ไฟสีทองของโถงลิฟต์สะท้อนเงาของเธอบนผนังกระจก หญิงสาวในเดรสผ้าเนียนแนบผิว โซเซเล็กน้อยพร้อมถุงกระดาษจากบาร์ข้างคอนโด
“โอ้ย…เวียนหัว” เธอบ่นพึมพำ ขณะสแกนการ์ดลิฟต์ขึ้นชั้นสิบห้า
ประตูลิฟต์เปิดออกพร้อมลมหอมเย็นของแอร์ เธอลากเท้าไปตามพรมสีเทาเข้ม หยิบการ์ดแตะแผ่ว ๆ ใส่ประตูเสียง ติ๊ด ดังขึ้น ประตูเลื่อนเปิดอย่างว่าง่ายจนเธอเผลอหัวเราะ
“ห้องฉันน่ารักจังเนอะ” เธอพูดกับความเงียบ แล้วเดินเข้าไปตรงโซฟาหนัง
ก่อนจะทันวางกระเป๋า เสียงทุ้มขี้เล่นก็ดังขึ้นจากเงามืด
“ห้องเธอเหรอ ฉันก็เป็นผู้บุกรุกงั้นสิ”
ชายหนุ่มผมยุ่ง เสื้อเชิ้ตขาวปลดกระดุมสองเม็ดลุกขึ้นครึ่งนั่งครึ่งนอน ดวงตาคมยังพร่าเมา แต่รอยยิ้มกวนประสาทชัดเจน
เธอกะพริบตาปริบ ๆ “นายอีกแล้ว…”
ใช่เพื่อนห้องข้าง ๆ ผู้ชายที่เธอเรียกในใจว่า ไอ้หมอนี่ คนที่ชอบยิ้มมุมปากเหมือนรู้อะไรมากกว่าใครเขา
“การ์ดเธอสลับกับฉันแน่ ๆ” เขาขยับนิ้วชี้การ์ดบนโต๊ะ
“ลายเดียวกันเป๊ะ”
เธอหยิบขึ้นดู จริงด้วย ทั้งคู่ใช้เคสใสลายเดียว ไม่แปลกที่ตอนเมา ๆ จะหยิบผิด
“โอเค งั้นฉันกลับห้อง” เธอหมุนกาย แต่โลกหมุนติ้ว เธอเซจนร่างเอนไปข้างหน้า
เขาคว้าข้อมือไว้ทัน ร่างทั้งคู่ปะทะเบา ๆ กลิ่นน้ำหอมของเขาอบอุ่น เธอเผลอสูดลึกเข้าปอด ก่อนจะปรามตนเองในใจ
“ปล่อยนะ”
“ได้สิ ถ้าเธอไม่เวียนหัว” เขายกคิ้ว
“อย่าดื้อ มานั่งก่อน”
เธอทิ้งตัวบนโซฟาอย่างจำใจ เขายื่นแก้วน้ำเย็นให้
“ดื่มก่อน เดี๋ยวค่อยเคลียร์เรื่องการ์ดผิดห้อง”
“ขอบคุณ…นายชื่ออะไรนะ”
เขาหัวเราะนิด ๆ
“เธอเรียกฉันว่าไอ้หมอนี่ประจำ ฉันเลยคิดว่าฉันชื่อ หมอนี่นั่นแหละ”
“กวน…มาก”
“กวนเฉพาะเธอ” เขาว่าเสียงเนือย
“ชื่อจริงกันต์”
“ฉันนาวา”
เขาทวนเบา ๆ
“นาวา” เสียงทุ้มต่ำทำให้ชื่อธรรมดาดูอบอุ่นแปลก ๆ
เงียบพักหนึ่ง มีแต่เสียงแอร์กับหัวใจของเธอที่ดังกว่าเดิม
“กันต์ นายทำงานอะไร”
“วาดรูป อิสระ” เขาชี้ผนังที่เอนกรอบผ้าใบไว้
“ถ้าเธอเห็นฉันถือกระดานวาดรูปผ่านหน้าห้อง ก็ไม่ต้องตกใจ”
“อ๋อ…ศิลปิน” เธอยิ้มมุมปาก
“ฉันเป็นนักเขียน ฟรีแลนซ์เหมือนกัน”
ตาคู่นั้นเป็นประกาย
“งั้นเราก็ทำงานเหงา ๆ เหมือนกันสิ”
แอลกอฮอล์ค่อย ๆ คลาย เธอเริ่มอุ่นใจอย่างไม่เข้าใจตัวเอง บทสนทนาหยอก ๆ ไหลไปเรื่อย
“แล้วนายไม่มี…ใครรึไง ถึงได้อยู่คนเดียว”
“ไม่มีพ่อแม่มาตั้งนานแล้ว อยู่กับรูปกับกาแฟ” เขาพูดตรง ๆ ไม่เศร้า แค่จริง
เธอชะงักเหมือนกัน
“ฉันก็…ไม่มี”
สายตาสองคู่ประสานกันอย่างเงียบ ๆ ความรู้สึกบางอย่างแทรกเข้ามาคล้ายเสียงฝนแผ่ว
เขาขยับนั่งใกล้ขึ้นทีละนิด
“งั้นคืนนี้…ขอฉันวาดอะไรสักอย่างได้ไหม”
“บนผ้าใบ”
“บนแก้มเธอ” เขาว่าพลางยิ้มทะเล้น นิ้วชี้แตะปลายแก้มเธอเบา ๆ
เธอถลึงตา
“กันต์!”
เขาหัวเราะ แต่น้ำเสียงนุ่มลง
“ฉันกวนก็จริง แต่จะไม่ทำอะไรถ้าเธอไม่โอเค”
คำว่า โอเค ทำให้เธอหายใจลึก ๆ เธอเมาแต่ยังรู้เรื่อง และอยากลองเส้นบาง ๆ ระหว่างคู่กัดกับคนที่ดึงดูดกันอย่างประหลาด
“ชัดเจนก่อน” เธอพูดช้า ๆ
“ถ้าจะ…จูบ ต้องถาม”
เขากะพริบตาเหมือนถูกฝึกมารยาท
“ได้สิขอจูบได้ไหม”
หัวใจเต้นแรงจนเธอแทบได้ยิน
“ได้” เธอพยักหน้าชัดเจน
ริมฝีปากเขาแตะเบา ๆ ก่อนกดแน่นขึ้น กลิ่นไม้หอมกับผิวอุ่นทำให้เธอเผลอครางในลำคอ ปลายนิ้วของเขาลูบกรอบหน้าอย่างทะนุถนอม เขาค่อย ๆ ผละ
“ต่อได้ไหม”
“ได้…แต่ช้า ๆ”
“ช้าอย่างมีศิลปะ” เขายิ้ม
เสื้อผ้าถูกปลดด้วยความตั้งใจและคำถามสั้น ๆ เป็นระยะโอเคไหม หยุดไหม ชอบแบบนี้ไหม ทุกอย่างเป็นการยินยอมที่ชัดเจน เธอยิ้มทั้งหน้าแดงทั้งเขินเมื่อเขาหยิบถุงยางจากลิ้นชักหัวเตียง
“เตรียมพร้อมจัง”
“ศิลปินต้องรักความสะอาด” เขาตอบหน้ามึนจนเธอหลุดหัวเราะ
คืนคอนโดหรูคืนนั้นจึงเปลี่ยนโซฟาหนังให้กลายเป็นเวทีเงียบ ๆ ของสองคนที่ชอบแหย่กัน แต่กลับอ่อนโยนอย่างน่าแปลก เขาจูบเธอเหมือนระบายสีน้ำ เธอกอดเขาเหมือนซ่อนตัวจากโลก เสียงหายใจสอดประสานจนจังหวะสุดท้ายพาเธอไหลผ่านขอบโลกแล้วกลับมาอยู่ในอ้อมแขนเขาของกันและกันอีกครั้ง
แสงแดดไหลผ่านผ้าม่านโปร่งในตอนเช้า นาวาตื่นด้วยความปวดหนึบในกาย เธอหันไปเห็นกันต์นอนตะแคง อยู่
“เฮ้ย!” เธอผลักหมอนใส่แผ่นหลังกว้าง
“เมื่อคืน…นายทำอะไรฉัน!”
เขาลืมตาช้า ๆ
“อรุณสวัสดิ์เมรีขี้เมา”
“อย่ามากวน ฉันเจ็บ…ร่อง” เธอหน้าแดงซ่าน เผลอสารภาพเสียงเบา
กันต์ยิ้มกว้างในทันที
“งั้นต้องรับผิดชอบดูแลนะครับ”
“รับผิดชอบอะไรของนาย!”
“ทำอาหารให้ กาแฟร้อน แล้วนวดเบา ๆ ตรงที่เมื่อย” เขายักคิ้ว แกล้งกุมบางอย่างจนเธอหน้าร้อนเห่อแดง
“ฝันไปเถอะ”
เขาหัวเราะ ลุกไปยังห้องครัว เสียงจานกระทบเบา ๆ กลิ่นข้าวต้มไก่กับขิงหอมกรุ่น ไม่นานชามอาหารเช้าร้อน ๆ ก็วางลงตรงหน้าเธอพร้อมกาแฟดำ
“ฉันเชฟกันต์ เสิร์ฟเมนูชดเชยการทำงานหนักเมื่อคืน”
“หยุดเลย!” แต่เธอตักคำแรกเข้าปากอย่างลืมตัว รสอ่อน ๆ กับขิงอุ่นคอทำให้ต้องตาโต
“อร่อย…มาก”
“งั้นขอคะแนนรีวิวห้าดาวและเบอร์โทร.อ้าว ลืมไป เราอยู่ห้องติดกัน” เขาทำหน้ามึน
เธอแกล้งเชิด
“ขอกลับห้องตัวเองก่อน”
“เอาการ์ด” เขาส่งให้ พร้อมสอดกระดาษโน้ตแผ่นเล็ก
“นี่คูปองนวดฟรีหนึ่งครั้ง ใช้ได้กับช่างนวดกันต์เท่านั้น”
เธอมองโน้ตแล้วหัวเราะพรืด
“บ้าไปแล้ว”
ตอนเธอกำลังจะเดินพ้นห้องครัว มือเขาเอื้อมมาแตะข้อมือ ไม่รั้ง แค่แตะ
“นาวา…เมื่อคืนน่ะ ฉันอยากให้เธอรับผิดชอบฉันจริง ๆ นะ” ประโยคเรียบง่ายดึงสายตาเธอกลับมา ความกวนของเขามีชั้นอ่อนโยนซ่อนอยู่ เธอรู้สึกสบายใจอย่างไม่น่าเชื่อ
“บ้า!”
“แต่ถ้าไม่สบายใจ ไม่อยากรับผิดชอบ เราก็กลับมาเป็นคู่กัดกันเหมือนเดิม แต่ถ้าไม่อยากเป็นคู่กัด เราเป็นคู่รักกันก็ได้”
“ไม่ได้ไม่สบายใจ…แค่เจ็บ แล้วใคร ใครจะไปเป็นคู่รักของนายกัน” เธอเบือนหน้าหนี
“งั้น…ขอนิดเดียว” เขาก้มลงหอมหน้าผากอย่างนุ่มนวล
“เช้านี้ขอจูบได้ไหม” คำถามที่คุ้นเคย ทำเธอกระพริบตาปริบ ๆ แต่ยังไม่ทันได้ปฏิเสธ เขาก็แนบริมฝีปากเข้ามาหา
จูบเช้าของวันนี้ นุ่มกว่าจูบเมื่อคืน เขาไม่เร่งไม่รีบ และความอบอุ่นนั้น ทำให้เธอเผลอสอดแขนรัดคอเขาเอง โดยอัตโนมัติ แค่จูบก็ทำให้เธอท้องไส้ปั่นป่วนได้ขนาดนี้เชียวหรือ
“พอก่อน แล้วนายก็อย่าทำหน้าแบบนั้นด้วย”
“ทำหน้าแบบไหน”
“หน้ามึนอยากต่อรอบสองไง ชิ!”
เขายิ้ม
“อ่านฉันออกจัง งั้นถามอีกทีต่อได้ไหม ถ้าไม่ได้ ฉันจะไปส่งเธอหน้าห้อง”
“จะบ้าเหรอ ใครจะให้ต่อ” เธอทำท่าจะลุกหนี แต่เขากักกอดเธอเอาไว้
นาวากลืนน้ำลาย แก้มร้อน เธอชั่งใจชั่วเสี้ยววินาที ใบหน้าหล่อเหลาของเขาที่แนบชิดเข้ามาทำให้หัวใจเธอสั่นไหว
“ช้าๆ ได้ไหม” อยากกัดลิ้นตัวเองนัก สมยอมเขาเฉย แต่ใครจะรู้ว่าคู่กัดข้างห้องของเธอก็ทำให้เธอหวั่นไหวมานานมากแล้ว
“ช้าๆ ได้ สำหรับคุณผู้หญิง ถ้าไม่ชอบยินดีแก้มือ”
“ทำดีๆ ล่ะ ถ้าทำให้เจ็บอีกจะข่วนหน้าให้เลย”
“เป็นนางแมวเหรอ”
“พูดมากไม่ทำ”
“ครับคนเก่ง” เขาตอบเสียงเบาอ่อนโยน กลัวเธอจะเปลี่ยนใจ จริงๆ ทะเลาะกันทุกวัน วันไหนไม่ได้ทะเลาะเขารู้สึกขาดอะไรไป คิดเล่นๆ ว่าเขาก็โสด เธอก็โสด ถ้าเป็นสามีภรรยากันจริงๆ ทะเลาะกันทุกวันลูกคงหัวปีท้ายปี คนคิดทำหน้าละมุน เพราะเพิ่งรู้ตัวว่าแอบตกหลุมรักเธอไปตอนไหนไม่รู้ อาจตอนเถียงกันก็ได้ วันไหนไม่ได้เห็นหน้า ไม่ได้คุย ไม่ได้เถียง เขารู้สึกเหมือนขาดอะไรในชีวิตไป
ครั้งที่สองของเช้าวันอาทิตย์จึงต่างออกไปไม่ใช่ไฟเสน่หาของแอลกอฮอล์ แต่เป็นไออุ่นที่ค่อย ๆ โอบล้อมรอบตัวคนทั้งคู่ คำว่า ตรงนี้โอเคไหม ให้ฉันช้าลงไหม เธอชอบไหม กลายเป็นลมหายใจที่พาเธอไปสู่ปลายคลื่นอีกครั้ง
“เสร็จกี่ครั้งแล้ว เขาถามอย่างอ่อนโยน”
“หลายครั้งแล้ว อื้อ...”
“รอบนี้พร้อมกันนะ” เขาเอ่ยเสียงหอบ เร่งเร้าจังหวะสะโพก
“โอ๊ย…กันต์ เจ็บร่องจริง ๆ แล้วนะ”
เขาก้มมองเธอด้วยสายตาสำนึกผิดปนเอ็นดู
“ขอโทษ ๆ เดี๋ยวฉันไถ่โทษ เอาผ้าอุ่นประคบ แล้วนวดต้นขาเบา ๆ ดีไหม” เขาอ้อน อยากไถ่โทษ
“ไม่ต้อง!” เธอรีบคว้าผ้าห่มมาพันตัว
“ฉันจะกลับห้องละ!”
เธอรวบผ้าห่มของอย่างลน ๆ แง้มประตูเปิดออกเหมือนกลัวใครเห็น แต่ก่อนออกจากห้อง กันต์เดินมาหยุดตรงหน้า พร้อมตีมึนทำหน้าเป็น
“นาวา”
“อะไรอีก”
“เธอต้องรับผิดชอบฉัน”
“ฮะ?” เธอตกใจ
“อะไรของนายนี่”
“คืนนี้ฉันคงนอนไม่หลับเพราะคิดถึงเธอ ไปนอนโซฟาห้องเธอได้ไหม” เขาทำเสียงจริงจังเกินเหตุ
“ฝันไปเถอะ!” เธอผลักอกเขาเบา ๆ ก่อนกึ่งวิ่งกึ่งเดินหนีกลับห้องตัวเอง แก้มยังคงแดง ชีพจรยังเต้นผิดจังหวะเพราะความตื่นเต้น เขินอายและอีกหลายอย่างที่ถาโถมเข้ามา
“เจ็บร่องจัง อีตาบ้า ไปได้อดได้อยากมาจากไหน” เธอลูบท้องน้อยตัวเองไปมา โดนไปสองดอกทั้งเมื่อคืนทั้งเช้าวันนี้ ไม่น่าไปยอมเลย คงต้องเดินขาถ่างไปหลายวัน
ประตูห้องเธอปิดลง เธอทิ้งตัวกับโซฟาด้วยความเหนื่อยล้า มือบางเผลอแตะหน้าผากในตำแหน่งที่เขาหอมเมื่อครู่ หัวใจเต้นตุบ ๆ แบบน่าหมั่นไส้
“คนบ้า ปากไม่ดีแต่ยังมาทำให้ฟินอีก”
จะว่าเขาปากไม่ดีชอบแหย่ก็ย่อมได้ แต่เขาก็มีน้ำใจกับเธออยู่เหมือนกันนะ อยู่ห้องใกล้กัน ทะเลาะกันคือเรื่องจริง แต่เขามักเอาของฝากหรือขนมมาให้เธอเป็นประจำ บอกว่าของแถมบ้างล่ะ เผลอซื้อติดมือมาบ้างแหละ ไม่ชอบกินขนมและเขามาขายสงสัยเลยช่วยซื้อบ้างแหละ ก็เลยเอามาให้เธอ
บางทีเธอก็นึกเข้าข้างตัวเองว่าเขาตั้งใจซื้อมาให้ ถ้าไม่เพราะเขาพูดออกมาเสียก่อนว่าซื้อมาแบบไม่ได้ตั้งใจแล้วกินคนเดียวไม่หมดเสียก่อน
ติ๊ง เสียงแจ้งเตือนไลน์เด้งขึ้นไม่มีชื่อแปลก มีแต่ข้อความจากเบอร์ที่เธอไม่เคยบันทึก
กันต์: “ลืมให้ของฝาก
ตามด้วยภาพถ่ายสเก็ตช์ดินสอรวดเร็ว บนกระดาษคราฟต์รูปผู้หญิงนอนตะแคง ห่มผ้าบาง ๆ เส้นสายชัด ละมุน และ…คุ้นหน้าชะมัด
กันต์: แบบสเก็ตช์ตอนเธอหลับ
ขออนุญาตแล้วนะในฝัน
ตามด้วยอีโมจิยักคิ้ว
นาวาหลุดหัวเราะ
“คนบ้า” เธอพิมพ์ตอบ
นาวา: บ้าก็รักษาตัวด้วย ขอบคุณข้าวต้ม
กันต์: “คืนนี้ไปฝากตัวกับโซฟาห้องเธอ…เอ๊ย ไปส่งข้าวเย็นให้
นาวา: ไม่ต้องมาเนียน
กันต์: งั้นพรุ่งนี้เช้าล่ะ
นาวา: ไม่
กันต์: ตกลง…เดี๋ยวเที่ยงจัดไป
เธอส่ายหัวเหมือนแพ้ทาง กำลังจะวางมือถือ ดันมีซองกระดาษเสียบเข้ามาใต้ประตู ซวบ เธอเดินไปเก็บเป็นโปสการ์ดรูปสีน้ำคอนโดมุมสูง เขียนด้วยลายมือเอียง ๆ
“ถึงนาวา
ขอบคุณที่อยู่ข้าง ๆ ห้องฉัน
จากกันต์เพื่อนบ้านผู้ขาดพ่อแม่เหมือนกัน
ป.ล. รบกวนเธอช่วย ‘รับผิดชอบ’ หัวใจฉันด้วย
เธอยืนเงียบอยู่นาน ก่อนยิ้มออกมาแบบห้ามไม่อยู่หัวใจที่ยังอบอุ่นจากเมื่อครู่พลันเต้นผิดจังหวะ
เย็นวันนั้น เธอเขียนต้นฉบับค้างไว้หน้าจอ บทที่ 7: พระเอกหน้ามึน แล้วลุกไปต้มมาม่าแต่แค่บิดแก๊ส ประตูก็ถูกเคาะ ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงคุ้นเคยร้องแผ่ว ๆ หลังบานประตู
“ส่งข้าวเย็นครับ คุณลูกค้าคูปองนวดฟรี”
เธอต่อว่าเบา ๆ แต่ก็แอบอมยิ้ม
“ตื้อจริง” เธอตัดสินใจยืนเท้าเอว เปิดบานประตูแง้มไว้แค่ฝ่ามือ
“อะไรของนายอีก”
กันต์ยืนอยู่พร้อมถุงผ้าสีคราม
“ผัดไทยกุ้งสดเจ้าดัง”
“นายรู้ได้ไงว่าฉันชอบกิน”
“จำตอนเธอสั่งอาหารหน้าลิฟต์ได้” เขาตอบสั้น ๆ แบบไม่โอ้อวด แต่จำได้ทุกคำ เพราะเธอคือคนพิเศษของหัวใจเขา
เธอลังเล…แล้วก็เปิดประตูเพิ่มอีกนิด
“เข้ามาก็ได้แป๊บเดียว” เน้นย้ำว่าแป๊บเดียว กลัวใจอ่อนให้คนขี้อ่อยอีก
“รับทราบครับ คุณภรรยา”
“กันต์!”
“คร้าบ” เขายิ้มแฉ่ง ทำหน้ามึนเช่นเคย
เขาวางกล่องอาหารลงบนโต๊ะอย่างคล่อง อีกมือหยิบกระดาษกับดินสอออกมา
“กินไป ฉันวาดไป”
“วาดอะไรอีก”
“วาดความอยากอยู่ใกล้ ๆ เธอ ให้เป็นรูปเป็นร่าง” เขาพูดหน้าตายจนเธอหลุดขำ
มื้อเย็นผ่านไปช้า ๆ เหมือนเวลาอยากอืดอาดให้สองคนนี้คุยกันนานขึ้น เธอเล่าว่าเป็นนักเขียนนิยายรัก-ชีวิต กันต์เล่าว่าเขาชอบวาดคนที่ไม่รู้ตัวว่าสวย
“สวย” เขาว่า
“โกหก”
“ศิลปินไม่โกหก มองยังไงก็สวยทุกมุม”
เขาไม่ยอมอยู่เกินขอบเขต กินเสร็จก็ลุกเก็บล้างเอง รัดยางถุงขยะอย่างมืออาชีพ ก่อนหันมายกมือขออนุญาต
“คืนนี้ฉันไปก่อน เดี๋ยวเธอพักให้หายเมื่อย…พรุ่งนี้ฉันเอากาแฟมาให้ ในฐานะผู้เสียหายที่อยากให้เธอรับผิดชอบ”
“ผู้เสียหาย”
“เสียหายตรงที่หัวใจโดนขโมย” เขายิ้ม ทำท่าจะชิ่งหนี กลัวเจอด่า
เขาหายหน้าไปและกลับมาอีกครั้ง เหมือนอยากตอแย และหัวใจของเธอก็อยากให้เขาตอแยอยู่เหมือนกัน
เธอยื่นมือไปรับแก้วกาแฟกระดาษ ฝากล่องมีลายเส้นรูปหัวใจเล็ก ๆ วาดด้วยปากกาดำอย่างรีบ ๆ
“ฝีมือแย่” เธอต่อว่า
“ก็เพราะมือมันสั่นเวลาอยู่ใกล้เธอ” เขาตอบทันควัน
“แหวะ!” เธอค้อนคนหน้ามึน
กันต์เดินออกไปแล้ว ทิ้งความเงียบและกลิ่นหอมกรุ่นของผัดไทยเอาไว้ นาวาทิ้งตัวลงบนโซฟา มองเส้นดินสอที่เขาวาดทิ้งไว้ เส้นไม่เนี้ยบ แต่มีชีวิตชีวาอย่างประหลาด เธอยิ้มบาง ๆ พลางพึมพำกับตัวเอง
“แค่เพื่อนบ้านกวนประสาท…ก็แค่นั้นแหละ”
แต่ปลายนิ้วเธอกลับลูบลายเส้นนั้นอย่างอ่อนโยนเหมือนเปิดพื้นที่เล็ก ๆ ให้ผู้ชายหน้ามึนคนนั้นเข้ามานั่งใกล้ ๆ โดยไม่ทันรู้ตัว
เช้าวันรุ่งขึ้น นาวาตื่นขึ้นมาในห้องตัวเองพร้อมเสียง ก๊อก ก๊อก เคาะประตูถี่ ๆ เธอขมวดคิ้ว ลากตัวไปเปิด ครึ่งหลับครึ่งตื่น
“กันต์! นี่มันเจ็ดโมงเช้า นายไม่ทำงานหรือไง”
“ศิลปินตื่นตามแรงบันดาลใจ” เขายกถุงผ้าใบใหญ่ขึ้น
“วันนี้แรงบันดาลใจมาแต่เช้า เลยทำข้าวต้มเห็ดหอมมาเสิร์ฟ”
เธอยืนกอดอก
“ใครเขาอยากกินข้าวต้มของผู้ชายหน้ามึนแบบนายกัน”
เขายักไหล่
“ไม่กินก็ได้ ฉันกินเองหมดนี่แหละ” แล้วหันหลังทำท่าเดินกลับ
กลิ่นหอมกรุ่นที่ลอยมาแตะจมูกจนท้องเธอร้อง ครืด เสียงดังเสียจนเขาหันกลับมายิ้มล้อ
“อ๋อ…คนไม่อยากกิน แต่ท้องของเธอบอกตรงกันข้ามนะ”
นาวาหน้าแดง ยื่นมือไปรับ แล้วปิดประตู ปัง! ใส่หน้าเขาอย่างหมั่นไส้
เธอตักข้าวต้มคำโตเข้าปาก รสชาติอ่อนละมุนเหมือนเมื่อคืน แต่คราวนี้หอมเห็ดหอมและโรยกระเทียมเจียวกรอบ ๆ พอกินจนเกลี้ยง เธอก็มองกระดาษโน้ตเล็ก ๆ ที่แนบอยู่ใต้ชาม
“อย่าลืมรีวิวห้าดาวนะ... เชฟกันต์” พร้อมรูปหัวใจเอียง ๆ เธอส่ายหัว แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
บ่ายวันเดียวกัน ขณะนาวากำลังนั่งพิมพ์ต้นฉบับอย่างจริงจัง เสียงเคาะประตูก็ดังอีกครั้ง เธอถอนหายใจแรง ๆ ก่อนลุกไปเปิด แล้วพบกันต์ยืนถือกระดานวาดรูปอยู่ตรงหน้า
“คราวนี้อะไรอีก”
“เอาภาพวาดมาให้” เขายื่นกระดาษสีขาวให้
ภาพที่ปรากฏคือรูปของเธอกำลังนั่งก้มหน้าอยู่กับโน้ตบุ๊ก ท่าทางตั้งใจสุด ๆ เขาลงเส้นละเอียดเหมือนจริงจนน่าตกใจ
“นี่นายแอบส่องฉัน”
“ก็ห้องเราอยู่ตรงกันข้าม ระเบียงห่างกันไม่ถึงสองเมตร ฉันวาดเพราะนางแบบสวย” เขายักคิ้ว
“โรคจิต” เธอประชด
“ศิลปินอย่างฉันก็ต้องอยากวาดของสวยๆ งามๆ” เขายืนยันเสียงหนักแน่น
เธอรับกระดาษแล้วตั้งท่าจะปิดประตู แต่เขาแทรกตัวเข้ามาหน้าตาเฉย
“เฮ้! กันต์ ออกไปเลยนะ”
“ขอนั่งเล่นบนโซฟาแป๊บเดียว” เขาทิ้งตัวลงเหมือนเป็นเจ้าของห้อง ท่าทีสบาย ๆ ของเขา ทำให้เธอนึกหมั่นไส้ไม่น้อย
นาวาเท้าเอว
“นี่ห้องของฉัน ไม่ใช่ห้องของนาย”
“ห้องของเธอก็เหมือนห้องของฉัน”
เขาทำหน้ามึนสุดขีด
“ไม่เหมือน!”
“เมื่อคืนเธอทำให้เหมือนไปแล้ว” คำพูดเล่นลิ้นของเขาทำให้หน้าเธอร้อนผ่าว
เวลาผ่านไปไม่กี่นาที กันต์ยังไม่ยอมออกไป เขานอนกลิ้งอยู่บนโซฟาพร้อมยกหมอนขึ้นมากอด
“นี่นายจะกลับห้องเมื่อไหร่”
“ก็…จนกว่าเธอจะเขียนต้นฉบับเสร็จ”
“แล้วเกี่ยวอะไรกับนาย”
“ฉันอยากให้กำลังใจเธอไง”
เขาหยิบดินสอมาวาดอะไรบางอย่างบนกระดาษ เธอพยายามไม่สนใจ จนกระทั่งเขาเงยหน้าขึ้น ยื่นภาพมาให้ รูปการ์ตูนล้อเธอนั่งพิมพ์งานหน้าบูด แต่มีดวงตาเป็นรูปหัวใจ
“บ้า!” เธอต่อว่าพลางหน้างอ
เขาหัวเราะชอบใจ
“เธอโมโหแล้วน่ารักดี” มือหนายื่นไปหยิกแก้มสาว เธอปัดมือเขาทิ้ง พลางย่นจมูกใส่
ค่ำวันนั้น หลังจากนาวาพิมพ์งานเสร็จ เธอเดินออกมาพบว่า กันต์ยังนอนอยู่บนโซฟาเธอจริง ๆ เขาไม่ยอมไปไหนจริง ๆ ดังปากพูด
เธอส่ายหัวเบา ๆ ตั้งใจจะปลุก แต่กลับชะงักเมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาที่ดูสงบไร้พิษสงเวลาไร้รอยยิ้มกวนประสาท เส้นผมปรกหน้าผากเล็กน้อย แสงไฟส้มอ่อนขับให้ดูอบอุ่นจนหัวใจเธอสะดุด