บทนำ
ภายในห้องทำงานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ของหม่อมหลวงณรงค์ฤทธิ์เจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์...บรรยากาศอัดแน่นเต็มไปด้วยความเครียด แม้แต่แอร์เย็นๆ ที่พัดลงกระทบผิวยังไม่ช่วยทำให้ใจของเขานั้นดูเย็นแต่อย่างใด
‘วาดคุณต้องฟังที่ผมอธิบายก่อนนะ สิ่งที่คุณเห็นที่คุณได้ยินคุณกำลังเข้าใจผิด’ เสียงของผู้เป็นสามีเอ่ยขึ้น เพราะตนนั้นยังไม่ได้ทันจะบอกความจริงให้ภรรยาฟังนั้นก็กลับมีเรื่องขึ้นมาเสียก่อน
‘อธิบายหรือคะ เราอยู่ด้วยกันมายี่สิบกว่าปี จนป่านนี้ตาเพลิงโตจะมีครอบครัวแล้ว แล้วคุณยังคิดจะมีเล็กมีน้อยอีกหรือคะ’ ธัญพิมลผู้เป็นภรรยามองใบหน้าสามีด้วยความผิดหวังและเสียใจ เพราะหล่อนเองไม่เคยคิดว่าสามีนั้นจะเก็บเงียบมีเล็กมีน้อยมานานโดยที่ตัวเองไม่เคยรู้มาก่อนเลย
‘มันไม่จริงนะ ข่าวที่คนอื่นพูดมาเป็นแค่เรื่องที่เขาเล่าปากต่อปาก คุณต้องฟังผมอธิบายนะวาด เด็กคนนั้น...’
‘จะให้วาดฟังคุณว่าเด็กคนนั้นเป็นกิ๊กคุณหรือคะ ทำไม…ทำไมคุณถึง...’ ธัญพิมลมองใบหน้าของสามีด้วยความเจ็บปวด
ใบหน้าของธัญพิมลเริ่มแสดงการการอึดอัดออกมา การหายใจเริ่มติดขัดและมือเรียวที่เริ่มเหี่ยวย่นเกาะกุมที่หน้าอกด้วยสีหน้าทรมาน หม่อมหลวงณรงค์ฤทธิ์ผู้เป็นสามีเดินเข้าไปหาภรรยาที่รักด้วยสีหน้าตกใจและเป็นห่วงเมื่อเห็นอาการกำเริบของภรรยา
‘ออกไป ไม่ต้องมาแตะตัววาด!’ ธัญพิมลใช้มืออีกข้างผลักสามีออก ใบหน้าของหล่อนเริ่มอิดโรยและซีดเข้าไปทุกที สายตามองชายหนุ่มที่รักอย่างตัดพ้อด้วยความเจ็บปวดทั้งกายและใจ ไม่คิดว่าสามีที่อยู่ร่วมทุกร่วมสุขกันมานานจะทำร้ายหล่อนได้มากขนาดนี้
‘วาด ที่จริงแล้วเด็กคนนั้นคือ...’
เสียงบทสวดอภิธรรมงานศพที่ทุกคนต่างมาร่วมงานด้วยความเศร้าโศกเสียใจกับการจากไปของภรรยาหม่อมหลวงณรงค์ฤทธิ์ จตุรัตน์หัสโยธิน ป่วยเป็นโรคหัวใจวายเฉียบพลัน พร้อมไปด้วยเสียงซุบซิบนินทาต่างๆ นานาในแง่ลบและแง่บวก
บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความหมองเศร้าโดยเฉพาะจิรัฎฐ์ บุตรชายวัยยี่สิบเจ็ดปี คนเดียวของของตระกูลที่ร้องไห้เสียใจกับการจากไปของมารดาอย่างกะทันหันทั้งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น
สายตาคมของเหลือบไปมองหญิงสาวเจ้าของร่างเล็กที่กำลังเดินเข้ามาในงานในชุดนิสิต ชายหนุ่มลุกขึ้นจากที่นั่งเดินตรงเข้ามาหาเธอด้วยสายตาที่เกลียดชัง แต่ทว่าเขากลับทำอะไรไม่ได้ทั้งที่ใจนั้นอยากจะไล่หญิงสาวออกไปจากงานนี้ก็ตาม
จิรัฎฐ์ปรายตามองหญิงสาวร่างเล็กที่เดินเข้าไปหาบิดาด้วยความ ขุ่นเคือง มือแกร่งกำหมัดแน่นแทบอยากจะฟาดไปที่กำแพงแรงสักทีเพื่อระบายความเจ็บแค้นที่อยู่ข้างในอกออกมา เขาเกลียดพวกผู้หญิงที่หวังจะสบายทางลัด ก็แค่พวกผู้หญิงไร้ค่า
ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระบายความโกรธแค้นที่อยู่ในใจเขาออก แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ช่วยให้เขาดีขึ้นแม้แต่น้อย กลับยิ่งทำให้เขาแทบคลั่งเข้าไปอีก สุดท้ายแล้วจิรัฎฐ์ทนความอึดอัดต่อไปไม่ไหว เขาตัดสินใจเดินเข้าไปหาบิดาที่กำลังยืนคุยกับหญิงสาวอยู่
“ดูท่าทางจะคุยกันสนุกดีนะครับ” จิรัฎฐ์เอ่ยขึ้นพลางจ้องหญิงสาวที่ยืนข้างบิดาด้วยสายตารังเกียจดูแคลน
“ตาเพลิง” หม่อมหลวงณรงค์ฤทธิ์กล่าวตักเตือนบุตรชายด้วยคำพูดผ่านทางสายตา
พาขวัญ หญิงสาวเจ้าของใบหน้าเรียวสวย ดวงตากลมสีน้ำตาลดำ ผมตรงสีดำที่ถูกรวบเป็นจุกหางม้าอยู่ทางด้านหลังมองชายหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าเป็น บุตรของผู้มีพระคุณของเธอด้วยความหวั่นกลัวในใจ
“เพลิง! หยุดพูดอะไรไร้สาระได้แล้ว อย่าหาว่าฉันไม่เตือน!” จิรัฎฐ์ได้แต่ขบฟันกรามเก็บความแค้นไว้ในใจรอเวลาที่จะชำระ สายตาคมของเขาปรายตามองหญิงสาวที่ก้มหน้าต่ำลงพลางแสยะยิ้มออกมาด้วยความสมเพชและเหยียดหยาม ก่อนจะก้าวเดินจากไปทั้งที่ใจเขาไหม้แทบเผาหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างบิดาให้เป็นจุล
หม่อมหลวงณรงค์ฤทธิ์สายหน้าให้กับบุตรชายที่คิดแค้นเรื่องไม่เป็นเรื่อง ทั้งที่จริงแล้วภรรยาของเขาไม่ได้เสียชีวิตเพราะพาขวัญแม้แต่น้อยแต่เป็นเพราะอาการกำเริบเฉียบพลันทำให้ไม่สามารถรักษาชีวิตภรรยาที่รักไว้ได้
“คุณลุงคะ หนูขอโทษที่เป็นเหตุทำให้...”
ไม่แปลกเลยที่เธอรู้จักเขา ถึงแม้จะไม่เคยคุยกันตรงๆ สักที แต่สายตาของเขามองมาที่เธอทุกครั้ง เต็มไปด้วยความเยือกเย็นและน่ากลัว ครั้งแรกที่พบกับเขาเพราะว่าหม่อมหลวงณงค์ฤทธิ์พามาให้รู้จัก ในตอนที่บริจาคช่วยทุนการศึกษาเธอ
“ไม่ใช่ความผิดของหนูจีนหรอก เพราะเจ้าเพลิงใจร้อนชอบเข้าใจอะไรผิดน่ะ อย่าไปสนใจเลย” ชายหนุ่มวัยกลางคนอายุราวๆ สี่สิบห้าปีเอ่ยขึ้นพร้อมกับยิ้มให้พาขวัญด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน
“ค่ะ ขอบคุณคุณลุงมากจริงๆ นะคะ ที่ช่วยเหลือหนูตั้งมากมาย”
พาขวัญยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณพลางยิ้มให้ก่อนหันไปสบกับสายตาคมที่จ้องมองเธอไม่วางด้วยความเคียดแค้น
“แล้วนี่หนูมายังไงล่ะ”
“เพิ่งเลิกเรียนเลยนั่งรถเมย์และข้ามสะพานจากฝั่งด้านโน้นมาค่ะ” เธอพูดพลางยกมือชี้ให้
“งั้นเดี๋ยวลุงจะแวะไปส่งหนูที่หอก่อน ดึกๆ กลับบ้านคนเดียวมันอันตราย”
“ไม่ต้องหรอกค่ะหนูเกรงใจ แค่นี้หนูไม่รู้จะตอบแทนบุญคุณของคุณลุงยังไงแล้วค่ะ”
พาขวัญพูดปฏิเสธพลางส่ายหน้าด้วยความเกรงใจ เพราะที่ผ่านมาหม่อมหลวงณรงค์ฤทธิ์ ช่วยอุปถัมภ์เธอด้านการศึกษาและเงินทุนมาโดยตลอด
“ไม่ต้องหรอก ฉันช่วยเธอเพราะว่าฉันอยากช่วย แล้วนี่ปีนี้เรียนจบแล้วใช่ไหมล่ะ จะไปทำงานที่ไหนหาไว้หรือยัง”
“หาไว้แล้วค่ะ แต่ยังไม่ได้งานเลยค่ะ งานสมัยนี้หายากค่ะ”
หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงปนเศร้า เธอรู้ว่าการหางานทำในสมัยนี้ช่างยากลำบากเสียจริง เธอยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเรียนจบแล้วจะเป็นยังไงต่อ ทำไมสรรค์ไม่ยุติธรรมกับเธอเลย บางคนเกิดมาพร้อมกับหน้าตาและฐานะร่ำรวย แต่นี้เธอเกิดมาพร้อมกับความยากจน
“งั้นไว้หนูเรียนจบแล้วย้ายมาทำงานที่บริษัทพร้อมกับย้ายมาอยู่ที่บ้านของลุงเลยดีไหม” หม่อมหลวงณรงค์ฤทธิ์เอ่ยขึ้นด้วยความเห็นใจ เขาอยากจะช่วยเด็กสาวคนนี้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อชดใช้กับสิ่งที่เขาเคยทำผิดเอาไว้อย่างไม่น่าให้อภัย
พาขวัญเมื่อได้ยินก็ตกใจกับข้อเสนอของหม่อมหลวงณรงค์ฤทธิ์ แต่เธอไม่อาจที่จะรับไว้ได้อีกแล้ว
“ไม่ค่ะ หนูไม่อยากรบกวนคุณลุงมากไปกว่านี้อีกแล้ว”
“ลุงไม่ถือว่ารบกวนหรอกนะ ลุงดีใจที่ได้หนูเป็นคนเก่งเข้ามาช่วยงาน เอาเป็นว่าเพื่อความสบายใจลุงจะหักเงินเดือนหนูทุกเดือนเดือนล่ะยี่สิบเปอร์เซ็นไว้เป็นค่าที่อยู่โอเคไหม” หม่อมหลวงณรงค์ฤทธิ์กล่าวขึ้นเพราะว่าพาขวัญนั้นเรียนได้เกรดดีมาตลอด
“แต่...”
“เอาเป็นว่าตกลงตามนี้น่ะ ลุงดีใจที่หนูมาอยู่เป็นครอบครัวเดียวกัน”
“คุณลุงคะ แต่หนูรับไว้ไม่ได้จริงๆ ค่ะ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นปฏิเสธอีกครั้งด้วยความเกรงใจต่อผู้มีพระคุณของเธอ
“เอาเป็นว่ารับไว้เถอะ ลุงให้หนูด้วยความเต็มใจ ถ้าหนูไม่รับไว้ลุงรู้สึกเสียใจนะ” เป็นคำที่เธอไม่สามารถปฏิเสธได้เลยจริงๆ พาขวัญได้แต่พยักหน้ารับพร้อมกับยกมือไหว้ขอบคุณอีกครั้ง
“ขอบคุณนะคะ คุณลุงที่ดูแลและช่วยเหลือหนูมาตลอด”
“ไม่เป็นไร ลุงเห็นหนูเหมือนลูกสาวคนหนึ่งมาตลอด” พาขวัญได้แต่ยิ้มรับกล่าวขอบคุณหลายต่อหลายครั้ง
จิรัฎฐ์มองบิดาที่ยืนคุยอยู่กับหญิงสาวด้วยความหงุดหงิดใจ เขาแทบอยากจะเดินเข้าไปลากเธอออกจากงานด้วยซ้ำ!
คิดหรือว่าทุกอย่างจะจบเพียงเท่านี้ เพราะคนอย่างเขา ต้องชำระแค้นกับผู้หญิงคนนี้ อย่างคิดว่าจะเลื่อนขั้นยกตัวเองเป็นเมียคนใหม่ของบิดาเขาไม่มีทางให้มันเกิดขึ้นเด็ดขาด!
บทที่ 1
ความวุ่นวายในงานรับปริญญาในตอนเที่ยงยังไม่จบสิ้น เสียงหัวเราะของนิสิตมากมายที่ต่างพากันดีใจเมื่อตัวเองสำเร็จการศึกษา ดอกไม้ช่อโตที่ทุกคนต่างถือมาเพื่อแสดงความยินดีให้กับคนในครอบครัว สายตาคู่ของพาขวัญมองไปยังคนรอบตัวที่ถ่ายรูปกับครอบครัว มีเพียงแต่เธอที่ไม่มีครอบครัวมาด้วยได้ เพราะแม่ของเธอนั้นเสียชีวิตลงเมื่อหลายปีก่อน
“หนูจีน” พาขวัญหันไปตามต้นเสียงเมื่อจำเสียงได้ว่าเสียงนี้คือใคร
“คุณลุง!” เธออุทานด้วยความตกใจ
“ลุงมาแสดงความยินดีที่หนูเรียนจบ ยินดีด้วยนะ คนเก่ง” หม่อมหลวงณรงค์ฤทธิ์พูดพร้อมกับยื่นดอกไม้ช่อใหญ่ให้
“ขอบคุณค่ะ” เธอกล่าวขอบคุณพร้อมกับเอื้อมมือไปรับ
“ลุงให้คนเตรียมห้องที่บ้านหนูให้แล้วละ”
“แต่หนูว่า...ไม่ดีกว่าค่ะ” หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธ
“แต่ลุงอยากให้หนูเข้ามาอยู่เป็นครอบครัวเดียวกันนะ”
“เอ่อ...แต่ว่าคุณลุง...” สายตามองด้วยความลังเลและเกรงใจ
“อย่าปฏิเสธเลยนะ” พูดแบบนี้ ปฏิเสธหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ หญิงสาวพยักหน้าอย่างยอมรับก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นถามหม่อมหลวงณรงค์ฤทธิ์
“แล้วลูกชายของคุณลุงจะไม่คัดค้านเหรอคะ ดูเหมือนว่าจะไม่ชอบหนูเท่าไหร่เลย”
เธอยังจำสายตาของเขาที่มองในวันงานศพของภรรยาหม่อมหลวง- ณรงค์ฤทธิ์ได้ดี สายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและความแค้น เธอไม่รู้ว่าไปทำอะไรให้เขาไม่พอใจตอนไหนกันแน่
“อย่าไปสนใจเลย เจ้าเพลิงก็เป็นแบบนี้นั่นแหละ อีกอย่างนี่ไม่กลับมาที่บ้านตั้งหลายวันแล้ว”
“แต่หนูก็เกรงใจอยู่ดีค่ะ” หญิงสาวเริ่มตอบปฏิเสธอีกครั้งหนึ่ง
“เอาเถอะ จะได้ไปทำงานง่ายๆ ไง อีกอย่างคนแก่คนเฒ่าอยู่บ้านคนเดียวเหงาจะตาย ลุงก็เห็นหนูเหมือนลูกสาวมาตลอด”
“แต่ว่า...”
“ไม่ต้องแต่หรอก ลุงแค่อยากช่วยหนูน่ะ แล้วนี่จะย้ายของออกจากหอวันไหนล่ะ ลุงจะได้ให้คนขับรถมารับ”
“ว่าจะวันพรุ่งนี้ค่ะ เอ่อ...แต่หนูก็ยัง...”
“เลิกพูดเกรงใจลุงได้แล้ว เอาเป็นว่าลุงเห็นหนูเป็นเหมือนลูกของลุงอีกคนละกันนะ อย่าคิดมากอีกล่ะ” มือเหี่ยวย่นของหม่อมหลวงณรงค์ฤทธิ์เอื้อมขึ้นไปลูบเส้นผมบางของหญิงสาวตรงหน้าด้วยความเอ็นดู
พาขวัญยกมือขึ้นพร้อมกล่าวขอบคุณ “ขอบคุณค่ะ”
“ได้เวลาลุงต้องไปทำงานต่อแล้ว พรุ่งนี้ตอนบ่ายๆ ลุงจะให้คนไปรับหนูที่หอนะ” หม่อมหลวงณรงค์ฤทธิ์พูดขึ้นก่อนจะยิ้มให้อีกครั้งหนึ่ง
“ค่ะ” พาขวัญขานรับพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้ สายตาของเธอมองชายวัยกลางคนที่หมุนตัวเดินหางไกลออกไปด้วยความรักและเคารพ หญิงสาวยังคงยิ้มให้แม้กระทั่งหม่อมหลวงณรงค์ฤทธิ์จากไปนานแล้วก็ตาม ในใจของเธอนับถือเสมือนเป็นบิดาคนที่สองที่ดูแลเธอมาตลอด
แสงอาทิตย์สีส้มสาดส่องเข้าห้องทางหน้าต่างทิศตะวันตก สายตาคมทอดมองมายังเบื้องล่างจากตึกสูงตระการฟ้าในใจกลางเมือง เสียงถอนหายใจดังขึ้นหลายสิบครั้ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่องงาน อีกส่วนคงเป็นเรื่องครอบครัวของเขา นี่เขาก็ไม่ได้กลับบ้านมาหลายวันแล้ว ใจจริงแทบไม่อยากจะกลับไปด้วยซ้ำ ทุกครั้งที่เขากลับไปมีเพียงแต่ความเจ็บปวดที่เขาไม่อาจที่จะลืมได้
จิรัฎฐ์หมุนตัวเดินกลับเข้ามานั่งที่โต๊ะทำงานดั่งเดิม สายตากวาดมองรอบๆ ห้องทำงานที่ถูกตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงอย่างสมฐานะกับการเป็นรองประธานบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของภาคเอกชนที่มีการงานและอนาคตมั่นคง
นิ้วแกร่งเคาะจังหวะไปตามโต๊ะจนเกิดเสียง สายตาของชายหนุ่มชำเลืองมองนาฬิกาที่ตั้งอยู่มุมโต๊ะ ซึ่งบอกเวลาว่าเกือบเย็นมาก จิรัฎฐ์กลอกตาด้วยความชั่งใจว่าเขาควรจะกลับบ้านดีหรือไม่กลับดี เขาไม่อยากกลับไปแล้วมีปากเสียงกับบิดาจนทะเลาะกันอีก
ชายหนุ่มตัดสินใจลุกขึ้นเก็บแฟ้มทำงานวางไว้มุมหนึ่งของโต๊ะก่อนจะก้าวเดินออกไปจากห้อง ใบหน้าคมคายเรียบนิ่งไม่แสดงอาการใดๆ ออกมา พนักงานที่ต่างชื่นชอบมองเขาได้แต่คุยกันอยู่ห่างไม่กล้าที่จะเข้ามาสนิทใกล้ชิดเจ้านายหนุ่มแม้แต่น้อย
จิรัฎฐ์เดินมายังลานจอดรถของเขาพร้อมกับเปิดประตูรถเข้าไปนั่ง เขาสตาร์ทรถแล้วขับออกไปด้วยความรู้สึกมากมายที่แทรกเข้ามาจนรู้สึกอึดอัด
รถยนต์คันหรูราคาแพงเฉียดสิบล้านแล่นไปตามท้องถนนที่ว่าง มือแกร่งเอื้อมไปกดปุ่มวิทยุเพื่อเปิดเพลงฟังระบายความเครียดของตัวเองให้ลดลง นานกว่าที่ขับรถไปและตัดสินใจว่าจะกลับไปที่บ้าน
จิรัฎฐ์หยุดจอดอยู่หน้าประตูใหญ่หน้าคฤหาสน์สีขาวสไตล์ยุโรปหลังใหญ่เพื่อรอให้ประตูเปิดออก ก่อนจะขับเข้าไปอย่างช้าๆ ใต้ชายคาบ้าน เขาเปิดประตูลงจากรถกับจังหวะที่มีชายวัยกลางคนเดินเข้ามาหาในท่าทางที่นอบน้อม ชายหนุ่มยื่นกุญแจให้ก่อนที่จะเดินเข้าไปข้างในบ้าน
สายตาคมกวาดมองคนในบ้านที่ต่างกันเตรียมของยกตู้กันดูวุ่นวาย จนอดที่จะเดินเข้าไปถามไม่ได้
“จะยกของพวกนี้ไปไหนกัน แล้วนี่อะไรเยอะแยะไปหมด”
น้ำเสียงเข้มเอ่ยถามด้วยความสงสัยเมื่อเห็นเฟอร์นิเจอร์หรูราคาแพงไว้สำหรับตกแต่งห้องนอนวางเรียงรายอยู่ที่พื้นหน้าบันได
“คุณผู้ชายสั่งครับ ว่าให้ยกขึ้นไปจัดห้องใหม่อีกห้องหนึ่งขึ้นมาครับ”
จิรัฎฐ์คิ้วขมวดด้วยความสงสัยอย่างไม่เข้าใจว่าบิดาเขาจะสั่งให้จัดห้องเพิ่มขึ้นมาทำไม?
“จัดทำไม แค่นี้ก็เยอะอยู่แล้ว”
“เห็นว่าวันพรุ่งนี้คุณผู้ชายว่าจะมีคนเข้ามาพักอยู่ด้วยน่ะครับ เลยให้ผมจัดยกให้เสร็จก่อนพรุ่งนี้เย็น”
“ใครจะย้ายเข้ามา”
เขาถามพร้อมจ้องด้วยสายตาเค้นคำตอบจากคนตรงหน้า
“ผมไม่รู้เหมือนกันครับ คุณผู้ชายไม่ได้บอกไว้ครับ”
“ขอบใจมาก” จิรัฎฐ์พยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะเดินตรงไปที่ห้องทำงานเพื่อหาบิดาถามให้รู้เรื่องไปทีเดียว สองเท้าก้าวยาวตรงไปก่อนเลี้ยวซ้ายเพื่อไปห้องทำงานส่วนตัวของบิดา
ประตูใหญ่สีน้ำตาลลายไม้เถาวัลย์ไทยขนาดใหญ่อยู่ตรงหน้า จิรัฎฐ์เอื้อมมือไปผลักออกก่อนจะก้าวเข้าไปข้างในห้อง สายตามองบิดาที่นั่งอยู่บนโต๊ะทำงานที่กำลังก้มหน้าอ่านหนังสืออยู่ เข้าก้าวเข้าไปหาพร้อมนั่งลงที่โซฟา
“นึกว่าจะไม่กลับมาซะแล้ว” ผู้เป็นบิดาพูดขึ้นในขณะที่ปิดหนังสือ และละสายตาขึ้นมามองบุตรชาย “แล้วนี่มีอะไร ถึงมาหาล่ะ”
“เห็นชาติบอกว่าคุณพ่อให้จัดห้อง จะมีคนย้ายเข้ามา ใครหรือครับ” จิรัฎฐ์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“พาขวัญ” หม่อมหลวงณรงค์ฤทธิ์ตอบโดยที่รู้ว่าลูกชายของเขาต้องเกิดโทสะอย่างแน่นอน
“หมายความว่ายังไงครับ!?”
“พ่อจะให้พาขวัญย้ายมาอยู่ที่บ้านของเรา พ่อสงสารเขาน่ะ”
“พ่อสงสาร แต่ผมไม่!”
จิรัฎฐ์ตอบด้วยน้ำเสียงเข้ม นัยน์ตาคมมองบิดาด้วยความไม่พอใจ
“นั่นมันเรื่องของแก แต่ฉันได้บอกให้พาขวัญมาอยู่ที่นี่และช่วยทำงานที่บริษัทแล้ว แกไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธฉัน!”
“ฮึ! ที่แท้พ่อทำดีกับผู้หญิงคนนี้เพราะวังจะเอาเป็นเมียแต่แรกอยู่แล้ว...อย่างน้อยพ่อก็ควรคิดถึงคุณแม่ที่เสียไปบ้าง!”
“นั่นมันเรื่องของแก แต่ฉันได้บอกให้พาขวัญมาอยู่ที่นี่และช่วยทำงานที่บริษัทแล้ว แกไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธฉัน!”
“ฮึ! ที่แท้พ่อทำดีกับผู้หญิงคนนี้เพราะวังจะเอาเป็นเมียแต่แรกอยู่แล้ว...อย่างน้อยพ่อก็ควรคิดถึงคุณแม่ที่เสียไปบ้าง!”
จิรัฎฐ์หมดความอดทนกับบิดาที่ทำแบบนี้ เขากัดฟันกรามจนแน่น สายตาคมมองไปยังบิดาด้วยความโกรธแค้น
“เพลิง! แกอย่ามาพูดจาแบบนี้กับฉันนะ!” หม่อมหลวงณรงค์ฤทธิ์มองบุตรชายด้วยความขุ่นเคืองที่พูดจาสามหาวกับเขาแบบนี้
“ผมพูดความจริง พ่อถึงกับโกรธรับฟังไม่ได้เลยหรือครับ”
ชายหนุ่มแสยะยิ้มให้กับผู้เป็นบิดา เขาหมดศรัทธาชายตรงหน้าไปตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ที่เอาผู้หญิงคนนี้เป็นต้นเหตุที่ทำให้มารดาต้องจากไปก่อนกะทันหัน และนี่ยังจะให้มาอยู่ในบ้านอีก!
“เพลิง! มันจะมากไปแล้วนะ!” ผู้เป็นบิดาตวาดเสียงดังด้วยความโมโหพลางลุกขึ้นจากเก้าอี้ ส่งสายตามองบุตรชายด้วยความไม่พอใจ
“ไม่หรอกครับ เพราะคุณพ่อทำกับคุณแม่ไว้มากกว่านี้ มากจนกว่าที่ผมจะอภัยให้ได้!” จิรัฎฐ์มองบิดาด้วยสายตาที่เย็นชาก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ผู้เป็นบิดาอยู่เพียงลำพังอีกครั้งหนึ่ง
หม่อมหลวงณรงค์ฤทธิ์แทบล้มทั้งยืน เป็นเพราะเขาที่ไม่กล้าพูดความลับที่ปิดมานาน ครั้นจะพูดกับภรรยาก็ดันเข้าใจเขาผิดจนเป็นเหตุทำให้ต้องหัวใจวายเฉียบพลันเสียชีวิต
เสียงผ่อนลมหายใจออกมาอย่างหนัก ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้เหมือนเดิมด้วยความอ่อนล้า งานยังไม่ทำให้เขาเหนื่อยถึงขนาดนี้เลย...
จิรัฎฐ์เดินออกมาจากห้องทำงานของบิดาด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว สองเท้าก้าวเดินตรงขึ้นบันไดไปพลางชำเลืองสายตามองห้องทางด้านขวามือที่กำลังถูกยกเฟอร์นิเจอร์ชุดใหม่เข้าไป มือแกร่งกำหมัดแน่นด้วยความโมโหที่ตนเองนั้นทำอะไรไม่ได้ ได้แค่มองบิดายกเชิดชูผู้หญิงคนนี้มาเป็นเมียใช่ไหม! ไม่มีทาง เขาไม่มีวันให้ใครมาแทนที่มารดาอย่างเด็ดขาด!
ชายหนุ่มปรายตามองด้วยความเกลียดชัง ก่อนจะเดินไปอีกทางเข้าไปในห้องของเขาทั้งที่ใจนั้นเต็มไปด้วยไฟแค้นยากที่จะดับลง
ปึ้ง!
กำปั้นหนักทุบเข้าที่กำแพงข้างประตูอย่างแรง เสียงผ่อนลมหายใจระบายความโกรธดังขึ้นออกมาเป็นระยะๆ จิรัฎฐ์หมุนกายพิงกับกำแพงพร้อมยกมือขึ้นลูบใบหน้าของเขาด้วยความอ่อนล้า ความสุขในครอบครัวของเขาหายไปตั้งแต่พาขวัญก้าวเข้ามา… เธอมันผู้หญิงที่หวังจะรวยทางลัดจริงๆ เขาจะไม่ปล่อยให้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างมีความสุขแน่นอน
“พาขวัญ อย่าหวังว่าเธอจะได้พบความสุข ในเมื่อเธอเลือกที่จะก้าวเข้ามาในหลุมนรกนี้เอง” ชายหนุ่มแสยะยิ้มออกมา ก่อนจะเดินตรงไปที่โต๊ะทำงาน มือแกร่งเอื้อมไปหยิบกรอบรูปที่ใส่รูปถ่ายครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกขึ้นมา ในความสุขครั้งอดีตที่มีมาตอนนี้ได้หายไปไม่เหลือแม้แต่นิดเดียว
เขาวางกรอบรูปลงที่เดิมพร้อมกับเดินตรงเข้าไปที่ห้องน้ำ
สายน้ำจากฝักบัวไหลลงสู่ร่างแกร่งกำยำผิวสีขาวอมเหลือง มือของเขาลูบไปตามไหล่ราวกับว่าให้สายน้ำนั้นพัดความเจ็บปวดและความแค้นออกจากใจไปด้วย ทว่าก็แค่ความฝันที่ไม่สามารถทำได้ ในเมื่อหัวใจถูกหลอมจากความโกรธจนกลายเป็นความเกลียดชัง
จิรัฎฐ์เงยหน้าขึ้นให้รับกับน้ำที่ไหลลงมาจากฝักบัว มือของเขายกขึ้นลูบก่อนจะใช้มืออีกข้างเอื้อมไปปิดน้ำที่ฝักบัว กำปั้นแกร่งทุบกับผนังกำแพงอีกครั้งยิ่งคิดยิ่งโกรธ ยิ่งคิดยิ่งเกลียด...
ภายในห้องสี่เหลี่ยม แสงไฟสว่างจากกลางห้องขนาดเล็กที่มีเพียงเตียงนอนไม้เก่าๆ สำหรับนอนคนเดียวและเฟอร์นิเจอร์เก่าราคาถูกอีกห้าชิ้นถูกจัดวางเป็นระเบียบดูสะอาดตา
หน้าต่างบานเล็กถูกเปิดอ้าเพียงเล็กน้อยให้ลมพัดเข้าถ่ายเทได้สะดวก หญิงสาวเจ้าของใบหน้าเรียวสวยเดินไปเดินมาเก็บของที่ต้องเตรียมย้ายออกในวันพรุ่งนี้ โต๊ะเขียนหนังสือโล่งสะอาดตาเพราะว่าหนังสือทั้งหมดของเธอได้ถูกส่งต่อให้รุ่นน้องที่เรียนต่อไปแล้ว
หลังจากที่เก็บกองหนังสือทั้งหมดใส่ในกล่องลังเรียบร้อยแล้ว พาขวัญเดินมาเก็บของในตู้เสื้อผ้าออกให้หมด ถึงแม้ว่าจะมีเวลาเหลือในการเตรียมเก็บของอีกครึ่งวัน แต่ทว่าก็ไม่อยากจะมาเหนื่อยในตอนเช้าอีกครั้งหนึ่ง
หนังสือและเสื้อผ้าถูกจัดเก็บเรียบร้อย ทีนี้ก็เหลือเพียงของเล็กน้อยๆ ที่วางอยู่ในลิ้นชักโต๊ะหนังสือและตู้ข้างหัวเตียง กระเป๋าใบขนาดกลางอีกใบถูกหยิบออกมาเพื่อใส่ของพวกนี้แยกขึ้นโดยเฉพาะ หญิงสาวเดินไปที่ลิ้นชักโต๊ะเขียนหนังสือแล้วเปิดออกอย่างช้าๆ
กรอบรูปสีน้ำตาลขนาดกลางถูกคว่ำอยู่ มือเรียวเอื้อมไปหยิบขึ้นมาพร้อมกับหงายดู ความทรงจำมากมายที่แทรกเข้ามาในสมองของเธอ รูปถ่ายมารดาขึ้นมาเป็นรูปสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ ส่วนบิดาของเธอนั้นไม่เคยแม้แต่ที่จะเห็นหน้าด้วยซ้ำ เธอไม่รู้ว่าเป็นใคร ไม่ว่าจะถามแม่ของเธอกี่ครั้งก็ไม่เคยที่จะปริปากพูดเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“แม่คะ จีนเรียนจบแล้วนะคะ” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพลางจับกรอบรูปแนบไว้ที่หน้าอกของเธอ
“จีนรักแม่ค่ะ”
เป็นคำบอกรักที่ส่งถึงคนบนฟากฟ้าแสนไกล ไม่ว่านานเพียงไหนเธอก็ยังคงรักและเคารพไม่เคยเปลี่ยน
พาขวัญเอื้อมมือไปวางกรอบรูปในกระเป๋าของเธอ พร้อมกับก้มลงเก็บของของในลิ้นชักต่อให้เสร็จ
เวลาล่วงเลยจนเกือบห้าทุ่มนานกว่าที่เธอจะจัดของทั้งหมดแพ็คใส่กระเป๋าให้เรียบร้อย หญิงสาวยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนใบหน้าพลางถอนหายใจออกมาก่อนจะนั่งลงที่ปลายเตียงด้วยความล้า เธอลุกขึ้นพร้อมกับหยิบเสื้อผ้าที่วางอยู่บนเตียงเดินเข้าห้องน้ำไปเพื่ออาบน้ำและเข้านอน