การได้ชัชวินมาเป็นลูกเขยนับว่าเป็นเรื่องดียิ่งกว่าถูกหวยรางวัลใหญ่เสียอีก ไม่ใช่เพราะว่าเขารวยอย่างเดียว แต่เป็นเพราะหนุ่มรุ่นน้องคนนี้มีความเป็นผู้ชายเต็มตัว มีความเด็ดเดี่ยว เฉลียวฉลาด มุ่งมั่นและปกครองคนนับร้อยได้อย่างสบายๆ ทำให้อัศวินมั่นใจว่าชัชวินจะดูแลลูกสาวของตนได้ดีกว่าผู้ชายคนไหน
หลังจากคู่หมั้นหนุ่มบอกเช่นนั้นและคนเป็นพ่อก็อนุญาต อารยาจึงกลับขึ้นไปแต่งตัวบนห้องอีกรอบ หายไปนานกว่าครึ่งชั่วโมงก็กลับลงมาใหม่ ด้วยความสวยสดใสที่สามารถสะกดสายตาคนมองไปได้หลายวินาทีทีเดียว
ร่างบางเจ้าของส่วนสูง ๑๖๗ เซนติเมตรอยู่ในชุดเดรสสั้นแบบออกงานกลางคืน มีสายเดี่ยวเล็กๆ คล้องไหล่ สีเหลืองของชุดขับผิวขาวๆ ให้ดูเนียนลออตามากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ใบหน้ารูปไข่เติมแต่งด้วยเครื่องสำอางแค่บางเบา แต่ก็ทำให้เธอดูเป็นสาวเต็มตัวและน่ามองไปอีกแบบ
ชัชวินลุกขึ้นยืนเอามือล้วงกระเป๋า ไม่ได้เอ่ยชมแต่มองแบบพอใจอยู่เงียบๆ ขณะที่อารยาขยับไปหาพ่อแม่ของเธอ
“เอยไปก่อนนะคะคุณพ่อคุณแม่”
“อย่าดื้อกับอาชัชนะลูก” วิยะดาบอกลูกสาว เธอเองก็คิดไม่ต่างจากสามีเท่าใดนัก การหมั้นที่ไม่ได้เกิดจากความรักระหว่างชัชวินกับอารยาไม่ใช่เรื่องที่คนเป็นแม่สบายใจนักหรอก หากเป็นไปได้เธอก็อยากให้ชัชวินรักลูกสาวของตนก่อนจะแต่งงานกัน จึงย้ำกับลูกสาวแบบไม่ให้น่าเกลียด
“ค่ะคุณแม่...เอยจะไม่ดื้อ”
รับปากกับแม่เสร็จเจ้าของร่างบางก็ขยับไปยืนใกล้กับร่างสูง ชัชวินจึงเดินนำไปยังรถราคาเหยียบสี่ล้านของตน เปิดประตูให้อารยาเข้าไปนั่งเบาะหน้าคู่กับคนขับ จากนั้นรถก็เคลื่อนตัวออกไปอย่างนุ่มนวล
ชัชวินรับบัตรจอดรถ แล้วขับรถไปบนชั้นจอดรถของโรงแรม จากนั้นทั้งคู่ก็ลงจากรถและเดินเข้าลิฟต์ไปเงียบๆ พร้อมกัน อารยาเกร็งพอสมควร เพราะแม้ชัชวินจะพูดคุยบ้าง แต่ก็ไม่ได้ให้ความสนิทสนมกับเธอเหมือนคู่รักคู่อื่นๆ คู่หมั้นสาวจึงได้แต่เดินสงบปากสงบคำอยู่ข้างเขา
มือใหญ่ขยับไปกดลิฟต์ที่จะพาขึ้นไปยังชั้นที่อยู่สูงขึ้นไป เมื่อลิฟต์มาเขาก็เปิดทางให้เธอเข้าไปข้างในก่อน ก่อนที่ร่างสูงจะขยับตามไปกดปิดลิฟต์และปุ่มตัวเลขห้าสิบห้า
ลิฟต์เคลื่อนตัวหลังจากนั้น ท่ามกลางบรรยากาศที่ต่างคนต่างเงียบ อารยาแอบหวามไหวไปกับการอยู่ในที่แคบๆ กับคู่หมั้นหนุ่มใหญ่แบบสองต่อสองเป็นครั้งแรก กลิ่นน้ำหอมแบบผู้ชายและเสน่ห์อันเหลือล้นที่แผ่ซ่านมาจากร่างสูงใหญ่ของเขาทำให้เธอรู้สึกคล้ายกับมีผีเสื้อหลายร้อยตัวบินวนอยู่ในท้อง
“อามาที่นี่บ่อยเหรอคะ” เสียงหวานเอ่ยถามก่อนเพื่อทำลายความเงียบ ทำให้ชัชวินหันมามองพร้อมกับตอบคำถามนั้น
“ก็ไม่บ่อย สามสี่ครั้งได้”
“เหรอคะ” อยากจะถามต่อว่าเขามากับใคร มาทำอะไร แต่ก็ไม่กล้าเพราะดูจะละลาบละล้วงเกินไป จึงได้แต่พูดสั้นๆ แค่นั้น
“แล้วเอยล่ะ เคยมาที่นี่บ้างหรือเปล่า” ชัชวินถามกลับบ้าง
“ไม่ค่ะ ส่วนใหญ่เอยกับเพื่อนๆ จะไปที่...อุ๊ย!”
อารยายังพูดไม่ทันจบก็อุทานขึ้น เพราะไฟในลิฟต์ดับพรึบจนมืดสนิท พร้อมกับที่การเคลื่อนไหวของลิฟต์หยุดชะงักลง ร่างบางขยับเข้าไปเบียดร่างใหญ่พร้อมกับตวัดแขนโอบรอบเอวเขาอย่างเป็นอัตโนมัติ
“ไม่ต้องตกใจนะแค่ไฟตกน่ะ ดูเหมือนข้างนอกฝนจะตกหนัก สักพักไฟก็น่าจะมา” เขาเอ่ยปลอบอย่างอบอุ่น “เอยกลัวเหรอ”
แม้จะอยู่ท่ามกลางความมืดแต่อารยาก็รู้สึกได้ว่าตอนนี้ใบหน้าหล่อคมคร้ามของเขาอยู่ห่างกับใบหน้าของเธอแค่ไม่ถึงคืบ เขาคงก้มหน้าลงมาพูดเพราะลมหายใจอุ่นๆ อยู่ใกล้แค่นี้
“เปล่าค่ะ”
“ไม่กลัวแล้วทำไมกอดอาซะแน่น”
คำถามนั้นไม่เชิงว่าต้องการคำตอบ แต่เหมือนเขาต้องการจะยั่วเย้ามากกว่า อารยาจึงได้แต่เก้อเขิน
“เอย...เอ่อ...เอยขอโทษค่ะ เอยจะเอามือออกเดี๋ยวนี้ละ”
“แต่อาไม่อยากให้เอยเอาออก”
“แล้วอาจะ...”
กำลังจะถามว่าเขาต้องการจะให้เธอทำแบบไหน แต่พูดยังไม่ทันจบเสียงพูดก็หายไป เพราะจู่ๆ ปากก็ถูกประกบ อารยายอมรับว่าตัวเองถึงกับตัวแข็งทื่อ ไม่ทันตั้งรับกับจูบนั้นจริงๆ ทว่ามันก็เป็นเพียงครู่เดียว สมาธิทั้งหมดของเธอก็มาจดจ่ออยู่กับปากของเขาที่บดเบียดลงมา
อาว์...นี่เองหรอกเหรอ รสสัมผัสจากริมฝีปากของผู้ชายแท้ๆ แค่เขาแตะลงมาเบาๆ ก็ทำเอาท้องน้อยของเธอวูบโหวงไปหมด
ชัชวินบดคลึงเบาๆ เรียวปากนุ่มก็เผยอขึ้นอย่างเปิดทาง อารยาไม่เคยจูบกับใครมาก่อน แต่ด้วยสัญชาตญาณหรืออะไรบางอย่าง ทำให้รู้ว่าคู่หมั้นหนุ่มกำลังจะแทรกลิ้นเข้ามาในโพรงปากของเธอ และเธอก็อยากให้เขาทำเช่นนั้น จะว่าเธอใจง่ายหรืออะไรได้ แต่มันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับผู้ชายคนนี้เพียงคนเดียวจริงๆ
แสงสว่างในลิฟต์สว่างพรึบขึ้นพร้อมๆ กับการรอคอยของอารยาดับวูบลง ขณะที่ลิ้นหนากำลังจะยื่นเข้าสู่โพรงปากนุ่มที่เปิดรอต้อนรับอยู่
“อาอยากจูบต่อนะ แต่ลิฟต์กำลังจะถึงแล้ว” เขากระซิบเบาๆ หลังจากเงยหน้าขึ้น
อารยาได้แต่หน้าแดงซ่าน ไม่รู้จะตอบเขาว่าอย่างไร จึงได้แต่ยืนเงียบๆ เพื่อรวบรวมสติอารมณ์ออกจากห้วงหวามที่จู่ๆ ก็สะดุดลงโดยไว
ร้านที่ตกแต่งด้วยบรรยากาศโรแมนติกอบอุ่นบนตึกสูงของโรงแรมย่านใจกลางกรุงคือร้านที่ชัชวินพาเธอเข้าไปนั่ง ภายในร้านตกแต่งในโทนสีดำ ค่อนข้างดุ แต่มีเสน่ห์ชวนค้นหา เช่นเดียวกับบุคลิกของคนพามา เสียงเพลงในท่วงทำนองหวานหูดังคลอเคล้าอย่างเข้ากับสไตล์ร้าน เขาเลือกที่จะนั่งในห้องแบบอินดอร์ซึ่งมีหน้าต่างกระจกบานใหญ่ สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของกรุงเทพฯ ยามราตรีได้ แต่มีความเป็นส่วนตัวมากกว่าอีกห้องที่เป็นบรรยากาศแบบเอาต์ดอร์
บริกรเดินเข้ามาจุดเทียนกลางโต๊ะให้สว่างขึ้น ทำให้สีดำของเฟอร์นิเจอร์ถูกอาบไล้ด้วยแสงสีส้มนวลๆ ของเปลวเทียนที่ไหวน้อยๆ ตามจังหวะของแรงลมจากเครื่องปรับอากาศ ช่างเหมือนอารมณ์ของอารยาในยามนี้ที่ยังไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยสักเท่าไหร่
ชัชวินจัดการสั่งอาหารโดยไม่ถามสักคำว่าอารยาอยากกินอะไร เพราะปกติหญิงสาวก็ไม่เคยเรื่องมากกับเรื่องพวกนี้ และแม้เขาจะถามตอนนี้เธอก็คงไม่มีแก่ใจจะนึกอยากกินอะไร เพราะห้วงภวังค์ยังสลัดจากความหวามไหวไม่หลุด
“อาไม่มีดอกไม้ให้นะ แต่สั่งแชมเปญมาเปิดฉลองแทนพอได้ไหม” เสียงทุ้มๆ ดังขึ้นอีกครั้งหลังจากคุยกับบริกรของโรงแรมเสร็จแล้ว
“ไม่เป็นไรค่ะอา เอยยังไงก็ได้”
“ว่าง่ายดีจัง”
เขาชมแค่นั้น บรรยากาศการสนทนาก็ถูกขัดอีกรอบ เมื่อบริกรนำแชมเปญมาเสิร์ฟให้ทั้งคู่ ไม่นานอาหารเมนูต่างๆ ก็ทยอยตามมา
ชัชวินลงมือทานอาหาร ขณะที่อารยาทานอะไรแทบไม่ลง จึงได้แต่นั่งดื่มแชมเปญ ซึ่งมันทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์กระตุ้นให้เลือดลมภายในกายสาวแล่นดีมากกว่าเดิม
คู่หมั้นหนุ่มของเธอทานอาหารไปด้วยมองเธอไปด้วย สายตาของเขามันช่างร้อนแรงทำให้คนถูกมองเหมือนถูกไฟลามเลีย อารยาจึงรู้สึกเหมือนปากและลำคอแห้งผาก จึงเผลอใช้ลิ้นเลียรอบปากบ่อยๆ
“ถ้าเอยยังไม่หยุดเลียปากตัวเอง อาจะใช้ลิ้นของอาเลียแทน”
เขาขู่แต่เป็นคำขู่ที่วาบหวามเหลือเกิน คนถูกขู่จึงหน้าแดงซ่านยิ่งกว่าเดิม หัวใจเต้นแรงโครมครามไปหมด
“คือเอย...”
ตอนนี้อารยากลายเป็นคนติดอ่าง พูดอะไรตะกุกตะกักไปหมด และยิ่งเป็นหนักกว่าเดิมเมื่อร่างสูงลุกจากเก้าอี้แล้วเดินเข้ามาหาพร้อมกับยื่นมือมาตรงหน้าเธอ
“ไปเต้นรำกับอานะ”
“ค่ะอา”
อารยาเป็นเด็กว่าง่ายเหมือนที่แม่สั่งไว้ มือเล็กวางบนมือใหญ่ที่ทั้งแข็งแรงและอบอุ่น แล้วขยับตามเขาไปยังฟลอร์เต้นรำ
อ้อมแขนแกร่งโอบกอดร่างบางพาขยับไปตามเสียงเพลงที่บรรเลงอยู่ ตาคมหลุบลงจ้องมองใบหน้าสวยหวานของคู่หมั้นสาว พร้อมกับสบประสานกับดวงตาคู่สวยที่ช้อนขึ้นมองอย่างเอียงอาย
“ทำไมไม่ยอมกินอะไร ดื่มแต่แชมเปญ หรือว่าอาหารที่อาสั่งมาไม่ถูกใจ” เขาชวนคุยขณะที่ร่างยังคงโยกย้ายไปตามจังหวะเพลงนุ่มหู
“ถูกใจค่ะ แต่เอยกินไม่ลงเอง ก็อาชัชเอาแต่นั่งจ้องเอยนี่คะ”
“คืนนี้เอยสวยมากนี่ อาก็เลยละสายตาไปไหนไม่ได้”
“ปากหวานจังนะคะ”
“หวานสิ เมื่อกี้เอยก็ชิมด้วยปากตัวเองแล้วไม่ใช่เหรอ”
อารยาอยากจะตอบไปว่ายังไม่ได้ชิมเลยสักนิด แค่แตะๆ กันอยู่ข้างนอกเท่านั้น แต่หากตอบไปเช่นนั้น คงจะฟังดูก๋ากั่นและกล้าเกินหญิงไปหน่อย จึงได้แต่หลบตาอายๆ เท่านั้น เธอได้ยินเสียงชัชวินหัวเราะเบาๆ เหมือนกับชอบใจที่เธอไม่กล้าต่อปากต่อคำด้วย
“เอย...”
“ขา...” เสียงหวานขานรับพร้อมกับช้อนตาขึ้นมองคนเรียกอีกครั้ง แต่เจอสายตาที่วิบวับผิดปกติของเขาก็ทำให้ต้องสะเทิ้นเช่นเดิม
“ทำไมเงียบไป โกรธอาเหรอ”
ไม่ถามเปล่าแต่เขายังกระชับอ้อมแขนเข้าแน่นกว่าเดิม ทำให้ร่างบางแนบกับร่างใหญ่ไปทุกสัดส่วน ตอนนี้สมาธิของอารยาชักไม่อยู่กับการเต้นรำซะแล้ว ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อบนร่างกายของเขาทำเอาเนื้อสาวเต้นระริกไปหมด ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ทำไมวันนี้ชัชวินถึงได้ยั่วให้เธอใจเต้นแรงนัก ไม่รู้หรือไงว่าเธอกำลังจะเป็นโรคหัวใจ
“เปล่านี่คะ ไม่ได้โกรธ”
“งั้นทำไมไม่คุยกับอา”
“ก็คุย”
“คุยแบบถามคำตอบคำ”
“เอยคุยไม่เก่ง อาชัชเบื่อเอยเหรอคะ”
“หือ?” คิ้วเข้มเลิกขึ้น “ที่อาทำอยู่นี่ดูเหมือนอาเบื่อเอยเหรอ”
“ไม่รู้สิคะ เอยเดาใจอาชัชไม่ออกหรอก” ตอบเสร็จก็หลุบตาลงมองปลายคางของเขาอีกครั้ง เมื่อรู้สึกว่าสู้ประกายตาอันแสนร้อนแรงของเขาไม่ไหว
“งั้นคงเป็นความผิดของอาเอง เอาละอาจะเป็นฝ่ายชวนคุยดีกว่า เอยชอบที่นี่หรือเปล่า”
“ชอบค่ะ” ชอบทั้งที่นี่และชอบทั้งคนพามา
“หึๆ” ชัชวินหัวเราะเสียงขรึมๆ ตามแบบของเขา คราวนี้อารยาเป็นฝ่ายต้องเงยหน้าขึ้นมองเขาเอง
“เอยตอบอะไรผิดไปเหรอคะ หรือว่าเอยมีอะไรตลก” หรือว่าเขาได้ยินที่เธอคิด...
“เปล่า...อาแค่ขำ”
“ขำอะไร” เสียงของคนถูกหัวเราะเริ่มห้วนตามอารมณ์
“ก็ขำเอยนั่นละ เมื่อกี้อาเพิ่งบอกว่าเอยเป็นพวกถามคำตอบคำ พออาเริ่มชวนคุยก็ยังตอบแบบเดิมอีก”
“ก็เอยไม่รู้จะตอบยังไงนี่คะ” เสียงหวานอ่อยลงเมื่อคิดว่าเขาพูดถูก
“มันขยายความได้มากกว่านั้น แต่เอาเถอะ อารู้ว่าวัยของอากับเอยก็ค่อนข้างแตกต่างกันมาก เรื่องที่เราคุยกันเลยไม่ใช่แนวเดียวกัน” เขาสรุปง่ายๆ แต่อารยาเริ่มเดือดเนื้อร้อนใจ
“อาชัชโกรธเอยหรือเปล่าคะ หรือว่าเอยเด็กเกินไปสำหรับอา”