไปอย่างตะกุกตะกักอย่างไม่กล้าโต้แย้งอะไรกับเธอ เมื่อเธอได้ยินแบบเธอก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ

“อืม ทีหลังอ่ะหัดสู้คนอื่นซะบ้าง โลกนี้มันไม่เหมาะกับคนใสๆ อย่างเธอหรอก” เธอพูดบอกออกมาอีกครั้ง ฉันจึงพยักหน้ารับหงึกหงัก ขณะที่สายตาก็มองสำรวจเธอไปด้วย ดูจากการแต่งตัวเธอคงจะเรียนวิทยาลัยเทพช่างแน่ๆ บางทีอาจจะรุ่นเดียวกับฉันเลยด้วยซ้ำ

“เธอชื่ออะไรเหรอ” ฉันเงยหน้าขึ้นถามเธอ เพราะตัวของเธอค่อนข้างที่จะสูงกว่าฉันหลายเท่า

“เธอไม่ต้องอยากรู้จักคนอย่างฉันหรอก ฉันไปล่ะ หวังว่าถ้าเจอกันอีกเธอคงไม่ปล่อยให้ใครทำอะไรกับเธอแบบนี้อีกนะ” เธอพูดทิ้งท้ายเอาไว้ ก่อนจะเดินลงจากรถไป

อย่างน้อยวันที่ฉันได้เจอกับเรื่องแย่ๆ แต่มันก็ยังมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นกับฉันอยู่บ้าง…ถึงจะน้อยนิดและเกือบจะไม่รอดแล้วก็ตาม

ตอน 3

หลังจากที่รถเมล์หยุดจอดยังป้ายที่ใกล้กับปากซอยบ้านของฉัน ฉันก็เดินลงจากรถไปทันทีอย่างไม่รอช้า เพราะเวลาตอนนี้มันก็ค่อนข้างที่จะเย็นมากแล้วด้วย ไม่สิ...เกือบจะดึกแล้วด้วยซ้ำสำหรับฉัน

ถ้าหากฉันกลับบ้านในเวลาแบบนี้มันก็ค่อนข้างที่จะไม่ดีต่อตัวฉันเอง เพราะซอยบ้านฉันมันค่อนข้างที่จะเปลี่ยวเอาการ

ขาเล็กของฉันก้าวเข้าไปในซอยที่มืดสนิท เพราะหลอดไฟมีแค่บางจุดเท่านั้น บ้านที่ฉันอาศัยอยู่ในระหว่างที่เรียนอยู่กรุงเทพมันก็เป็นบ้านของน้าสาวฉัน ฉันเองก็อยากจะออกไปอยู่หอเพราะไม่อยากจะรบกวนท่าน และที่สำคัญ คือฉันไม่ค่อยชอบสายตาของลูกชายน้าเท่าไหร่ยามที่เขามองมา

เมื่อเดินมาถึงบ้านฉันก็เอื้อมมือไปผลักประตูบานเล็กออก ก่อนจะปิดล็อคเอาไว้

“ทำไมกลับดึกจัง” เสียงทุ้มเข้มพร้อมกับร่างสูง ที่เดินเข้ามาประชิดตัวฉันอย่างกะทันหัน มันทำให้ฉันสะดุ้งน้อยๆ ก่อนจะหันไปมองยังเจ้าของเสียง

“ตกใจหรอ” พี่เมฆ ลูกเลี้ยงของน้าสาวฉันเลิกคิ้วขึ้นพร้อมกับเอ่ยถามออกมา

“ค่ะ ทำไมพี่ยังไม่นอนอีกล่ะคะ” ฉันพยักหน้ารับ พร้อมกับย้อนถามเขากลับไป พี่เมฆอายุห่างกว่าฉัน 5 ปี เขาเป็นลูกติดของน้าเขยฉัน ฉันจึงไม่ค่อยจะสนิทกับเขามากเท่าไหร่ หรือเอาจริงๆ คือฉันไม่อยากจะสนิทกับเขาเลยด้วยซ้ำ เพราะฉันกลัว

“พี่ก็รอโฟกัสไง ทำไมถึงกลับบ้านดึกนักล่ะ ไปไหนมาหรอ” พี่เมฆเอ่ยถามออกมาเป็นชุด ขณะที่เขาก็ก็กำลังขยับตัวเข้าหาฉันเรื่อยๆ

“เอ่อ...กัสไปทานข้าวกับเพื่อนมาน่ะค่ะ กัส...ขอตัวก่อนนะคะ” ฉันตอบเขากลับไปอย่างตะกุกตะกัก พร้อมกับเดินเลี่ยงเขาออกมา ซึ่งพี่เมฆเขาก็ไม่ได้อะไรกับฉันอีก ฉันถึงได้เดินเข้าบ้านแล้วเดินขึ้นห้องของตัวเอง

ฉันเปิดประตูเข้าไปในห้องนอน ก่อนจะล็อคลูกบิดเอาไว้อย่างแน่นหนา แล้วเดินไปล้มตัวนอนแผ่อยู่บนเตียง

“เฮ้ออออ~” ฉันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ขณะที่ในหัวก็กำลังครุ่นคิดถึงเรื่องวันนี้ไปด้วย คนอย่างฉันมันคงจะไม่เหมาะกับการอยู่ในสังคมที่โหดร้ายแบบนี้จริงๆ นั่นแหละ

ฉันพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าที่วางอยู่ข้างกาย แล้วล้วงมือเข้าไปหยิบมือถือออกมา

ตื้ดดดดด~ ตี๊ดดดดด~

(“ฮัลโหลลูก”) ฉันรอเสียงสัญญาณดังขึ้นเพียงไม่นาน เสียงแม่ของฉันก็กรอกลงมาตามสาย

“แม่ หนูคิดถึงแม่จังเลยค่ะ” ฉันพูดออกมาด้วยเสียงที่เบาหวิว ขณะที่ดวงตาของฉันมันก็สั่นไหวน้อยๆ พอฉันได้ยินเสียงของแม่บ่อน้ำตาของฉันมันก็ยิ่งตื้นมากกว่าเก่า

(“แม่ก็คิดถึงลูกจ้ะ แล้วนี่เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมเสียงเหมือนคนไม่มีแรงแบบนั้นล่ะหื้ม”) แม่และพ่อคือคนที่คอยเอาใจใส่และคอยห่วงใยฉันในทุกๆ เรื่อง พอได้ยินน้ำเสียงที่เป็นห่วงเป็นใยจากท่าน น้ำตาของฉันมันก็เริ่มหยดลงช้าๆ

(“โฟกัสเป็นอะไรหรือเปล่าลูก”) แม่ของฉันถามย้ำออกมาอีกครั้งเมื่อเห็นว่าฉันเงียบไป ฉันยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตาตัวเองลวกๆ พร้อมกับพยายามปรับเสียงของตัวเองให้เป็นปกติ

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ หนูก็แค่อยากจะได้ยินเสียงแม่เฉยๆ” ฉันตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมไม่ให้มันสั่นมากเกินไปจนแม่ผิดสังเกต

(“ถ้ามีอะไรก็บอกแม่นะ อย่าเก็บมันไว้คนเดียว”) ฉันถึงกับชะงักไปในทันที เมื่อได้ยินแม่พูดออกมาแบบนั้น ความจริงฉันก็อยากจะเล่าทุกอย่างให้ท่านฟัง แต่อีกใจฉันก็ไม่อยากที่จะสร้างปัญหามากมายให้ท่านได้ปวดหัว

“ค่ะ ถ้ามีอะไรหนูจะบอกแม่ทุกอย่างเลยค่ะ” ฉันตอบรับกลับไป ขณะที่กำลังขอโทษท่านอยู่ในใจไปด้วย

ฉันคุยโทรศัพท์กับแม่อีกสักพัก ก่อนที่จะให้ท่านวางสายไป เพราะเวลาได้ล่วงเลยมาจนดึกดื่นแล้ว

ฉันลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินไปคว้าผ้าขนหนูแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป

.:KARN PART:.

เสียงเพลงจังหวะหนักๆ พร้อมกับเสียงพูดคุยของเพื่อนๆ ที่นั่งล้อมวงกินเหล้ากันอยู่ มันเป็นภาพที่คุ้นตาผมในทุกๆ วัน ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นเนื่องในโอกาสอะไร พวกผมก็สามารถที่จะรวมตัวสังสรรค์กันได้ทุกที่ทุกเวลาอยู่แล้ว และไม่ใช่แค่กลุ่มเพื่อนของผมเท่านั้นที่สังสรรค์กัน แต่มีกลุ่มผู้หญิงที่เป็นเด็กของพวกผมมาร่วมแจมด้วยในทุกครั้ง

และวันนี้ผมก็ไม่มีอะไรมาก แค่อยากจะกินให้เมาแล้วเอาให้มันส์ก็แค่นั้น

“นั่งกินเหล้าเฉยๆ กูรู้สึกเบื่อๆ ยังไงก็ไม่รู้ว่ะ” โดม เพื่อนสนิทของผมเอ่ยพูดขึ้นมา ขณะที่มือของมันก็กำลังยกแก้วเหล้ากระดกเข้าปากไม่หยุด มันคงจะคิดว่าที่มันกินอยู่คือน้ำเปล่ามั้ง

“มึงถือแก้วเหล้าไปนั่งกินในน้ำไป ถ้าเบื่อมึงก็ว่ายน้ำไปกินไป” ผมหันไปพูดกับมัน พร้อมกับชี้นิ้วไปที่สระน้ำข้างๆ ที่พวกผมนั่งกินเหล้ากันอยู่

“คงไม่มีใครกวนสั้นตีนได้เท่ามึงแล้วล่ะ” โดมมันพูดว่าผมออกมาอย่างไม่จริงจัง แต่ความเป็นจริงผมเองก็มีนิสัยแบบนี้นี่แหละ

“ขอบคุณที่ชม” ผมยักคิ้วให้กับมัน ก่อนจะยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มบ้าง รสชาติของมันเป็นอะไรที่ทำให้ผมฟินจริงๆ

“แต่อิงค์มีเกมจะให้พวกพี่เล่นแก้เบื่ออยู่นะ สนใจป่ะ” อิงค์ เด็กของไอ้สิงห์เพื่อนของผมพูดขึ้นมาพร้อมกับสายตาที่เปล่งประกายอย่างนึกสนุก

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED