“ขออภัยค่ะ หมายเลขที่คุณเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ โปรดลองใหม่อีกครั้งในภายหลัง......”
หน้าประตูสำนักงานเขตเมืองอังนา ขณะสายลมฤดูใบไม้ร่วงที่เงียบเหงาพัดผ่านไป ซ่งชิงอวี่ในชุดสูทสีเทาสะอาดดูคมเฉียบ ทว่าใบหน้าสวยสดใสกลับเย็นชาราวน้ำค้างแข็ง
เธอกำสมุดทะเบียนบ้านเอาไว้ในมือแน่นจนมันเสียรูปทรงไปหมดแล้ว
วันนี้เป็นวันที่เธอและลู่เหยี่ยนจือแฟนหนุ่มของเธอต้องมาจดทะเบียนสมรสกัน
เธอรอมาทั้งวันแล้ว แต่ลู่เหยี่ยนจือกลับยังไม่โผล่มาสักที
เธอจำไม่ได้แล้วว่า ลู่เหยี่ยนจือผิดนัดไปกี่ครั้งแล้ว
เมื่อกดโทรออกไปหาลู่เหยี่ยนจืออีกครั้งก็ยังคงเป็นเสียงอัตโนมัติที่ไร้วิญญาณดังเดิม
ซ่งชิงอวี่ก้มหน้าลง ทันใดนั้นก็มีข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาในโทรศัพท์ของเธอ
CEO ลู่ซื่อ กรุ๊ป ลู่เหยี่ยนจือเดินทางไปรับแฟนสาวที่กลับมาจากต่างประเทศที่สนามบินด้วยตัวเองอย่างเปิดเผย ทั้งสองคนดูหวานกันมาก รักใคร่กันเป็นพิเศษ
เมื่อคลิกเปิดลิงก์ รูปภาพรูปหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมา
ชายหนุ่มสวมชุดสูทสีดำ ท่าทางดูดีมีชาติตระกูล แม้ว่าในรูปถ่ายจะเห็นเพียงใบหน้าด้านข้างของเขา แต่โครงหน้าที่หล่อเหลาก็เพียงพอที่จะดึงดูดใจผู้คนได้
โดยเฉพาะสีหน้าท่าทางอันอ่อนโยนที่แสดงออกมา
ซ่งชิงอวี่ยิ้มอย่างขมขื่น
เธอไม่เคยเห็นลู่เหยี่ยนจืออ่อนโยนขนาดนี้มาก่อนเลย
สมแล้วที่เธอเป็นคนรักในดวงใจที่ลู่เหยี่ยนจือคิดถึงมาโดยตลอด
แค่ผู้หญิงคนนั้นโทรมาสายเดียวก็สามารถทำให้เขาทิ้งเรื่องสำคัญอย่างการจดทะเบียนสมรสไปได้
ทันใดนั้นก็มีข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมา
【เห็นข่าวในอินเทอร์เน็ตแล้วสินะ ถ้าฉลาดพอ ก็รีบไปจากพี่เหยี่ยนจือซะ 】
ชื่อที่เมมเอาไว้:หลินชิ่นเสวี่ย
คนรักในดวงใจของลู่เหยี่ยนจือ
ซ่งชิงอวี่เลื่อนหน้าจอขึ้นไปสองสามครั้ง แล้วเธอก็เห็นผลตรวจครรภ์ที่หลินชิ่นเสวี่ยส่งมาให้เมื่อไม่กี่วันก่อน
หลินชิ่นเสวี่ยตั้งครรภ์ได้แปดสัปดาห์กว่าแล้ว
ชื่อมารดาระบุเอาไว้ว่าเป็นหลินชิ่นเสวี่ย
ส่วนชื่อบิดาก็คือลู่เหยี่ยนจือ
ตอนที่เห็นผลตรวจ เธอไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลยสักนิด
เพราะทุกปีลู่เหยี่ยนจือจะใช้เวลากว่าครึ่งเดินทางไปที่ประเทศฝาริเนีย ซึ่งเป็นที่หลินชิ่นเสวี่ยอาศัยอยู่
ตั้งนานหลายปี ถ้าหลินชิ่นเสวี่ยยังไม่ท้อง เธอคงต้องสงสัยแล้วล่ะว่าลู่เหยี่ยนจือมีปัญหาอะไรในเรื่องนั้นหรือเปล่า
เธอไม่ได้ขอเลิก แต่กลับขอแต่งงานแทน
บางทีอาจเป็นเพราะยังทำใจไม่ได้ล่ะมั้ง
ตอนเธออายุสิบแปดปี ที่หน้าประตูมหาวิทยาลัย ทันทีที่เห็นลู่เหยี่ยนจือ เธอก็ตกหลุมรักเขาอย่างฝังใจ
ทุกคนต่างก็บอกว่า ลู่เหยี่ยนจือคือทายาทของลู่ซื่อ กรุ๊ป เป็นบุคคลที่สูงเกินเอื้อม
แต่เธอกลับดื้อรั้นไม่ยอมฟัง ยังคงพยายามเข้าหาลู่เหยี่ยนจือด้วยความกระตือรือร้นราวกับแมลงเม่าที่บินเข้าหากองไฟไม่มีผิด
ในปีที่สามของการตามจีบลู่เหยี่ยนจือ ในที่สุดเธอก็ประสบความสำเร็จ
แต่เธอกลับไม่มีความสุขเลย
หลังจากสารภาพรักสำเร็จเพียงไม่นาน ลู่เหยี่ยนจือก็รับสายหลินชิ่นเสวี่ย
แล้วเขาก็ทิ้งเธอไว้ตามลำพังท่ามกลางลมหนาว
และตั้งแต่ตอนนั้นมา เธอถึงได้รู้ว่า เหยี่ยนจือมีคนรักในดวงใจ
ซ่งชิงอวี่ถอนหายใจออกมา แล้วก็เปิดฟังก์ชันการโทรขึ้นมาอีกครั้ง
ทว่าคราวนี้เธอกลับไม่ได้โทรไปหาลู่เหยี่ยนจือ แต่กลับโทรไปหา……
ที่บ้านแทน
ปลายสายรับสายอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ผู้หญิงในสายจะทันได้พูดอะไร ซ่งชิงอวี่ก็ชิงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาก่อนว่า “ฉันตกลงที่จะกลับบ้านไปแต่งงานสานสัมพันธ์แล้ว”
คนที่อยู่ในสายก็คือจางหลานแม่ของซ่งชิงอวี่นั่นเอง พอได้ยินว่าลูกสาวเปลี่ยนใจแล้ว เธอก็รู้สึกแปลกใจมาก “ในที่สุดเธอก็คิดได้แล้วสินะ?”
ซ่งชิงอวี่ตอบกลับไปโดยไม่ลังเลเลยว่า “อื้ม”
แม่ซ่ง:“แล้วจะกลับมาเมื่อไหร่?”
“วันที่ 20”
หลังจากพูดจบ ซ่งชิงอวี่หยูวางสายไป แล้วก็นั่งรถกลับบ้าน
ตลอดทาง เธอปล่อยให้ความเจ็บปวดในใจแผ่ขยายออกไปเรื่อย ๆ
อย่างไรก็ตาม นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว
เมื่อซ่งชิงอวี่กลับถึงบ้าน เธอที่รู้สึกเหนื่อยล้ามากจึงไปอาบน้ำและล้มตัวนอนบนเตียง
ความจริงเธอสามารถที่จะเดินจากไปได้เลยทันที
แต่ในช่วงเจ็ดปีที่ผ่านมา เธอกับลู่เหยี่ยนจือผูกพันกันมาก
เวลาที่เหลืออีกครึ่งเดือน เธอจะต้องเร่งเก็บของและตัดความสัมพันธ์กับลู่เหยี่ยนจือให้เร็วที่สุด
กลางดึก
ขณะที่กำลังหลับซ่งชิงอวี่ก็รู้สึกว่าเตียงยุบตัวลงไป หลังจากนั้นเธอก็ถูกโอบกอดไว้ด้วยอ้อมแขนที่เย็นยะเยือก
เธอขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงผู้ชายที่ทุ้มต่ำน่าหลงใหลพูดขึ้นว่า “ผมขอโทษ”
ในความมืดมิด ซ่งชิงอวี่หลับตาลง ขนตายาว ๆ ของเธอสั่นไหวเล็กน้อย
“พรุ่งนี้เช้าเราไปจดทะเบียนสมรสกันดีไหม?”
วินาทีต่อมา
โทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างเตียงก็สว่างขึ้น
อ้อมกอดอันเย็นยะเยือกนั้นหายไปทันที หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงปลอบโยนที่อ่อนโยนของลู่เหยี่ยนจือ “อย่าร้อง ผมจะไปเดี๋ยวนี้แหละ……”
ซ่งชิงอวี่ได้ยินเสียงเขากำลังสวมเสื้อผ้าอยู่ด้านหลัง เธอจึงยิ้มออกมาอย่างเงียบ ๆ ในความมืดมิด
จากนั้น เธอก็เปิดโคมไฟหัวเตียง แล้วก็พูดกับลู่เหยี่ยนจือที่เดินไปถึงหน้าประตูแล้วว่า “เหยี่ยนจือ อย่าไป.......”
ลู่เหยี่ยนจือไม่ได้หยุดแต่อย่างใด
เขาหันหลังไปเปิดประตู แล้วก็สาวเท้าเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
ฟังเสียงฝีเท้า ซ่งชิงอวี่ก็ยกยิ้มมุมปาก หัวเราะออกมาเบา ๆ ทว่าน้ำตาหยดหนึ่งก็ไหลลงมาจากมุมตาอย่างเงียบ ๆ
วันถัดมา เมื่อซ่งชิงอวี่ตื่นขึ้นมาก็พบว่าที่บ้านมีคนเพิ่มขึ้นมา
เป็นเสิ่นโจว เลขาของลู่เหยี่ยนจือ
“คุณซ่ง นี่คือของขวัญที่คุณลู่มอบให้คุณครับ”
เสิ่นโจวชี้ไปที่เครื่องประดับแถวหนึ่งบนโต๊ะพลางพูดขึ้น
แต่ที่ทำให้เขาคาดไม่ถึงคือ ปฏิกิริยาของซ่งชิงอวี่ดูเฉยเมยเป็นอย่างมาก “อื้ม”
แววตาของเสิ่นโจวแสดงความงุนงงออกมา
ทุกครั้งที่ลู่เหยี่ยนจือให้ของขวัญ ซ่งชิงอวี่มักจะดีใจมากเป็นพิเศษ
ท่าทางที่นิ่งเฉยแบบนี้ เขาเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก
“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”
เสิ่นโจวมีความเป็นมืออาชีพมาก เขาจากไปโดยไม่สอบถามถึงสาเหตุใด ๆ ทั้งนั้น
ซ่งชิงอวี่มองอัญมณีที่เปล่งประกายวิบวับบนโต๊ะโดยไม่แสดงปฏิกิริยาใด ๆ ออกมา
ของพวกนี้ เสิ่นโจวจะต้องเป็นคนเลือกมาแน่ ๆ
ทุกครั้งที่ลู่เหยี่ยนจือขอโทษ เขามักจะทำอย่างไม่จริงใจแบบนี้แหละ
โชคดีที่เธอไม่ได้คาดหวังอะไรอีกแล้ว
พอไม่ได้คาดหวัง ก็จะไม่เสียใจ
ติ๊ง.....
มีข้อความเด้งขึ้นมา
หลินชิ่นเสวี่ย:【คุณคงได้ของขวัญที่พี่เหยี่ยนจือให้แล้วสินะ คุณควรจะขอบคุณฉันนะ เพราะถ้าฉันไม่เกลี้ยกล่อมให้พี่เหยี่ยนจือส่งของขวัญไปขอโทษคุณ เขาก็คงจะไม่ทำ! 】
ซ่งชิงอวี่กำโทรศัพท์แน่น
เหตุผลที่เธอไม่บล็อกหลินชิ่นเสวี่ เพราะเธอตั้งใจเอาไว้ว่าหลังจากเธอไปจากเมืองอังนาแล้ว เธอจะส่งข้อความพวกนี้ทั้งหมดไปให้ลู่เหยี่ยนจือ
ให้ลู่เหยี่ยนจือได้เห็นกับตาตัวเองไปเลยว่า หลินชิ่นเสวี่ยที่เขาคิดว่าใสซื่อไร้เดียงสานักหนา แท้จริงแล้วลับหลังน่ารังเกียจขนาดไหน
เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ เฮือกหนึ่ง แล้วก็จ้องมองไปที่วิลล่า
วิลล่าหลังนี้เป็นของลู่เหยี่ยนจือ ซ่งชิงอวี่ไม่ได้มีข้าวของอะไรมากมายนัก เธอจึงไม่ได้รีบร้อนที่จะเก็บของ
ประเด็นคือที่นี่เป็นบ้านของเธอ
ในตอนนั้นเธอรักลู่เหยี่ยนจือหัวปักหัวปํา เธอจึงคิดว่าจะตั้งรกรากอยู่ที่เมืองอังนาซึ่งเป็นเมืองที่ลู่เหยี่ยนจืออาศัยอยู่
เวลาที่ซื้อของจึงไม่ได้คิดอะไรมาก
เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านั้นไม่ได้สำคัญเลย ยังสามารถที่จะขายทิ้งได้
แต่สิ่งที่ซ่งชิงอวี่รู้สึกทำใจได้ยากก็คือของโบราณในวิลล่า
อย่างไรก็ตาม เธอต้องไปโรงพยาบาลก่อนที่จะกลับบ้าน
เมื่อไม่กี่วันก่อน เธอมีอาการปวดท้องและอาเจียนทุกครั้งที่กินอะไรเข้าไป แต่เพื่อจะจดทะเบียนสมรส เธอจึงเลื่อนการตรวจสุขภาพออกไปก่อน
สตาร์ทรถขับไปยังโรงพยาบาล
ก่อนที่ซ่งชิงอวี่จะลงจากรถ เธอก็เห็นว่าที่หน้าประตูของโรงพยาบาลถูกล้อมไปด้วยผู้คนหนาแน่น อีกทั้งยังมีคนตะโกนขึ้นมาอีกว่า “ออกมาแล้ว ออกมากันแล้ว คุณลู่กับแฟนสาวของเขาออกมากันแล้ว!”
ขนตายาว ๆ ของซ่งชิงอวี่สั่นไหว สายตาของเธอจับจ้องไปที่ลู่เหยี่ยนจือที่กำลังปกป้องหลินชิ่นเสวี่ยขณะพาเธอเดินฝ่าวงล้อมภายใต้แสงไฟสปอตไลท์ที่สาดส่องอยู่ออกมา
ครั้งที่แล้วเป็นแค่รูปถ่าย
ครั้งนี้เป็นการการถ่ายทอดสดในสถานที่จริง
เธอมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าในสายตาที่คมเข้มเย็นชาของลู่เหยี่ยนจือ มีความตึงเครียดและการข่มขู่อยู่
“ถ้าไม่อยากตายก็ไสหัวไปซะ!”
ชายคนนั้นแผ่รังสีที่น่าเกรงขามออกมา
รังสีความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวของผู้ที่ทรงอิทธิพลมาโดยกำเนิด ทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นเงียบกริบทันที
หลังจากเงียบไปนาน ในที่สุดก็มีคนรวบรวมความกล้าถามออกมาไปว่า “คุณลู่คะ ผู้หญิงคนนี้เป็นอะไรกับคุณเหรอคะ?”
แม้โลกภายนอกจะกำลังคาดเดากันว่า หลินชิ่นเสวี่ยจะต้องเป็นแฟนสาวของลู่เหยี่ยนจือแน่ ๆ แต่สุดท้ายแล้วก็ยังไม่เคยยืนยันเรื่องนี้จากปากของเขาเองเลย
ทุกคนต่างก็จับจ้องไปที่ลู่เหยี่ยนจือ
รวมถึงซ่งชิงอวี่ที่นั่งอยู่ในรถด้วย
ลู่เหยี่ยนจือไม่ตอบ แต่กลับใช้นิ้วที่เรียวยาวของเขาบีบคอนักข่าวเอาไว้
ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างก็ถึงกับซู้ดปากเลยทีเดียว
นี่มันกลางวันแสก ๆ นะ!
ลู่เหยี่ยนจือเป็นบ้าไปแล้วเหรอ?
เขาทำไปเพื่อผู้หญิงคนเดียวเนี่ยนะ?!!!
หลังจากผ่านไปสักพักใหญ่ ในที่สุดลู่เหยี่ยนจือก็ยอมปล่อยนักข่าวที่หน้าซีดคนนั้นออก แล้วก็กวาดสายตามองคนอื่น ๆ อย่างเย็นชา
“ในเมื่อพวกคุณอยากรู้กันมากนัก งั้นผมจะบอกเรื่องความสัมพันธ์ของพวกเราให้พวกคุณได้รู้เอง”
“แต่......แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น จะไม่มีครั้งต่อไปอีกเด็ดขาด!”
ตรงหน้าประตูโรงพยาบาล วินาทีนั้นทุกอย่างเงียบมากอย่างกับป่าช้า
ทุกคนต่างก็หวาดกลัวกันหมด
ทันใดนั้น เสียงที่ทรงเสน่ห์ของลู่เหยี่ยนจือก็ดังขึ้นมากลางอากาศว่า
“เธอคือคนที่ผมลู่เหยี่ยนจือจะปกป้อง!”
“ถ้าหลังจากนี้พวกคุณยังกล้าสะกดรอย หรือมาดักรอเธออีก คิดถึงผลที่จะตามมาให้ดีก็แล้วกัน!”
จังหวะนี้หลินชิ่นเสวี่ยเงยหน้าขึ้นอย่างเขินอายพอดี ท่าทางของเธอดูอ่อนแอ ทว่าใบหน้าที่มองไปทางลู่เหยี่ยนจือกลับเต็มไปด้วยความเลื่อมใส
นักข่าวคนอื่น ๆ เมื่อเห็นฉากนี้ก็เข้าใจทุกอย่างทันที
ส่วนซ่งชิงอวี่ที่นั่งอยู่ในรถ จู่ ๆ เธอก็เกิดหมดอารมณ์ที่จะหาหมอขึ้นมาอย่างกะทันหัน เธอจึงเหยียบคันเร่งและขับรถกลับไปยังวิลล่าของตัวเอง
ของโบราณในวิลล่าที่ถูกขนออกไปมีจำนวนมากจนต้องใช้รถบรรทุกถึงสิบกว่าคันเลยทีเดียว
ซ่งชิงอวี่มองวิลล่าที่เกือบจะว่างเปล่า แล้วก็รู้สึกราวกับว่าตัวเองก็ถูกเก็บกวาดออกไปเช่นกัน
เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็กปฏิทิน ถึงได้พบว่าหนึ่งวันก่อนที่จะไปจากที่นี่คือวันเกิดของเธอเอง
เพราะทุกครั้งที่เป็นวันสำคัญ หลินชิ่นเสวี่ยจะต้องโทรหาลู่เหยี่ยนจือเสมอ จนซ่งชิงอวี่มักจะ ptsd กับวันสำคัญต่าง ๆ ไปเลย
และก็ลืมวันเกิดนี้เช่นกัน
แต่ขอแค่ไปจากลู่เหยี่ยนจือ เธอก็สามารถกลับมาใช้ชีวิตแบบคนปกติได้แล้ว
ซ่งชิงอวี่เข้านอนด้วยความหวังที่เต็มเปี่ยม พอตื่นเช้ามาเธอก็ตรงไปยังเรือนหอของเธอและลู่เหยี่ยนจือ
บ้านหลังนี้นั้น เดิมทีเป็นลู่เหยี่ยนจือออกเงินซื้อทั้งหมด
แต่เธอยืนกรานที่จะขอแชร์ค่าบ้านกับเขาเอง
เพราะเธอคิดว่านี่คือบ้านของพวกเขา ทั้งคู่ต้องทุ่มเทดูแลร่วมกันถึงจะเรียกว่าบ้านได้อย่างเต็มปาก
ดังนั้นต่อให้ตอนนั้นเธอจะไม่มีเงินทุนหมุนเวียนในมือ เธอก็ยังยอมตัดใจขายเครื่องเคลือบสามสีสมัยราชวงศ์ถังคู่โปรดไป
นั่นมันของหายากที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลกเชียวนะ!
ซ่งชิงอวี่กดรหัสผ่าน แต่ตัวล็อกกลับแจ้งว่ารหัสผิด
เธอขมวดคิ้วเบา ๆ
รหัสผ่านนี้เธอเป็นคนตั้งเองกับมือ
ซึ่งมันคือวันเกิดของเธอกับลู่เหยี่ยนจือ
ไม่มีทางผิดแน่นอน
“ใครน่ะ?” จู่ ๆ ก็มีเสียงของผู้หญิงวัยกลางคนดังมาจากในบ้าน จากนั้นอีกฝ่ายก็ยื่นหน้าออกมาจากหลังประตูด้วยความสงสัย
ซ่งชิงอวี่ถามอย่างระแวดระวังว่า “คุณเป็นใคร?”
หญิงวัยกลางคนพูดว่า “แล้วคุณเป็นใครล่ะ?”
ซ่งชิงอวี่ผลักผู้หญิงวัยกลางคนคนนั้นออกไป จากนั้นเธอก็เห็นหลินชิ่นเสวี่ยในชุดนอนเดินออกมาจากห้องนอน
หลินชิ่นเสวี่ยมาอยู่ในเรือนหอของเธองั้นเหรอ!
เธอโกรธจนแทบอยากจะหัวเราะออกมา จากนั้นก็พูดว่า “ใครอนุญาตให้เธอย้ายเข้ามา?”
แม้จะเห็นว่าเป็นซ่งชิงอวี่ หลินชิ่นเสวี่ยก็ไม่ได้มีท่าทีตกใจเลยสักนิด
ที่เธอจงใจย้ายมาที่นี่ก็เพราะรู้ว่าบ้านหลังนี้คือเรือนหอของซ่งชิงอวี่กับลู่เหยี่ยนจือ
“พี่เหยี่ยนจือเป็นคนให้ฉันมาอยู่ ซ่งชิงอวี่ นี่คุณยังไม่เข้าใจอีกเหรอ ในใจพี่เหยี่ยนจือมีแค่ฉันคนเดียวเท่านั้นแหละ!”
หลังจากพูดจบ หลินชิ่นเสวี่ยก็รอให้ซ่งชิงอวี่อาละวาดโวยวาย
ทว่าสิ่งที่ทำให้เธอแปลกใจก็คือ ซ่งชิงอวี่หยิบโทรศัพท์มือถือมาโทรหานิติบุคคลทันทีและพูดว่า “นิติใช่ไหมคะ มีคนแปลกหน้าบุกรุกเข้ามาในบ้านฉันโดยไม่ได้รับอนุญาต นี่พวกคุณทำงานกันยังไง?”
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
ในที่สุดก็มีคนปรากฏตัว
ทว่าไม่ใช่คนจากนิติบุคคล
แต่เป็นลู่เหยี่ยนจือ
ชายหนุ่มเดินเข้ามาพร้อมกับไอเย็นที่แผ่ซ่านออกมา ใบหน้าที่หล่อเหลานั้นเยือกเย็นราวกับน้ำค้างแข็ง เมื่อเห็นซ่งชิงอวี่ เขาก็พูดด้วยแววตาที่มีแต่ความรำคาญอย่างเห็นได้ชัดว่า “คุณเอะอะโวยวายอะไรอีก?”
ซ่งชิงอวี่เจ็บจี๊ดราวกับถูกบีบที่หัวใจ ลมหายใจเหมือนจะไม่สามารถพ่นออกมาได้
เธอคิดว่าตัวเองจะไม่แคร์แล้วแท้ ๆ
“ที่นี่คือเรือนหอของพวกเรา คุณมีสิทธิ์อะไรถือวิสาสะให้เธอย้ายเข้ามา? !”
บรรยากาศระหว่างทั้งคู่ตึงเครียดจนถึงขีดสุด!
หลินชิ่นเสวี่ยพอใจกับสถานการณ์ตรงหน้าเป็นอย่างมาก
เธอแสร้งสะอึกสะอื้นและเติมเชื้อไฟเข้าไปอีกด้วยการพูดว่า “พี่เหยี่ยนจือ ขอโทษด้วยนะคะ ทั้งหมดเป็นความผิดของฉันเอง ฉันไม่รู้ว่าที่นี่คือเรือนหอของพวกพี่ ฉันจะย้ายออกเดี๋ยวนี้แหละค่ะ..... แค่ก ๆ ...... แค่ก ๆ ......”
เธอพูดพลางกุมหน้าอกไออย่างรุนแรง
ราวกับจะสิ้นใจได้ทุกเมื่อ
ลู่เหยี่ยนจือรีบเข้าไปประคองหลินชิ่นเสวี่ยและพูดว่า “ซ่งชิงอวี่ คุณช่วยมีเหตุผลหน่อยได้ไหม?”
เมื่อเห็นมือของชายหนุ่มวางอยู่บนตัวหลินชิ่นเสวี่ย หัวใจของซ่งชิงอวี่ก็ถูกทิ่มแทงซ้ำอีกครั้ง เธอพูดด้วยเสียงที่แผ่วเบาว่า “ฉันไม่ได้จะให้เธอย้ายออกหรอก ตอนนั้นฉันออกเงินซื้อบ้านหลังนี้ไปครึ่งหนึ่ง
คุณแค่คืนเงินส่วนนั้นเป็นเงินสดให้ฉันก็พอ”
ก่อนหน้านี้เธอยังกลุ้มใจอยู่เลยว่าจะจัดการเรือนหอหลังนี้ยังไงดี
ตอนนี้ดีเลย...... ไม่ต้องกลุ้มใจแล้ว
การที่จู่ ๆ ซ่งชิงอวี่กลายเป็นคนพูดง่ายขึ้นมาคือสิ่งที่ลู่เหยี่ยนจือต้องการอยู่พอดี
แต่ไม่รู้ทำไม เขากลับรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย เขาพูดว่า “ไม่มีปัญหา หลังจากกลับไปแล้วผมจะให้เสิ่นโจวโอนเงินให้คุณแล้วกัน”
“ได้”
ซ่งชิงอวี่เดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีก
ขณะที่มองตามหลังซ่งชิงอวี่ไป ในใจของลู่เหยี่ยนจือพลันเกิดความรู้สึกโหวง ๆ ขึ้นมาวูบหนึ่ง
แต่ไม่นานเขาก็สลัดมันทิ้งไป
ซ่งชิงอวี่รักเขามากขนาดนั้น หากจะมีความรู้สึกน้อยใจบ้างก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
เดี๋ยวเธอก็จัดการตัวเองได้เอง
ในบ่ายวันเดียวกันนั้น
ซ่งชิงอวี่ได้รับเงินที่ถูกโอนมาจากลู่เหยี่ยนจือ
เป็นเงินทั้งหมดห้าสิบล้าน
ซึ่งมากกว่าเงินที่เธอเคยจ่ายไปตอนซื้อบ้านถึงสองเท่า
ลู่เหยี่ยนจือไม่มีอะไรดีเลย
ยกเว้นอยู่เรื่องเดียวคือความใจสปอร์ต
จากนั้นก็มีข้อความจากลู่เหยี่ยนจือส่งตามมาติด ๆ ......
พรุ่งนี้ผมไปรับนะ
ไม่ใช่การขอความเห็น แต่คือการแจ้งให้ทราบ
ทุกครั้งก็เป็นแบบนี้ตลอด
มีแค่ประโยคสั้น ๆ ประโยคเดียว ไม่บอกว่าจะไปทำอะไร หรือไปกับใคร
ลู่เหยี่ยนจือทำราวกับว่าหากพูดกับเธอมากกว่านี้อีกสักคำ ดอกพิกุลจะร่วงออกจากปากเขาอย่างไรอย่างนั้น
ซ่งชิงอวี่ไม่ได้ใส่ใจข้อความนั้น แล้วก็โยนโทรศัพท์มือถือทิ้งไปและวุ่นกับการเตรียมตัวย้ายออกต่อ
สิบโมงเช้าวันต่อมา รถของลู่เหยี่ยนจือก็มาจอดที่หน้าวิลล่าตรงเวลาเป๊ะ
เมื่อเห็นว่าซ่งชิงอวี่พักอยู่ที่วิลล่าของตัวเอง เขาก็พูดด้วยความแปลกใจว่า “คุณไม่ได้อยู่ที่เชียนเย่ วิลล่าหรอกเหรอ?”
เชียนเย่ วิลล่าคือวิลล่าของลู่เหยี่ยนจือนั่นเอง
เธอคบกับเขาถึงสามปี ถึงจะได้รับสิทธิ์ให้ย้ายเข้าไปอยู่ที่นั่น
แต่ได้ข่าวว่าคืนแรกที่ลู่เหยี่ยนจือรู้จักกับหลินชิ่นเสวี่ย เขาก็พาเธอเข้าบ้านแล้ว
ความแตกต่างระหว่างรักกับไม่รักมันชัดเจนขนาดนี้เลยสินะ
“อยู่มานานแล้ว เบื่อ” ซ่งชิงอวี่ตอบแบบขอไปที
ลู่เหยี่ยนจือไม่ได้พูดอะไรอีก ภายในรถจึงตกอยู่ในความเงียบ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา รถก็มาจอดนิ่งอยู่ที่หน้าโชว์รูมรถปอร์เช่
แววตาของซ่งชิงอวี่มีความสั่นไหวเล็กน้อย
เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ทางปอร์เช่เพิ่งเปิดตัวรถสปอร์ตรุ่นใหม่ชื่อว่า......รถปอร์เช่ มิชชั่น เอ็กซ์
ซึ่งเธอชอบมันมาก
ถึงขั้นพูดกรอกหูลู่เหยี่ยนจือทุกวันเลยด้วย!
แต่รถรุ่นนี้ยังไม่มีการผลิตออกมาขายทั่วไป ตอนนี้ทั่วโลกจึงมีเพียงสามคันเท่านั้น
เมื่อสัปดาห์ก่อน โชว์รูมรถแห่งนี้ได้มาหนึ่งคันและก็เป็นข่าวด้วย
หัวใจของซ่งชิงอวี่เต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ
เธอลงจากรถเดินตามลู่เหยี่ยนจือเข้าไปในโชว์รูมรถ
ทันทีที่ก้าวเข้าไปเห็นหลินชิ่นเสวี่ยถูกพนักงานรุมล้อมราวกับดวงดาวโอบล้อมดวงจันทร์ อารมณ์ดี ๆ ของซ่งชิงอวี่ก็มลายหายไปทันที
เธอจึงหันหลังเตรียมจะเดินออกไป
แต่หลินชิ่นเสวี่ยกลับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรงว่า “พี่เหยี่ยนจือ พี่ชิงอวี่ พวกพี่มาแล้วเหรอคะ!”
“พี่เหยี่ยนจือ ฉันเลือกรถเสร็จแล้วค่ะ เอาคันนี้แหละ ได้ไหมคะ?” หลินชิ่นเสวี่ยชี้นิ้วไปที่รถปอร์เช่ มิชชั่น เอ็กซ์
ลู่เหยี่ยนจือพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนเป็นอย่างมากว่า “ถ้าคุณชอบก็ได้หมดนั่นแหละ”
แต่พอหันมาหาซ่งชิงอวี่ เขากลับพูดด้วยแววตาเย็นชาว่า “คุณก็เลือกสักคันสิ”
ซ่งชิงอวี่มองหลินชิ่นเสวี่ยสีหน้าเต็มไปด้วยความได้ใจและยั่วยุ ก่อนจะยกมือชี้ไปที่รถคันเดียวกันพร้อมกับพูดว่า “ฉันก็เอาคันนี้เหมือนกัน”
ลู่เหยี่ยนจือขมวดคิ้วพลางพูดว่า “คุณเลือกคันอื่นเถอะ”
“ฉันจะเอาคันนี้” ซ่งชิงอวี่พูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดอย่างไม่ยอมให้อีกฝ่ายโต้แย้ง
เมื่อเห็นเธอกลับไปเป็นซ่งชิงอวี่ที่ไร้เหตุผลคนเดิม หลินชิ่นเสวี่ยก็ยิ้มมุมปากเล็กน้อย
เธอหันไปมองลู่เหยี่ยนจือ
ซึ่งมันเป็นไปตามที่เธอคาดเลย ลู่เหยี่ยนจือขมวดคิ้วเป็นปมแน่นพลางพูดว่า “ซ่งชิงอวี่ อย่าทำตัวไร้เหตุผลสิ เห็น ๆ กันอยู่ว่าที่นี่มีรถตั้งเยอะแยะ ทำไมคุณถึงไม่เลือกคันอื่นล่ะ?”
ซ่งชิงอวี่พึมพำเบา ๆ ว่า “นั่นสินะ ทำไมฉันถึงไม่เลือกคันใหม่?”
หลังจากพูดจบ เธอก็เงยหน้ายิ้มอย่างสดใสพร้อมกับพูดว่า “ฉันล้อคุณเล่นน่ะ ฉันจะไปแย่งรถกับสุดที่รักของคุณได้ยังไงล่ะ ฉันเอาคันนี้แล้วกัน......”
เมื่อมองไปทางที่ซ่งชิงอวี่ชี้นิ้วไป หลินชิ่นเสวี่ยก็หน้าซีดเผือดทันที
ปอร์เช่ เก้าหนึ่งเก้า!
ราคาเริ่มต้นก็ห้าร้อยล้านแล้ว!!!
“คุณนาย!” เมื่อเห็นหลินชิ่นเสวี่ยเป็นลมล้มพับไป ผู้จัดการก็อุทานเสียงหลง
วินาทีต่อมา มีคนคนหนึ่งพุ่งเข้าไปหาหลินชิ่นเสวี่ยเร็วกว่าผู้จัดการ แล้วก็ช้อนตัวเธออุ้มขึ้นมาและรีบออกไปอย่างรวดเร็ว
คนที่รูปร่างสูงใหญ่ผึ่งผายคนนั้น หากไม่ใช่ลู่เหยี่ยนจือแล้วจะเป็นใครได้อีก
ซ่งชิงอวี่กระตุกยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยัน
ลู่เหยี่ยนจือขับรถออกไปแล้ว เธอจึงต้องเรียกแท็กซี่กลับเอง
แต่ละแวกโชว์รูมรถนั้นหาแท็กซี่ยากมาก
ซ่งชิงอวี่ต้องเดินบนรองเท้าส้นสูงอยู่นานร่วมชั่วโมง กว่าจะมีคนขับยอมกดรับงาน
พอขึ้นรถมาเธอก็มองดูเท้าที่ขึ้นตุ่มพอง
พลางถอนหายใจออกมา
โชคดีที่คราวนี้เจ็บแค่เท้า ไม่ได้เจ็บใจไปด้วย
......
หลังจากผ่านเหตุการณ์ที่โชว์รูมรถไป ซ่งชิงอวี่ก็ไม่ได้เจอหน้าลู่เหยี่ยนจืออีกหลายวัน
แต่เธอไม่จำเป็นต้องไปสืบหาหรอก
เพราะหลินชิ่นเสวี่ยเป็นฝ่ายมารายงานด้วยตัวเอง
【09:05 วันนี้พี่เหยี่ยนจือป้อนโจ๊กให้ฉันเองกับมือเลยนะ 】
【18:23 นี่คือส้มโอที่พี่เหยี่ยนจือแกะให้ฉัน ดูน่ากินมากเลยเนอะ อยากลองชิมดูไหม คิกคิก แต่ชาตินี้เธอคงไม่มีวันได้กินหรอก 】
ภาพประกอบด้านล่างคือส้มโอที่แกะเสร็จเรียบร้อยแล้ว
【22:35 พี่เหยี่ยนจือนอนอยู่ข้าง ๆ ฉันด้วยแหละ คิกคิก~】
ภาพประกอบด้านล่างคือรูปที่ลู่เหยี่ยนจือเท้าแขนนอนอยู่ข้างเตียงของหลินชิ่นเสวี่ย
“……”
ซ่งชิงอวี่ปรายตามองเพียงแวบเดียว ก่อนจะโยนโทรศัพท์มือถือใส่กระเป๋าไป
บางทีคงเป็นเพราะความรู้สึกมันตายด้านไปแล้ว หลายวันมานี้ได้เห็นหลินชิ่นเสวี่ยคอยรายงานกิจวัตรต่าง ๆ ของลู่เหยี่ยนจือให้เธอทราบ เธอจึงแค่รู้สึกเหมือนเห็นตัวตลกกำลังแสดงโชว์ห่วย ๆ ให้ดู
เธอเปิดประตูรถก้าวลงไป แล้วก็เดินเข้าไปในแอลเอส มีเดีย กรุ๊ป
บริษัทแห่งนี้เป็นบริษัทที่เธอร่วมหุ้นทำกับลู่เหยี่ยนจือ
ตอนแรกที่ทำก็เพื่อให้ตัวเองผูกมัดกับลู่เหยี่ยนจือให้แน่นหนาขึ้น
ลู่เหยี่ยนจือจะได้ไม่บอกเลิกเธอง่าย ๆ
แต่คาดไม่ถึงว่าสุดท้ายมันกลับกลายเป็นพันธนาการที่ผูดมัดเธอไว้ซะเอง
“เธอจะไปจากเมืองอังนา กลับไปจิงตูคนเดียวเหรอ?” รองประธานบริษัทที่ชื่อว่าหลิวอี้หยางมองซ่งชิงอวี่ด้วยความตกใจพลางถามว่า “ลู่เหยี่ยนจือรู้เรื่องนี้หรือเปล่า?”
ซ่งชิงอวี่ตอบว่า “ฉันยังไม่ได้บอกเขาหรอก รบกวนคุณช่วยเก็บเป็นความลับให้ทีนะคะ”
“ได้สิ ได้สิ” หลิวอี้หยางพยักหน้า แต่ก็ยังพูดอย่างไม่อยากจะเชื่อว่า “เธอรักลู่เหยี่ยนจือมากไม่ใช่เหรอ เธอทำใจไปจากเขาได้จริง ๆ เหรอ?”
ซ่งชิงอวี่ตามตื๊อลู่เหยี่ยนจือมาตลอดเจ็ดปีเต็มเชียวนะ!
เรียกได้ว่าเธออุทิศช่วงเวลาวัยสาวที่สวยงามที่สุดให้กับเขาไปหมดแล้ว
“ค่ะ ฉันไม่ต้องการเขาแล้วล่ะ” ซ่งชิงอวี่พูดอย่างนิ่งเฉย “เดี๋ยวพอฉันไปแล้ว ฝากรุ่นพี่จัดการเรื่องการแบ่งหุ้นของบริษัทตามขั้นตอนที่เหลือด้วยนะคะ รบกวนด้วยค่ะ”
“เธอไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอก” หลิวอี้หยางก้มหน้าซ่อนความดีอกดีใจในแววตา จากนั้นก็พูดว่า “เธอคือรุ่นน้องของฉัน ที่ฉันเข้าทำงานที่ LS ได้ก็เพราะเธอเป็นคนแนะนำนะ”
ซ่งชิงอวี่มองหลิวอี้หยางด้วยความซาบซึ้ง
แม้บริษัทนี้จะเป็นของเธอ แต่คนที่ลงมือทำงานจริง ๆ คือหลิวอี้หยางมาโดยตลอด
หากไม่มีหลิวอี้หยาง บริษัทก็คงจะเจ๊งไปนานแล้ว
หลังจากเดินสำรวจบริษัทเป็นรอบสุดท้าย ซ่งชิงอวี่ก็ตัดสินใจจากไปในที่สุด
หลิวอี้หยางเดินลงมาส่งเธอที่ใต้ตึกด้วยตัวเอง จนกระทั่งรถของเธอลับตาไป ถึงได้เก็บสายตาอาลัยอาวรณ์และเดินขึ้นตึกไป
......
ระหว่างทาง
ซ่งชิงอวี่เปิดโทรศัพท์มือถือขึ้นมาขีดฆ่ารายการรองสุดท้ายออกจากแอปโน้ต......แบ่งหุ้นบริษัท
จากนั้นเธอก็เลื่อนสายตาไปที่รายการสุดท้าย
......ย้ายออกจากเชียนเย่ วิลล่า
หลังจากย้ายออกจากเชียนเย่ วิลล่าแล้ว เธอกับลู่เหยี่ยนจือก็จะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก
ซ่งชิงอวี่ขับรถไปอย่างเงียบ ๆ
จนบรรยากาศระหว่างทางเริ่มอึดอัดขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อถึงเชียนเย่ วิลล่า เธอก็เดินตรงขึ้นไปชั้นสองทันที
พอคนรับใช้ในบ้านเห็นซ่งชิงอวี่เดินเข้ามา พวกเขาก็ทำเหมือนเธอเป็นอากาศธาตุ ไม่มีใครเข้ามาทักทายเธอเลยสักคน
เพราะพวกเขารู้ดีว่าลู่เหยี่ยนจือไม่ได้รักเธอเลยแม้แต่น้อย
ตั้งแต่เธอย้ายเข้ามา ลู่เหยี่ยนจือก็แทบไม่กลับบ้านอีก
ซ่งชิงอวี่เข้าไปในห้องนอนแขก
เธอและลู่เหยี่ยนจือนอนแยกห้องกัน
ในตู้เสื้อผ้าเต็มไปด้วยเสื้อผ้าแบรนด์ดังต่าง ๆ
ซึ่งทั้งหมดนี้ลู่เหยี่ยนจือเป็นคนให้
แต่ซ่งชิงอวี่ไม่ได้สนใจเลย
เธอก้มไปหยิบกระเป๋าเดินทางออกมา
ขณะที่เธอกำลังจัดของอยู่ ทันใดนั้นก็มีเสียงแตรรถดังมาจากชั้นล่าง
“คุณลู่......”
“คุณลู่......”
“คุณลู่......”
เสียงทักทายด้วยความเคารพดังต่อ ๆ กันมาตั้งแต่หน้าประตู
ลู่เหยี่ยนจือกลับมาแล้ว
ซ่งชิงอวี่รีบยัดกระเป๋าเดินทางกลับเข้าไปที่เดิม
เธอไม่อยากให้เขารู้ว่าเธอกำลังจะไป
ทันทีที่ยัดกระเป๋าเข้าที่เสร็จ เธอก็เงยหน้าขึ้นมาและเห็นคนตัวสูงใหญ่ยืนอยู่ที่หน้าประตูพอดี
แม้แววตาของชายหนุ่มจะดูอ่อนล้า แต่ใบหน้าที่หล่อเหลาภายใต้แสงไฟสีนวลตรงทางเดินกลับดูมีมิติและสมบูรณ์แบบราวกับผลงานศิลปะ
ซ่งชิงอวี่หายใจติดขัดไปชั่วขณะ
“คุณทำอะไรอยู่เหรอ?” ลู่เหยี่ยนจือจ้องเขม็งราวกับจะมองเธอให้ทะลุ
ซ่งชิงอวี่เอาตัวบังกระเป๋าเดินทางเอาไว้ แล้วก็พูดว่า “หาของน่ะ”
ลู่เหยี่ยนจือไม่ได้สงสัยอะไรและเดินเข้ามาข้างใน
“สองวันมานี้ผมยุ่งมากเลย เมื่อกี้เช็กกับเสิ่นโจวมาว่าวันที่สิบเก้าไม่มีงานอะไร วันนั้นเราไปจดทะเบียนสมรสกันนะ!”
เขายังคงพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นเชิงแจ้งให้ทราบเหมือนเดิม
ซ่งชิงอวี่ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นและพูดว่า “วันที่สิบเก้าคือวันเกิดฉัน”
เธอจับสังเกตได้ว่าในแววตาของลู่เหยี่ยนจือมีความตกตะลึงฉายออกมาแวบหนึ่ง
“วันนั้นฉันมีนัดแล้ว”
“คุณไม่เคยฉลองวันเกิดเลยไม่ใช่เหรอ?”
แค่ไม่ได้ฉลองกับคุณต่างหาก
แต่ซ่งชิงอวี่ไม่ได้พูดประโยคดังกล่าวออกมา
“งั้นก็เปลี่ยนเป็นวันอื่นแล้วกัน” ลู่เหยี่ยนจือดึงเนกไทออกและเดินเข้าห้องน้ำไป
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เขาก็เดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับไอน้ำที่เกาะอยู่ตามตัว
บนตัวของเขามีผ้าเช็ดตัวพันไว้อยู่แค่ผืนเดียว
หยดน้ำไหลผ่านกล้ามหน้าอกลงไปยังกล้ามหน้าท้องทั้งแปดมัด
ลอนกล้ามเหล่านั้นเคยทำให้ซ่งชิงอวี่กรีดร้องแทบคลั่ง ทว่าตอนนี้เธอกลับรู้สึกว่ามันจืดชืดไร้รสชาติ
เมื่อลู่เหยี่ยนจือเห็นซ่งชิงอวี่เอาแต่ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มือถือ
คิ้วสวย ๆ ของเขาก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
เมื่อก่อนแค่เขาโชว์กล้าม ซ่งชิงอวี่ก็รีบวิ่งเข้ามาคลอเคลียแล้ว
“นอน” ลู่เหยี่ยนจือปิดไฟ
ซ่งชิงอวี่ยืนขึ้นในความมืดและพูดว่า “ฉันควรจะกลับห้องแล้ว”
ลู่เหยี่ยนจือขมวดคิ้วพลางมองประตูที่ถูกเปิดออกและปิดลง
จากนั้นทั้งห้องก็ตกอยู่ในความมืดอีกครั้ง
ในใจของเขารู้สึกโหวง ๆ อย่างบอกไม่ถูก
แต่ไม่นานเขาก็สลัดความรู้สึกนั้นทิ้งไป
ไม่หรอก
ไม่มีเรื่องอะไรหรอก
......
วันเวลาที่เหลือหลังจากนั้น ซ่งชิงอวี่ก็ไม่ได้เจอลู่เหยี่ยนจืออีกเลย
เธอได้ยินหลิวอี้หยางบอกว่าเหมือนเขาจะไปทำงานนอกสถานที่
เพราะหลิวอี้หยางก็ติดต่อเขาไม่ได้เช่นกัน
เมื่อก่อนสำหรับซ่งชิงอวี่แล้ว เรื่องนี้นับว่าเป็นข่าวร้ายสุด ๆ
แต่ตอนนี้มันกลับเป็นข่าวดีระดับฟ้าประทานเลยทีเดียว
เพราะเธอจะได้ถือโอกาสตอนที่เขาไม่อยู่ เข้าไปเก็บของที่เชียนเย่ วิลล่า
ของของเธอที่อยู่ที่นั่นมีไม่มากเท่าไหร่
ส่วนใหญ่จะเป็นของที่เธอซื้อให้ลู่เหยี่ยนจือซะมากกว่า
ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาคู่ เสื้อผ้า ตุ๊กตาหมี......
แต่เพราะลู่เหยี่ยนจือมองว่ามันดูเหมือนเด็กน้อยเกินไป ของพวกนี้จึงถูกยัดไว้ตรงมุมที่ลึกที่สุดของตู้เสื้อผ้า
เธอหยิบของขวัญออกมาทีละชิ้นยัดใส่ลงในกระเป๋าเดินทาง
แล้วก็ลากกระเป๋าที่มีของอัดแน่นอยู่ในนั้นออกจากเชียนเย่ วิลล่าไป
แม้จะมีคนรับใช้มาเห็นเข้า แต่อีกฝ่ายก็นึกว่าเธอแค่ไปทำงานนอกสถานที่จึงไม่ได้ถามอะไร
พริบตาเดียวเวลาก็ล่วงเลยผ่านมาจนถึงวันที่สิบเก้า
ซ่งชิงอวี่จัดการเรื่องทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว
เหลือเพียงรอให้ถึงวันที่ยี่สิบและไปจากเมืองนี้
ตกกลางคืน
ซ่งชิงอวี่ไปร้านเค้กใจกลางเมืองเพียงลำพัง จากนั้นก็หาที่นั่งในสวนสาธารณะและค่อย ๆ กินเค้กก้อนเล็ก ๆ นั่นคนเดียว
เค้กหวานมาก
แถมเธอก็ไม่ต้องมานั่งกังวลแล้วว่าลู่เหยี่ยนจือจะทิ้งเธอไปกลางคัน
เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดมิดพลางยิ้มมุมปากเล็กน้อย
ทันใดนั้นเอง......
ได้มีเสียงพลุระเบิดดังปังขึ้นมา
พลุหลากสีสันระเบิดกระจายเต็มท้องฟ้า ส่องแสงแข่งกันจนท้องฟ้ายามค่ำคืนสว่างไสวราวกับตอนกลางวัน
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนจนซ่งชิงอวี่เริ่มปวดคอ การแสดงพลุถึงได้จบลงในที่สุด
จากนั้นโทรศัพท์มือถือของเธอก็สั่นเตือนขึ้นมา
ซ่งชิงอวี่หยิบโทรศัพท์มือถือมาดู
มันเป็นข้อความจากลู่เหยี่ยนจือ
【คุณชอบการแสดงพลุหรือเปล่า สุขสันต์วันเกิดนะ! 】
สายตาของซ่งชิงอวี่พร่ามัวในทันที เธอไม่เคยได้รับคำว่าสุขสันต์วันเกิดจากลู่เหยี่ยนจือมาก่อนเลย!
คาดไม่ถึงว่าจะได้รับมันในวันสุดท้ายแบบนี้!
ขณะที่เธอเปิดข้อความและกำลังพิมพ์คำว่าขอบคุณได้สองพยางค์ ก็มีข้อความหนึ่งเด้งแทรกขึ้นมา
มันคือรูปถ่ายรูปหนึ่ง
ที่หลินชิ่นเสวี่ยส่งมา
เมื่อซ่งชิงอวี่กดเปิดดู ก็เห็นว่ามันคือบะหมี่ชามหนึ่ง
【นี่คือบะหมี่ที่พี่เหยี่ยนจือทำให้ฉันเองเลยนะ ได้ยินว่าวันนี้เป็นวันเกิดคุณ ฉันเลยแกล้งขอให้เขาต้มบะหมี่อายุยืนให้ฉันกินน่ะ คิกคิก ฉันมีบะหมี่อายุยืนกิน แต่คุณกลับไม่มี เจ้าของวันเกิดอย่างคุณนี่น่าสงสารจังเลยนะ! 】
น้ำที่คลอเบ้าอยู่ในดวงตาของซ่งชิงอวี่เหือดแห้งไปทันที
เธอกดที่รูปโปรไฟล์วีแชทของลู่เหยี่ยนจือและพิมพ์ลงไปว่า【ฉันอยากกินบะหมี่อายุยืนของคุณน่ะ 】