“ป่านนี้แล้วอิหลิวยังไม่มีอีก”
เสียงชายหนุ่มบ่นกึ่งโวยวายขึ้นมาแข่งกับเสียงเพลงตื้ดที่ดังกระหึ่มในผับจนฉันต้องเงยหน้าแล้วหันไปมองตามสายตาอีกคน
ฉันชะเง้อชะแง้มองตามสักพักก็ยังไม่เห็นวี่แววของใครบางคนที่เป็นคนออกปากชวนทุกคนให้มาที่นี่อย่าง ไผ่หลิว สักที
“นั่นสิ หลิวจะลืมป้ะเนี่ย?” ฉันเองก็เริ่มรู้สึกใจแป้วด้วยความลังเลขึ้นมาเช่นกัน จากตอนแรกที่มั่นใจมากว่าไม่ว่าอย่างไรคืนนี้พวกเราก็ต้องได้รวมตัวเพื่อดื่มเหล้าร่วมสาบานจนได้เมากันไปข้าง แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ทั้งฉันและชายหนุ่มหน้าหวานที่กำลังนั่งข้างๆ ฉันจะเริ่มรู้สึกใจไม่ดีเหมือนกันโดยที่ไม่ได้นัดหมายซะแล้ว
ไผ่หลิว หรือที่ฉันเรียกสั้นๆ ว่า หลิว เป็นเพื่อนใหม่ที่ฉันและมะตูมเพิ่งจะเมคเฟรนด์กันได้ไม่นาน เธอเป็นผู้หญิงที่สวยเฉี่ยวมาก จำได้ว่าวันแรกที่มาปฐมนิเทศผู้ชายแบบจะทั้งคณะสนใจที่เธอหมดเพราะคิดว่ามีดารามาปฐมนิเทศด้วย ด้วยความที่เธอทั้งผิวดี หุ่นดี หน้าตาสวย ยืนเฉยๆ ก็เด่นจนกระทั่งโดนพี่ๆ หมั่นไส้แล้วกลั่นแกล้งเข้านี่แหละ
“โอ๊ย โรส แกโทรหามันดิ๊ ถึงไหนแล้วเนี่ย” มะตูมชักจะรอไม่ไหว อีกฝ่ายจึงสะบัดหน้าหันกลับมาด้วยอารมณ์สีหน้าที่เริ่ทจะยุ่งๆ
ใช่แล้ว ส่วนผู้ชายหน้าตี๋ปนหวานที่กำลังนั่งร่วมโต๊ะด้วยกันนี่คนนี้ก็ไม่ใช่ใคร เขาก็คือมะตูม เพื่อนสาว คนสนิทของฉันเอง ฉันรู้จักกับมะตูมตั้งแต่สมัยเรียน ม.ปลายแล้ว ด้วยเหตุผลที่ฉันนั้นไม่ค่อยมีเพื่อนแต่ดันเรียนเก่ง คนติดเที่ยวและชอบเล่นอย่างมะตูมก็เลยหาทางมาติดฉันแจอย่างกับตังเม จนสุดท้ายเราก็เป็นเพื่อนสนิทกัน
มะตูมมักเป็นคนเฮฮาปาร์ตี้เสมอ อีกคนจึงเป็นเหมือนสีสันชีวิตของยัยเนิร์ดอย่างฉันได้อย่างไม่ต้องสงสัย บอกเลยว่าคนนี้ออกจากจะใช้ชีวิตและเอาตัวรอดเก่ง ปากก็เก่งไม่แพ้กัน ถ้าใครโดนมะตูมด่าให้ละก็ ไม่อยากจะนึก…
ฉันที่เห็นว่ามะตูมเริ่มจะรอไม่ไหวแล้วก็รีบคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพลางกดเบอร์โทรหาไผ่หลิวทันที ก่อนที่อีกฝ่ายจะลุกขึ้นมางอแงไปมากกว่านี้
“ฮัลโหลล” ไม่นานปลายสายก็ตอบรับกลับมาเสียงใส ไม่ได้รับรู้เลยว่ามีใครกำลังนั่งรออย่างร้อนรนใจอยู่ที่ผับเช่นฉันหรือมะตูมเลยสักนิด
มันน่ามั้ยเนี่ย ฉันนึกก่อนจะกรอดเสียงถามปลายสาย
“ยัยหลิว แกถึงไหนแล้วเนี่ย?”
“จะถึงแล้วๆ” อีกฝ่ายตอบกลับ
"ประโยคคลาสสิคสุดๆ คำว่าจะถึงแล้วส่วนใหญ่แปลว่าเพิ่งจะออกจากบ้านนะแก" ฉันเหน็บไปหนึ่งที ก่อนที่อีกฝ่ายจะหัวเราะกลับมา
“มันว่าไง?” มะตูมที่เห็นว่าปลายสายมีคนรับแล้วก็ชะโงกหน้าเข้ามาถาม
“หลิวบอกว่าใกล้จะถึงแล้ว” ฉันตอบกลับไป มะตูมที่ได้ฟังก็รีบฉวยมือถือของฉันไปถือสายคุยเองพลางเท้าสะเอวราวกำลังจะเอาเรื่องคนในสายอยู่ก็ไม่ปาน ถึงจริงๆ แล้วมันจะแบบนั้นก็ตามที
“นี่อิตัวดี มึงนัดพวกกูกี่ทุ่มเนี่ย เวลากะเทยเว่อร์นะมึง ปากบอกจะถึงแล้ว จะถึงไหนแน่ โอ๊ยย รีบมาเลยนะ มึงจะมาช่วยเขาปิดผับรึไง” เพื่อนของฉันโวยวายยกใหญ่พลางบ่นอุบยาวเหยียดจนคนฟังอย่างฉันแอบนึกขำขึ้นมา มะตูมมักจะเป็นคนแบบนี้แหละ แต่ใจจริงอีกฝ่ายมักเป็นคนใจอ่อนและเต็มที่กับคนรอบข้างมาก ๆ ถึงจะพูดมากและขี้บ่นไปสักนิดก็เถอะ แต่เดี๋ยวไม่นานมะตูมก็จลืมเรื่องนั้นไปเอง
ฉันนั่งดูเพื่อนสาวของฉันทั้งบ่นทั้งสาปคนมาสายอย่างไผ่หลิวอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จู่ๆ มะตูมจะเหลือบไปเห็นใครบางคนเข้า แล้วไม่นานคนโกรธง่ายหายเร็วอย่างมะตูมจึงเริ่มทำท่ากระซิบกระซาบพร้อมเมาท์ต่อ อีกฝ่ายยกมือขึ้นมาป้องมือถือจนฉันเองยังต้องชะโงกหน้าเขาไปฟังด้วยเพราะอยากรู้ว่ามะตูมจะพูดว่าอะไร
“อิหลิว… จะบอกให้นะว่าถ้ามึงไม่รีบมา มึงอาจจะต้องเสียใจตลอดชีวิต..” ท่าทางรวมถึงน้ำเสียงของชายหนุ่มเปลี่ยนฉับพลันทำฉันสงสัย จนต้องนั่งเงียบตั้งใจฟังเพื่อรอให้อีกคนพูดประโยคต่อไป
“โต๊ะข้างๆ หล่อกมากมึง...” เขาพูดด้วยสายตามุ่งมั่น แถมมันยังเป็นประกายเงาวับราวกับว่ากำลังได้เจอของเด็ดของดีจนฉันเองยังต้องแอบเอี้ยวใบหน้าไปมองที่โต๊ะข้างๆ ตามคำบอกเล่าของมะตูมบ้าง ทว่าในผับนี้คนก็เยอะแถมแสงไฟก็มีน้อยจนมันไม่เป็นใจต่อการมองเห็นเอาเสียเลย ฉันก็เลยไม่ได้เห็นว่าใครจะหน้าตาหล่อเหลาเข้าตาฉันอย่างที่มะตูมว่าเลยสักคน
“รีบมาก่อนเขาจะกลับกับคนอื่นหรือไม่ก็ก่อนที่กูจะเอาไปแดก ให้เร็วเลยนะ”
Key & Primrose - 2 คุ้น ๆ
ไม่นานมะตูมก็กดตัดสายแล้วหันมาสะกิดแขนฉันอีกครั้ง
“มึง.. เห็นม้ะ โต๊ะข้างๆ อะ”
“โต๊ะไหน?”
“โอ๊ย นี่ก็อีกคน ตาไม่มีเรดาห์เอาซะเลย” มะตูมเริ่มจะเหลือทนกับความเซ่อซ่าของฉัน นังถอนหายใจเหมือนจะเอือมระอา
“อ้าว ก็ไม่เห็นอะ บอกหน่อยสิ” ฉันเองที่กลั้นความอยากรู้ไม่ไหวก็รีบคะยั้นคะยออีกฝ่ายต่ออย่างไม่นึกย่อท้อ จนมะตูมเริ่มขยับหน้าเขามาใกล้ๆ
“ข้างซ้่ายมึงจ้า คนเสื้อเชิ้ตสีน้ำงเงิน ขาวโอโม่มากแม่”
ขวับ!
ฉันที่ฟังจบ ความอยากรู้ที่อัดอั้นจนแทบล้นก็สั่งงานให้หน้่าของฉันเอี้ยวไปทางด้านซ้ายของตัวเองทันที แล้วรีบกวาดสายตามองหาทุกโต๊ะที่อยู่ข้างหน้าก่อนจะโดนมือของมะตูมมาดึงแขนพร้อมกับร้องแหวออกมาเพื่อปรามฉันอีกเป็นชุด
“ว๊าย อิพริมโรส มึงนี่! เดี๋ยวโป๊ะแตกหมด”
“อ๊าว… ก็ไม่เห็นนี่ แล้วเขานั่งอยู่ไหนอะ” ฉันเองเริ่มชักจะตื่นเต้น เพราะการได้นั่งมองคนหล่อๆ แล้วฟังมะตูมเล่าเรื่องก็เป็นอีกอย่างที่ฆ่าเวลาแะมมีอรรถรสสุดๆ
“นั่นไงง เขาหันมามองมึงแล้วน่ะ”
ฉันได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกอายขึ้นมาทันที คงเพราะจะรู้ตัวแล้วว่าถูกฉันมองแน่ๆ
“จริงหรอมึง แล้วตอนนี้เขาหันกลับไปรึยัง?” ฉันพยายามทำเป็นไม่ได้สนใจ แต่ปากก็ถามอีกฝ่ายไม่หยุดว่าชายหนุ่มคนนั้นเขาเลิกสงสัยฉันแล้วหรือยัง
“ยังง” มะตูมตอบกลับก่อนในขณะที่มือยังสะกิดแขนฉันยิกๆ
“เนี่ย เขารู้ตัวแล้วแน่ๆ อิโรสส มึงโดนเขาจับได้แล้วแน่ๆ”
“โอ๊ย ไม่นะ มึง.. กูไม่ได้ตั้งใจอะ แคอยากรู้เฉยๆ เอง” ฉันรีบลนลาน บอกให้มะตูมทำทีเป็นคุยเล่นกับฉันแทนเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายจับสังเกตได้ ส่วนมะตูมเองก็ยอมทำตามแต่โดยดีเพราะหวังว่าเหตุการณ์แสนน่าตื่นเต้นนี้จะค่อยๆ คลี่คลายลง กระทั่งอีกฝ่ายนั้นเลิกสนใจที่เราแล้ว
“เลิกโวยวายได้แล้ว เขาหันกลับไปละ” สักพักมะตูมก็บอกเป็นสัญญาณว่าทุกอย่างนั้นกลับมาเป็นปกติดี ก่อนที่ฉันจะรู้สึกโล่งอกแล้วยอมทำตัวตามปกติ
“เห้อ ถ้าเขาจับได้เขาต้องหาว่าฉันมองเขาแน่ๆ เลยอะ”
“แหม ก็เออน่ะสิ สอนกี่ครั้งไม่เคยจะจำ ไม่มีศิลปะในการมองผู้ชายเลยนะมึง” มะตูมว่าต่อ
"มึงนี่ไม่มีชั้นเชิงในการมองผู้เลยนะ"
"มาแล้ววว"
ก่อนจะมีเสียงใสๆ ของใครบางคนดังขึ้น มันดังจนกลบเสียงเพลงในผับได้เลยจนทั้งฉันและมะตูมต้องหันไปพร้อมๆ กัน
ใครอีกคนที่มาใหม่ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก
"อีไผ่หลิววว!" มะตูมเรียกชื่ออีกฝ่ายกลับเสียงดังเหมือนกัน ก่อนที่ทั้งสองจะกรี๊ดกร๊าดกันตามประสาสายเม้าท์สายจอย
ทั้งมะตูมและไผ่หลิวยิ้มหน้าบานอ้าแขนออกพร้อมกับวิ่งเข้าไปหากันก่อนจะกอดกันแล้วกระโดดกระดี๊กระด๊ากันอยู่สองคน
เอาจริงๆ ฉันเองก็รู้สึกสงสัยเหมือนกันนะว่าดีใจที่ได้เจอกันขนาดนั้นเลยหรอ เพราะว่าเมื่อเช้าพวกเราก็เพิ่งจะเจอกันเอง
ฉันนึกก่อนจะมองทั้งสองคนจับมือแล้วกระโดดเป็นวงกลมจนผู้หญิงโต๊ะข้างยังขำ
โอ๊ย เวลาสองคนนี้เจอกันทีไรมันมักจะมีคอนเท้นท์ตลอดเลยสินะ
มะตูมทั้งกรี๊ดทั้งชมไผ่หลิวไม่หยุด เพราะว่าวันนี้ไผ่หลิวแต่งตัวมาน่ารักเซ็กซี่มาก ส่วนไผ่หลิวก็ชอบใจที่ถูกมะตูมชมรีบยิ้มแล้วหมุนตัวให้อีกฝ่ายดู
"ปังมากจ้าหนูหลิว เด็กปั้นของเจ้" ทุกครั้งที่ไผ่หลิวทำดีถูกใจ มะตูมก็มักจะพูดคำนี้ออกมาพร้อมกับเปลี่ยนสรรพนามให้อีกคนเพื่อความอรรถรส
"จ้าๆ เริ่มกันได้รึยังเนี่ย โต๊ะข้างๆ มองหมดแล้ว" ส่วนฉันเองที่เริ่มเห็นว่าทั้งสองดี๊ด๊าเกินเหตุจนรอบข้างเริ่มหันมาสนใจกันหมดแล้วจึงรีบแทรกเสียงเข้าไปช็อตฟีลพวกหล่อนให้กลับมาสนใจที่ฉันก่อน
ส่วนไผ่หลิวก็รีบเดินมานั่งที่โต๊ะก่อนจะยกมือขึ้นเรียกเด็กในผับให้มารับออร์เดอร์
"แล้วไหนล่ะหนุ่มหล่อที่มึงบอก?" ไผ่หลิวที่พอนั่งได้ปุ๊ปก็ชะโงกหน้าเข้ามาถามมะตูมทันที ก่อนจะบุ้ยปากแล้วส่งสายตาไปที่โต๊ะข้างๆ เป็นสัญญาณให้มองตามไป ไผ่หลิวที่ได้รับสัญญาณก็ค่อยไปทำทีเป็นว่าหันไปมองนกมองไม้ทางนั้นทันที
นี่สินะ… การแอบมองอย่างมีชั้นเชิงที่มะตูมบอก ฉันนึก
ก่อนที่สักพักจะหน้าขวับกลับมาพร้อมสีหน้าที่ดูเปลี่ยนไป
"มึง! พริมโรส!" สองมือถูกยกขึ้นมาจับแขนของฉันและมะตูมไว้ ดวงตากลมสวยของไผ่หลิวเบิกขึ้นเหมือนกับคนเจอผีก่อนที่จะเรียกชื่อฉันและมะตูมออกมา
"มีอะไรอะ?" ฉันมีปฏิกิริยาตอบกลับไปทันที
"ก็คนหล่อโต๊ะข้างๆ ที่มะตูมว่าน่ะสิ จำกันไม่ได้หรอ?"
ไผ่หลิวเอ่ย ส่วนฉันและมะตูมที่ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นจึงหันมาสบตากันก่อนจะหันกลับไปมองหน้าอีกฝ่ายเพื่อรอฟังสิ่งที่ไผ่หลิวจะบอกต่อ
“ยังไงมึง? เล่ามาเดี๋ยวนี้นะ”
ประโยคคำถามที่เต็มไปด้วยความสงสัยของมะตูมรีบถามสาวสวยสุดฮอตที่สวยจนเป็นเรื่องอย่างไผ่หลิวอย่างทันควัน หลังจากที่เห็นสีหน้าท่าทางของเพื่อนกับหนุ่มหล่อโต๊ะข้างๆ ส่วนไผ่หลิวเองที่กำลังทำท่าราวกับคนหนีเจ้าหนี้อยู่ก็เอาแต่หลบสายตาไม่หยุด
“แกจำไม่ได้จริงๆ หรอ คนนั้นก็นทีไง” เธอพูดออกมาเหมือนคนกระซิบจนเสียงเพลงในผับแทบจะกลบเสียงเธอหายไป
“นที?” มะตูมทวนประโยคแล้วนั่งทำหน้านึก ทว่าหลังจากที่ฉันได้ยินชื่อนั้นความทรงจำอะไรบางอย่างที่เลือนรางไปแล้วก็เหมือนจะค่อยๆ ผุดขึ้นมาทีละหน่อย
“นทีคนที่อยู่คณะวิศวะคอม มหาลัยเดียวกับเราอะหรอ?”
“อื้อ” ไผ่หลิวพยักหน้าหงึกๆ
“อ๋อออ” ฉันลากเสียงยาวออกมาทันทีพร้อมกับรู้สึกตื่นเต้นที่จู่ๆ ก็ได้มาเจอคนในมหาลัยเดียวกันแถมอีกฝ่ายยังดูสนใจไผ่หลิวของฉันซะด้วย
“กรี๊ดด สวยได้เรื่องจริงๆ” มะตูมเองก็สมทบประโยคตามด้วยความตื่นเต้นดีใจ ผิดกับสาวร่างเล็กตรงข้ามฉันที่กำลังแสดงท่าทางค่อนข้างกระอักกระอ่วน
ก็แหม นทีออกตัวแรงเว่อร์ตั้งแต่วันปฐมนิเทศขนาดนั้น…
ย้อนกลับไปวันปฐมนิเทศ
“ยัยโรสส”
เสียงทักทายดังขึ้นตั้งแต่ที่ฉันยังไม่ทันได้ก้าวขาเข้าไปในตึกคณะ ฉันหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับไปมองที่ต้นเสียง
คำเรียกสรรพนามที่คุ้นหูก็ไม่ได้มาจากใครที่ไหน นั่นก็คือมะตูมเพื่อนของฉันเอง
อีกฝ่ายดี๊ด๊าสวมชุดนักศึกษาใหม่เอี่ยมแถมยังยิ้มร่าหน้าตาสดใสมาหาฉัน ในขณะที่ฉันก็ยิ้มกว้างแล้วเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายเช่นกัน
“มะตูมม กำลังจะเข้าไปรอตรงโต๊ะหน้าห้องประชุมเลย” ฉันเรียกชื่ออีกฝ่ายก่อนจะไล่สายตาเพื่อกวาดมองผู้ชายตรงหน้า มะตูมเป็นคนไทยแท้ๆ จริงจะว่าก็ไม่เชิงเพราะถึงแม้จะเกิดที่ไทยแต่มะตูมก็ดันเป็นเสี้ยวจีนกับเกาหลี นั่นจึงทำให้ผิวของอีกฝ่ายขาวผ่องออร่า ยิ่งโดนแดดอีกฝ่ายนี่เหมือนกำลังส่องแสงจนฉันแสบตาเลย
“ใจตรงกันไปป่ะ ฉันก็กำลังจะไปแถวนั้นพอดี” มะตูมตอบกลับ ก่อนอีกฝ่ายจะไล่สายตามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า
“เอ๊ะ มีอะไรแปลกๆ หรอ ทำไมมองงั้นอะ?” ฉันเริ่มรู้สึกกังวล เพราะว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้ใส่ชุดนักศึกษา ถึงแม้ว่าก่อนออกจากบ้านจะส่องกระจกตรวจความเรียบร้อยไปเป็นสิบๆ รอบก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ได้คลายความรู้สึกกังวลและตื่นเต้นลงไปได้เลย
“บ้า แปลกยังไง น่ารัก มากกกก”
มะตูมตอบกลับทั้งยังเน้นที่คำว่ามากเสียงยาวแถมรีบคว้ามือถือขึ้นมาถ่ายรูปฉันอีก ส่วนฉันที่ได้ยินแบบนั้นก็โล่งใจก่อนจะยกมือขึ้นมาปิดกล้องของมะตูมด้วยความเขินอาย
“โอ๊ยจะถ่ายทำไมเล่า ฉันเขินนะแก” ฉันบอก แต่มะตูมเหมือนจะกำลังสนุกที่ได้แกล้งฉันอยู่
“เอ่อ… ขอโทษนะตัวเอง จุดไปรายงานตัวอยู่ตรงไหนหรอคะ?”
ยังไม่ทันไร จู่ๆ ก็มีเสียงเล็กๆ แทรกเข้ามา มะตูมหันกลับไปหาคนมาใหม่ที่มาถามทาง ทิ้งความสนใจจากฉันไปครู่หนึ่งเพื่อให้ได้หยุดพักจากการแกล้งของมะตูม
อีกฝ่ายเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ผิวขาวหุ่นดี มากไปกว่านั้น หน้าตาก็ยังจัดได้ว่าสวยมาก ผิวหน้าของเธอใสกิ๊กเหมือนกับว่าทั้งชีวิตนี้ไม่เคยมีสิวมาก่อนอย่างนั้นแหละ
สวยมากจนแม้แต่ฉันเองที่เป็นผู้หญิงยังนึกอิจฉาเล็กๆ
“แล้วเตงอยู่คณะไหนล่ะ?” มะตูมตอบกลับด้วยความเฟรนลี่ ส่งผลให้อีกฝ่ายที่ตอนแรกมีอาการเกร็งๆ นั้นเริ่มจะวางตัวตามสบาย
“เค้าอยู่บริหารค่ะ” ผู้หญิงตรงหน้าบอกมา
“อ้าว อยู่คณะเดียวกันเลย งั้นเราไปรายงานตัวพร้อมกันเลยมั้ยล่ะ?” มะตูมออกปากชวนทันที ส่วนฉันที่มีนิสัยขี้อายก็ได้แต่ส่งยิ้มตาปริบๆ ก่อนจะถามชื่ออีกฝ่ายออกไปตามประสาคนที่ลองเอ่ยชวนคุยดูบ้าง
“เราชื่อพริมโรสนะคะ เธอชื่ออะไรหรอ?”
“เค้าชื่อไผ่หลิว แล้วนายอะ?”
ไผ่หลิวตอบกลับก่อนจะหันไปถามคำถามกับมะตูมที่ยืนข้างๆ ฉันอีกที
“ชื่อมะตูมจ้า” ส่วนมะตูมเองก็แนะนำตัวอย่างเป็นมิตร ก่อนที่เราทั้งสามจะเริ่มเดินไปยังจุดรายงานตัวที่หน้าห้องประชุม