นางตั้งครรภ์ลูกของใครกัน ในเมื่อคืนหนึ่งบนแท่นนอนในตำหนักของนางมีชายชู้นอนร่วมแท่นนอน ฝ่าบาทไม่อาจทนดูจึงปลิดชีพชู้รักของนาง หลังจากนั้นไม่นานนางฆ่าลูกในไส้เพียงเพราะนางบ้าใบ้หรือด้วยความแค้นเคืองที่ฝ่าบาทไม่ใส่ใจนาง
ไม่นานนางก็กล้าทำร้ายแม้กระทั่งไทเฮา
ฝ่าบาทสั่งจองจำนางในคุกใต้ดิน นางกรีดร้องจนสิ้นเสียง
สามเดือนหลังจากนั้น ผู้คนก็ได้ยินเสียงเพลงเห่กล่อมเด็ก ล่องลอยออกมาจากคุกใต้ดินทั้งกลางวันและกลางคืน
ไม่มีใครย่างกลายไปที่นั่นเพราะเสียงเพลงกล่อมเด็กช่างหลอกหลอน และทำให้เศร้าสร้อยพร้อมจะหลั่งน้ำตาเสมอ
แล้ววันหนึ่งร่างสูงชะลูดใบหน้าหล่อเหลาของเฉินหยวนฮ่องเต้ก็สาวเท้ายาวๆอย่างเร่งรีบยังคุกใต้ดินที่ที่คุมขังสนมบ้าใบ้นาม..หนิงอัน…คนนั้น
“หากดาวที่แขวนบนฟ้านั่น…..แม่จะเก็บมันมาเผื่อเจ้า…..
แก้วแหวนเงินทองในหีบห่อ….แม่จะเก็บมันไว้ให้เจ้า…..
หลับตาเสียเจ้าก้อนแป้ง….. พรุ่งนี้จึงตื่นจากหลับฝัน
แม่จะเคียงข้างเจ้านิรันดริ์…..เพื่อให้เจ้าหลับฝันพรรณราย
ให้เจ้าไร้ซึ่งทุกข์โศก…..
แม้โลกไม่เป็นดั่งใจหวัง……
แม้ไร้ซึ่งแรงกำลัง จะยังเห่กล่อมเจ้าลำพัง……”
ร่างซูบผอมนางไม่แตะต้องข้าวปลา ถ้วยข้าวถูกวางไว้มีแมลงวันไต่ตอม
หยาดน้ำตาอาบแก้มเกรอะกรังใบหน้าซีดขาวมือเรียวยังเห่กล่อม ก้อนฟ่างที่ถูกมัดรวมกันเป็นก้อนในอ้อมแขน คล้ายร่างของทารกสองคน
เฉินหยวนฮ่องเต้หลับตาลงช้าๆ
“ออกไปจากที่นี่เถิดข้ามารับเจ้าแล้ว”
ดวงตาเหม่อลอยไร้ซึ่งการตอบรับยังคงร้องเพลงเห่กล่อมวนเวียนไปมาซ้ำๆ
“หากดาวที่แขวนบนฟ้านั่น…..แม่จะเก็บมันมาเผื่อเจ้า…..
แก้วแหวนเงินทองในหีบห่อ….แม่จะเก็บมันไว้ให้เจ้า…..
หลับตาเสียเจ้าก้อนแป้ง….. พรุ่งนี้จึงตื่นจากหลับฝัน
แม่จะเคียงข้างเจ้านิรันดริ์…..เพื่อให้เจ้าหลับฝันพรรณราย
ให้เจ้าไร้ซึ่งทุกข์โศก…..
แม้โลกไม่เป็นดั่งใจหวัง……
แม้ไร้ซึ่งแรงกำลัง จะยังเห่กล่อมเจ้าลำพัง……”
เฉินหยวนฮ่องเต้เอื้อมมือแตะที่ข้อศอกของสนมหนิงอันอย่างอ่อนโยน แต่ทุกอย่างยังคงเช่นเดิมนางยังคงเห่กล่อมก้อนฟางในอ้อมแขน หยาดน้ำตาไหลรินอาบแก้มทั้งสอง ดวงตาเหม่อลอยไร้จุดหมายบางครั้งก็ก้มลงจุมพิตมัดฟางด้วยความรักใคร่ไม่ได้สนใจคนตรงหน้าแม้แต่น้อย
“พอได้แล้ว พอที”
เฉินหยวนฮ่องเต้เฝ้ามองด้วยความเจ็บปวดในใจ หมอหลวงหนุ่มเยว่เทียนถอนหายใจยาวสุดจะสะกดกลั้นความรู้สึกหดหู่นั้นได้เช่นกัน
“ฝ่าบาท พระสนมไม่รับรู้สิ่งใดแล้ว นอกจากโลกที่นางสร้างขึ้นมา โลกที่มีเพียงนางกับโอรส ธิดาทั้งสอง”
“พอกันที เจ้าเลิกทำแบบนี้ได้แล้ว หนิงอัน”น้ำเสียงแหบแห้งในลำคอ
เฉินหยวนฮ่องเต้คว้ามัดฟางโยนทิ้งไปคนละทิศละทาง รวบร่างบางไว้แนบกาย
“ลูกแม่ลูกแม่ อย่าๆๆๆอย่าพาพวกเขาไป เอาลูกข้าคืนมา ได้โปรดคืนพวกเขามาฮือๆๆๆๆๆ ได้โปรดคืนพวกเขาให้ข้า….”
หนิงอันสะอื้นอย่างหนักมือไขว่คว้าหามัดฟางสายตาเหม่อลอยแสดงอาการตื่นตกใจและหวาดกลัว มองหามัดฟางที่เฉินหยวนฮ่องเต้โยนทิ้งไป แม้เฉินหยวนฮ่องเต้จะกอดไว้แน่น ไม่ยอมให้นางไปเก็บเอามัดฟางเหล่านั้น
“ฝ่าบาท อย่าทำร้ายพระสนมอีกเลย”
ท่านหมอไป๋เยว่เทียน ส่งเสียงเตือนเบาๆรีบเก็บมัดฟางส่งให้สนมหนิงอัน นางรับมาไว้ในอ้อมแขนเห่กล่อม ด้วยบทเพลงโศกสลด ริมฝีปากเผยรอยยิ้ม รอยยิ้มที่ยังสดใสเหมือนเมื่อครั้งแรกที่เฉินหยวนฮ่องเต้ได้พบนาง เขายังจำมันได้ดี
“ไม่เป็นไรแล้วลูกแม่ พวกเขาทำอะไรพวกเจ้าไม่ได้หรอก…..เสด็จพ่อจะต้องปกป้องเรา”
“พระสนมหนิงอันรับราชโองการรรรรร”
ขันทีข้างกายอัญเชิญราชโองการจากเฉินหยวนฮ่องเต้ยังตำหนักที่ใหญที่สุด ตำหนักที่ดีที่สุด งดงามที่สุด สงบร่มเย็นที่สุดนามว่าตำหนักสวรรค์ประทาน
หนิงอันวิ่งออกมาจากตำหนักที่กว้างใหญ่ ด้วยใบหน้าสดใสรอยยิ้มกว้างประทับบนใบหน้า
เสี่ยวเอิงรีบตรงเข้าพยุงกระซิบเบาๆ
“คุกเข่ารับราชโองการเจ้าค่ะพระสนม”
หนิงอันยิ้มตาหยีทรุดกายลงเงอะงะคุกเข่ารับราชโองการ
ขันทีข้างกายเสี่ยวโอคลี่ราชโองการออกช้าๆ
“ ฮะแฮ่ม เนื่องด้วย สนมหนิงอัน เข้าวังในครั้งแรกฝ่าบาทจึงได้ประทานของกำนัลเป็นทองห้าหมื่นตำลึงทอง กำไลหยกประจำตำแหน่งเฟย และสิ่งของมีค่าควรเมืองตามรายการดังต่อไปนี้”
ขันทีน้อยเสี่ยวโออ่านรายการสิ่งของที่เฉินหยวนฮ่องเต้ทรงมอบให้กับหนิงอัน
ไปเนิ่นนานไม่จบเสียที หนิงอันปิดปากหาวถึงสองครั้ง
ร่างบางอ้อนแอ้นที่ในตอนแรกก็นั่งคุกเข่าด้วยรอยยิ้มตั้งใจฟังรายนามของกำนัลบัดนี้กับเอนไปมา ด้วยเป็นเวลาครึ่งชั่วยามแล้วรายนามสิ่งของที่มอบเป็นของกำนัลยังไม่หมดลงสักที เสี่ยวโอเรียกให้ขันทีอีกคนมาช่วยอ่าน ด้วยขันทีเสี่ยวโอเองก็ไม่ไหวแล้วเช่นกัน
“เสี่ยวเอิง ข้าไม่หว่ายยยยแล้ว”
เอนกายลงพิงไหล่ของเสี่ยวเอิงที่เป็นคนรับใช้ข้างกายก่อนที่จะเข้าวังตามเข้าวังหลวงดูแลคุณหนูเพียงคนเดียวของตระกูลหลี่
“คุณหนูเอ้ยพระสนมเจ้าค่ะ ไม่ได้เจ้าค่ะทนอีกนิดเจ้าค่ะข้าน้อยคิดว่าคงไม่เกินหนึ่งชั่วยามรายการสิ่งของ….น่าจะหมด”
เสี่ยวเอิงก็แน่ใจเหมือนกัน
“ฮึ เจ้าก็พูดได้สิข้าไม่เคยต้องคุกเข่านานขนาดนี้ข้าไม่ไหวแล้วจริงๆ ….รู้สึกเหมือนโดนลงทัณฑ์ให้คุกเข่าอย่างไรชอบกล”ทำหน้าเศร้า
“พระสนมเจ้าขา ทนอีกหน่อยเมื่อเทียบกับความรักความใส่ใจที่ฝ่าบาทมีให้ถือว่ากำไรเจ้าค่ะ” หนิงอันยิ้ม
“ก็นะ เอาล่ะข้าจะทนอีกหน่อย”
พูดจบก็ยืดตัวตรงตั้งใจอย่างที่สุดแต่ทว่า แขนเล็กกลับถูกฉุดให้ลุกขึ้นยืน
“อะ อะ”
เซถลาไม่ทันระวังร่างเล็กเซแซดๆๆๆ ไปชนเข้ากับอกกว้างของเฉินหยวนฮ่องเต้ ดวงตากลมยิ่งกลมเมื่อพบกับร่างสูงสง่าอาภรณ์สีขาวสะอาด มวยผมถูกเกล้าเรียบตึง กว้านทองคำประดับอัญมณีที่สวมอยู่บนศีรษะบ่งบอกฐานะสูงส่งใบหน้าหล่อเหลา
“ ว้าว… ทำไมหล่อจัง”
ร่างสูง เบือนหน้าหนีอดที่จะยิ้มไม่ได้
“ถวายพระพรฝ่าบาท ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี”
เสียงเสี่ยวเอิงเหมือนจะช่วยดึงสติของหนิงอัน
“อะ ถวายพระพรฝ่าบาท”
หนิงอันพูดรัวเร็ว ยิ้มหวานย่อกายลงงดงามแต่ก็ไม่วายโอนเอนไปมา อีกคนรีบรวบเอวบางไว้ รอยยิ้มยังเปื้อนที่ใบหน้า เฉินหยวนเผลอยิ้มตามรอยยิ้มนั้น ยิ้มสวยสดใสนั้นน่าประทับใจยามมองยิ่งนัก
“อะฝ่าบาท เก่งจังเพคะรู้ได้อย่างไรว่าหนิงอันกำลังจะล้ม”
เสี่ยวโอกับเสี่ยวเอิงเหลือบตามองการพบกันครั้งแรกของฝ่าบาทและพระสนมด้วยแววตาเปี่ยมสุข
“เสี่ยวโอ ยกชายามบ่าย ที่ศาลาริมบึง”น้ำเสียงบ่งบอกว่าผ่อนคลาย
“อะฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ รายนามสิ่งของ..เอ่อเอ่อยังอ่านไม่จบพ่ะย่ะค่ะ”
เสี่ยวโอก้มหน้า
เฉินหยวนฮ่องเต้แบมือ
เสี่ยวโอวางรายนามสิ่งของในมือของ เฉินหยานฮ่องเต้
“ข้าอาสา จะอ่านให้สนมหนิงอันฟังด้วยตัวเอง”
เฉินหยวนพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่มีสะดุดราวกับท่องมา เสี่ยวโอก้มหน้าอมยิ้ม
“ ดื่มชายามบ่าย”หนิงอันหันมองเสี่ยวเอิง
“ทำไมรึเจ้าไม่อยากดื่มชากับข้าหรือไร”
หนิงอันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
“ได้เพคะ ในเมื่อก่อนจะเข้าวังก็ถูกเคี่ยวกรำให้ฝึกชงชา มันจะต้องออกมาดีใช่ไหมเสี่ยวเอิง”
หันไปถามเสี่ยวเอิงที่ยิ้มแห้งๆ
“เพคะ พระสนมตั้งใจชงชาเพื่อฝ่าบาทจะต้องออกมาดีแน่”
ดวงตากลมสุกใสแวววาวเหมือนเด็กๆ เมื่อได้รับกำลังใจ
“ไม่ต้อง ข้ายังไม่อยากตาย ไม่อาจเอื้อมดื่มชาของเจ้า ชงชาเป็นหน้าที่ของนางกำนัล เจ้า แค่มานั่งดื่มชากับข้าก็พอแล้ว”
“ตะตะแต่ท่านแม่บอกว่า ข้าเข้าวังจะต้องปรนนิบัติฝ่าบาท เรื่องชงชาเรื่องเล็กน้อย หนิงอันไม่เกี่ยง”ยิ้มแก้มใส
เสี่ยวเอิงก้มหน้าเดินเลี่ยงไปรับอุปกรณ์สำหรับชงชาที่นางกำนัลนำมาชงชาถวายฝ่าบาทและหนิงอัน
“ข้ามีนางกำนัลชงชามากมาย หากต้องการเพียงคนชงชาจะให้เจ้าเข้าวังทำไม” เฉินหยวนฮ่องเต้มองสบตากลมที่ก้มหน้าหลบตาคมที่ทำเอาใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
เอื้อมมือคว้ามือบางให้เข้าไปในศาลานั่งลงก่อนจะตบที่ว่างข้างๆ ให้หนิงอันนั่งลงเสีย
นางกำนังยกชามาวางตรงหน้าทั้งสอง กลิ่นชาหอมหวน
“อึกๆๆ อ่าาาาา สดชื่นที่สุด”
หนิงอันยกชากระดกลงคอรวดเดียว เฉินหยวนฮ่องเต้ส่ายหน้าไปมา
“ต้องดื่มแบบนี้”
เอื้อมมือยกถ้วยชาขึ้นมาจ่อที่ริมฝีปาก ยกมือขึ้นปัดเหนือจอกชาสูดดมกลิ่นหอมของชา เป่าไล่ลมร้อนแล้วจิบชาช้าๆ
หนิงอันยื่นจอกชาให้กับนางกำนัลรินชาใส่จอกตั้งใจทำตามแบบที่เฉินหยวนฮ่องเต้ทำ แต่ก็เงอะงะน่ากลัวจะทำชาหกใส่ตัว
เฉินหยวนฮ่องเต้ลุกขึ้นคุกเข่าอ้อมมาด้านหลังโอบแขนสองข้างรอบร่างบางแนบชิด หนิงอันหันมองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาที่ใกล้เกินกว่าใกล้ใจเต้นตึกตัก เฉินหยวนจับจอกชามือข้างหนึ่งโบกไล่กลิ่นชาตรงหน้าของหนิงอัน
กระซิบข้างหูเบาๆ
ยกจอกชาจ่อที่ริมฝีปาก
หนิงอัน.ใจเต้นรัวจิบชารสขมทว่าหวานเย็นในตอนท้าย
“อืมมมชื่นใจจัง หากจะมีขนมก้อนหวานๆ หรือขนมไหว้พระจันทร์ เสี่ยวเอิง ไปที่ห้องเครื่องนำขนมมากินกันเถอะ”
เสี่ยวเอิงย่อกายแต่ยังไม่กล้าขยับตัวไปที่ห้องเครื่อง
“อยากกินขนมหรือ เจ้ากินหวานมากไปจะอ้วนเอาได้นะ”
เฉินหยวนนั่งลงข้างๆ พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“อ้วนก็ดีข้าจะได้นอนกลิ้งบนแท่นนอนแสนสบายไปไม่ต้องไหน แบบนั้นจึงจะเหมือนที่เขาพูดว่าเข้ามาอยู่ในวังหลวงจึงจะสบาย”
“หืม เช่นนั้นข้ากลัวว่าจะกอดเจ้าไม่มิดเอาได้ เจ้าไม่อ้วนจะดีมาก ถึงไม่อ้วนเจ้าก็ ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นนั่งสบายในวังหลวง..นอนนิ่งๆ บนแท่นนอนให้ข้าได้กอดเจ้าแน่นๆ เหมือนคนที่ว่าง่ายได้ก็ได้นี่”
หนิงอัน แก้มแดงระเรื่อด้วยพอจะเข้าใจความหมายเหล่านี้อยู่บ้าง เฉินหยวนฮ่องเต้เชยคางมนให้สบตาเขาหนิงอันสบตาที่สื่อความหมายภายใน
“แต่ หนิงอันอยากจะดื่มชานี่ กับขนม”
น้ำเสียงออดอ้อน เฉินหยวนฮ่องเต้อมยิ้ม
“เสี่ยวโอ ไปที่ห้องเครื่องให้คนคัดสรรขนมที่หวานน้อย ทว่ารสดีมาให้พระสนมมากหน่อย”
เสี่ยวโอประสานมือรีบวิ่งไปยังห้องเครื่องในทันที
“ไม่ต้องเยอะเพคะ แค่นิดหน่อยก็พอ ไม่อย่างนั้นฝ่าบาทจะกอดไม่มิด”
“เอามามากหน่อย เพราะค่ำนี้เจ้าจะได้นั่งกินขนมพร้อมกับให้ข้าอ่านรายนามของกำนัลเหล่านี้ ที่บนแท่นนอน”หนิงอัน ก้มหน้าไม่กล้าสบตา
ตำหนักพระพันปี
“สุ่ยเอ่อ ถึงเวลาที่ต้องลุกขึ้นมาจัดการเรื่องต่างๆ ได้เสียที เจ้าเป็นหลานของไทเฮา ฝ่าบาทไม่โปรดปรานก็ต้องโปรดปรานด้วยเกรงใจข้าแต่ดูเจ้ารึวันๆ เอาแต่งอนฝ่าบาทอยู่ที่นี่ เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นฮองเฮาแล้วหรือถึงได้โอหังเพียงนี้ฮ่องเต้พาสนมคนใหม่เข้าวังเจ้ายิ่งต้องพยายามจะมาทำเจ้าแง่แม่งอนเจ้าคิดว่าฮ่องเต้มีเจ้าคนเดียวหรือไร”
ไทเฮาวัยกลางคนที่ยังดูสวยสะคราญ เอ่ยปากช้าๆ ควบคุมกิริยาให้งดงามเสมอ
“ไทเฮา ท่านน้า ท่านไม่เข้าใจข้าหรือฝ่าบาทหลงใหลนางตั้งแต่นางยังไม่เข้าวังด้วยซ้ำไป ไม่บังคับให้ถวายตัว ไม่บังคับให้เข้าวัง รอให้นางสมัครใจด้วยตัวเอง วันนี้คนของข้ายังบอกอีกว่าฝ่าบาทประทานของกำนัลห้าหมื่นชิ้นที่ล้วนเป็นแต่ของดีดี ท่านน้าท่านจะให้ข้ายิ้มแย้มแสดงความยินดีกับนางหรือไร”
“นั่นยิ่งสมควรทำเจ้าใจกว้างกับนางฮ่องเต้จึงจะพอใจ”
“ไม่ท่านน้า ข้ามีวิธีของข้านางกับข้าล้วนไม่อาจญาติดี มีข้าจึงไม่มีนาง ฝ่าบาทเปิดตำหนักสวรรค์ประทานให้กับนางทั้งที่นางมาทีหลัง ข้าเป็นถึงพระญาติไทเฮา เข้าวังก่อนเฟยคนอื่นฝ่าบาทกลับให้ข้าเจียมตัวอย่างนั้นหรือ”
“เพราะเฟยไม่ได้มีคนเดียว เจ้าอยากอยู่แค่ตำแหน่งเฟยหรืออยากเป็นฮองเฮากันเล่า หากอยากเป็นฮองเฮาจงเปลี่ยนตัวเองเสียใหม่ฮ่องเต้ไม่ชอบคนบงการและไม่ชอบคนที่ ไร้เหตุผล”
หวังสุ่ยเอ่อจิกเล็บลงบนฝ่ามือจนรู้สึกเจ็บ
ตำหนักสวรรค์ประทาน
“น้องหญิง ข้าสนมถานอิงจื่อแวะมาแสดงความยินดีกับเจ้า”
ร่างอ้อนแอ้นมาพร้อมกับกิริยาอ่อนหวาน อีกทั้งใบหน้าหวานอมเศร้าของอิงจื่อทำเอาหนิงอันรีบลุกจากโต๊ะเดินหมากที่กำลังเดินหมากกับเสี่ยงเอิงแก้เหงา
รับเอา ผลไม้เชื่อมมาไว้กับมือ
“ยินดี เราสองคนก็เป็นสนมระดับเดียวกันท่านไม่ต้องมากพิธีน่าฮ่าาา”
“เจ้าเป็นที่โปรดปรานเพียงนี้ใครบ้างจะไม่รู้ ผู้คนในวังหลวงต่างเกรงใจเจ้า ฝ่าบาทโปรดปรานเจ้า …จนหลายคนอิจฉาพวกเราทั้งสามเข้าวังในวันแรกก็ต้องถวายตัว แต่เจ้าฝ่าบาทกลับไม่บีบบังคับเจ้าซ้ำยังเอาใจเจ้าราวกับคนรักของฝ่าบาท”
“พี่สาวท่านพูดเกินไปแล้ว ฝ่าบาทอาจเห็นว่าข้ายังเด็กหรือเปล่า ความจริง ..ข้าก็พร้อมที่จะถวายตัวเพราะทำใจไว้แล้วเข้าวังก็ต้องถวายตัวปรนนิบัติฝ่าบาท….บนแท่นนอน”ยิ้มเอียงอาย
อิงจื่อยิ้มเศร้าๆ
“ทุกคนล้วนต้องถวายตัวจริงดังเจ้าว่า แต่ข้าตั้งแต่ถวายตัวฝ่าบาทยังไม่เคยเรียกหาข้าอีกเลย จริงสิข้าเย็บถุงหอมและเลือกกลิ่นหอมด้วยตัวเองอาศัยสอบถามนางกำนัลและขันทีเรื่องกลิ่นหอมที่ฝ่าบาทโปรดปราน รอว่าสักวันฝ่าบาทจะเรียกหาข้าแต่จนป่านนี้ผ่านไปสามเดือนกับยี่สิบสี่วันแล้วฝ่าบาทไม่เคยเรียกข้าเข้าไปปรนนิบัติ ข้าจึงอยากจะฝากถุงหอมนี้ไว้กับเจ้า หากเจ้าจะแค่เพียงมอบมันให้กับฝ่าบาทแล้วบอกว่าเป็นของข้า จะได้ไหม”
มอบถุงหอมที่เย็บด้วยความประณีตกลิ่นหอมอ่อนๆ โชยออกมา
“โอ้โห้สวยจัง การปักละเอียดสวยงามพี่สาวเก่งจัง”
อิงจื่อยิ้มเศร้าๆ
“สวยแล้วอย่างไรสวยแล้วรอคนมาเชยชม หวังเพียงเจ้าส่งให้ถึงมือฝ่าบาทแทนข้าจะได้ไหมน้องหญิง เจ้ามีโอกาสดีกว่าข้า ฝ่าบาทแวะเวียนวันละสองสามครั้ง ไม่เหมือนข้าที่รอฝ่าบาทมาแรมเดือนก็ไม่เคยได้พบหน้า ข้าแม้จะเป็นสนมที่ขอยัดเยียดตัวเองเข้ามาในวังหลวง แต่ในใจข้าก็มีฝ่าบาทเพียงคนเดียวรอคอยฝ่าบาทเพียงคนเดียว”
หนิงอันกลืนน้ำลายลงคอช้าๆ สงสารอิงจื่อจับใจ
อิงจื่อจากไปแล้วเสี่ยวเองเดินมายืนตรงหน้าหนิงอัน
“พระสนม ถุงหอมนั่นเอามันไปซ่อนไว้เสีย”
หนิงอันเคี้ยวขนมในมือแล้วเลิกคิ้วสูง
“ทำไมกัน”
“พระสนม ข้ากับพระสนมและท่านหมอไป๋เยว่เทียนเราเติบโตมาด้วยกันหากท่านหมอหวังดีกับคุณหนูที่สุด เสี่ยวเอิงก็หวังดีกับคุณหนูเท่าๆ กับท่านหมอ เช่นนั้นถุงหอมนั่นมอบให้เสี่ยวเอิงนำมันไปซ่อนไม่อย่างนั้นก็เอาไปคืนพระสนมหวังเสีย บอกกับนางว่าเรื่องที่นางไหว้วานพระสนมไม่อาจตัดใจทำให้นางได้”
“ไม่ได้นะนางน่าสงสาร แต่ข้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี พวกเจ้าสองคนหวังดีแล้วเกี่ยวอะไรกับถุงหอมเล่า”
“พระสนมฝ่าบาทโปรดปรานถือว่าเป็นโชคและเป็นโชคใหญ่ไม่มีใครแบ่งปันโชคใหญ่ของตัวเองให้คนอื่นหรอกเจ้าค่ะ ถึงพระสนมหวังจะน่าสงสารแต่ พระสนมในวังหลวงแห่งนี้ไม่มีใครใจดีกับใครหรอกเจ้าค่ะ พระสนมตัวคนเดียวอย่าหวังว่าจะไว้ใจคนอื่นได้”หนิงอันยิ้มตาหยี
“ไม่ได้ตัวคนเดียวมีเจ้าอย่างไรเล่าเสี่ยวเอิง อ๋อแล้วก็ฝ่าบาทด้วยแค่นี้…ข้าก็ดีใจแล้ว”ยิ้มสดใส
“แค่ไหนกัน แค่สองคนหรือ ลืมข้าไป๋เยว่เทียนได้อย่างไรกัน”
ร่างสูงที่สวมแว่นตาขาเดียวคล้องสายสร้อยทองคำรับกับใบหน้าขาวสะอาดท่าทีองอาจแต่สูงไปหน่อย เดินเข้ามาพร้อมกับหลวมยาในมือ
“ว้า สิ่งที่ไม่อยากเจอที่สุดกำลังมาแล้ว”
หนิงอันบ่นงึมงำ เสี่ยวเอิงหัวเราะเบาๆ ไป๋เยว่เทียนอมยิ้ม
“ท่านหมอรีบมาพระสนมคิดถึงแย่แล้วเจ้าค่ะ”
เสี่ยวเอิงพูดยกจานขนมหลบไปให้ไป๋เยว่เทียนได้ตรวจร่างกายหนิงอัน หลวมยาถูกวางลงข้างๆ คนมาใหม่ขยับแว่นตาใสมองลอดแว่นตาดวงตาอบอุ่นห่วงใย
“ได้เวลาตรวจร่างกายแล้วพ่ะย่ะค่ะพระสนม เข้าวังมาตั้งแต่เมื่อวานเยว่เทียนไม่ได้มาตรวจอาการป่วย เพราะเห็นว่าพระสนมจะต้องพบหน้าฝ่าบาทเสียก่อนวันนี้ได้โอกาสจึงรีบมา”
“รีบมาหรือ นี่ใกล้จะค่ำแล้วนะ”
“ทันเวลาอาหารเย็นพอดี กินข้าวแล้วก็กินยา”
“เฮ้อข้าเบื่อกินยา เมื่อไรจะได้เลิกกินเสียที”
“จนกว่า…จะดีขึ้นขอรับ ตอนนี้ก็ต้องดูแลกันไปก่อนรอจนกว่าจะมียารักษา ท่านพ่อของพระสนมขอประทานอนุญาตให้เย่วเทียนเข้ามาในวังหลวงในตำแหน่งผู้ช่วยหมอหลวงเผื่อว่าจะได้ดูแลพระสนมได้ใกล้ชิด”
“ข้าก็แค่เป็นหวัดบ่อยๆ ก็เท่านั้น อย่างอื่นไม่มีอะไรน่าห่วงเสียหน่อย”หนิงอันงอแง
“นั่นก็ไม่ควรประมาทท่านพ่อกับท่านแม่ของพระสนมห่วงพระสนมมากจริงๆ ฉะนั้นอย่าดื้อให้ตรวจร่างกายแล้วก็ ….วันนี้ตั้งใจมาตรวจว่าพร้อมจะตั้งครรภ์ได้ทันทีเลยไหม”
“หะ ต้องตรวจอะไรแบบนั้นด้วยหรือ ข้าจะต้องตั้งครรภ์แล้วหรือ บรื้อน่ากลัวจังนี่พวกท่านจะให้ข้าตั้งครรภ์เลยหรือไรข้าเพิ่งเข้าวังนะ”
ไป๋เยว่เทียนยิ้ม เสี่ยวเอิงกลั้นขำ
“หืม ตรวจคร่าวๆ พ่ะย่ะค่ะ แค่สอบถามเรื่องทั่วไปแล้วก็ดูสีหน้า ซึ่งตอนนี้ก็แช่มชื่นดีก็คงจะพร้อมอย่างไม่ต้องสงสัย”
“แต่ข้ายังไม่อยากตั้งครรภ์นี่”
พูดอ้อมแอ้มแก้มแดงแปร๊ด ไป๋เยว่เทียนส่ายหน้าไปมา
“ใครๆ ที่เขาถวายตัวก็อยากจะตั้งครรภ์กับฝ่าบาท แต่เท่าที่รู้ว่าฝ่าบาทเองต่างหากที่ไม่เปิดโอกาสให้กับเหล่าสนม หากว่าพระสนมคนดื้อคนนี้มีโอกาสก็ควรจะรีบคว้าไว้”หนิงอันนิ่งฟัง
“ด้วยความหวังดีเจ้าค่ะ”
เสี่ยวเอิงแทรกขึ้นดังๆ ไป๋เยว่เทียนยิ้ม พยักหน้าขึ้นลงสนับสนุนคำพูดของเสี่ยวเอิง
หนิงอันทำหน้าเง้า
“ว่าแต่ถ้าจะตั้งครรภ์จะต้องทำอย่างไร”
ไป๋เยว่เทียนกับเสี่ยวเอิงหัวเราะเสียงดังลั่นตำหนักสวรรค์ประทาน
“พี่หญิงหากไม่ใช่ท่านแล้วจะใครที่สมควรจะสั่งสอนนางให้รู้จักที่ต่ำที่สูงท่านเป็นถึงพระญาติของไทเฮา”
ฟางจิวยี่สนมอันดับสองต่อจากกู้สุ่ยเอ่อพูดขึ้นด้วยท่าทีนอบน้อม
“เจ้าเอาแต่ยุยงข้าแล้วอิงจื่อคนนั้นเล่านางทำอะไรอยู่”
จิวยี่เแค่นยิ้ม
“นางนะหรือวันๆ เอาแต่เย็บถุงหอม อยู่ในตำหนักวันก่อนนางอุตส่าห์ย้ายก้นนางไปที่ตำหนักสวรรค์ประทานไปยินดีกับสนมคนใหม่หลี่หนิงอัน เหอะนางคงหวังพึ่งบารมีสนมหลี่หารู้ไม่ว่าคนที่ควรจะฝากชีวิตไว้คือพี่หญิงกู้สุ่ยเอ่อ”
สุ่ยเอ่อยิ้มมุมปาก
“ไปที่ตำหนักสวรรค์ประทานกับข้า เราไปยินดีกับสนมหลี่ด้วยกันดีไหม”
จิวยี่หน้าถอดสี
แค่ยุยงไม่อยากไปที่นั่นเพราะเกรงว่าหากฝ่าบาทรู้ว่าพวกนางไประรานสนมคนโปรดจะต้องถูกลงทัณฑ์ หลายวันมานี้ข่าวลือหนาหูบ้างก็ว่าฝ่าบาทเอาใจนางราวกับคนรัก บ้างก็ว่าก่อนนั้นฝ่าบาท มีรักแรกพบคือ..สนมหลี่
“เอ่อ เอ่อข้าว่าข้าไม่อยากไปที่นั่น”
“เฮอะ เจ้ามันก็แค่สุนัขที่มีไว้เพื่อช่วยตรวจตราหาได้ช่วยขบกัดขโมยอย่างที่ตั้งใจ (ดีแต่เห่า) ”
สนมจิวยี่กัดฟันแน่น นางน่าจะโกรธแต่ทว่า
“แหมพี่หญิงท่านก็รู้บิดาข้าก็แค่ขุนนางต่ำต้อย หากเกิดอะไรขึ้นกระทบกับบิดาข้าขึ้นมา ข้าก็แย่ ไม่เหมือนพี่หญิงที่มีไทเฮาหนุนหลังจะคิดอ่านเรื่องไหนก็ยังมีคนคอยเกรงใจช่วยเหลือ”
สุยเอ่อยิ้มหยัน
“ข้ารับรองว่าไม่ให้เจ้าเดือดร้อนในเมื่อไปกับข้าหากเกิดอะไรขึ้นข้ารับไว้คนเดียว”
จิวยี่ซ่อนยิ้ม วังหลังแห่งนี้การเป็นที่โปรดปรานนับว่าเป็นโอกาส สนมสุยเอ่อก่อนหน้านั้นมีแต่คนคอยเอาใจนางเพราะเป็นพระญาติของไทเฮา ฝ่าบาทอย่างไรเสียก็ไม่กล้าทอดทิ้งนางไม่วันไหนก็วันหนึ่งในเจ็ดวัน จะต้องแวะเวียนที่นี่เสียให้ได้วันหนึ่ง ต่างกับจิวยี่และอิงจื่อที่แรมเดือนก็ยังไม่พบหน้าฝ่าบาทเพียงแต่นั่งเฝ้าตำหนักกลัวว่ามันจะหายกระนั้น
สนมสุยเอ่อเดินออกจากตำหนัก จิวยี่สาวเท้าตามไปติดๆ
ตำหนักฟ้าประทาน
หนิงอันนอนบนแท่นนอน เสี่ยวเอิงเคี่ยวยากลิ่นหอมไปทั่วตำหนัก เฉินหยวนฮ่องเต้นั่งลงข้างๆ แท่นนอน
“ตามหมอหลวงหรือยัง”เสี่ยวโอหันหน้าหันหลัง
“พ่ะย่ะค่ะข้าน้อยสั่งให้คนไปตามท่านหมอแล้ว อีกประเดี๋ยวก็คงจะมาถึง”
เฉินหยวนฮ่องเต้เอื้อมมืออังที่หน้าผาก หนิงอันส่ายหน้าไปมา
“ทำไมให้ข้า ได้วัดไข้ให้เจ้า”
หนิงอัน ฝืนยิ้มสดใส
“หนิงอันไม่ได้เป็นอะไรเสียหน่อยปกติก็แค่ฮัดชิ้ว….เป็นหวัด”
เสี่ยวโอเดินถอยออกไปยืนรอด้านหน้าห้องบรรทม
“เจ้ามีไข้”
เอื้อมมือแตะที่หน้าผากอีกครั้งหนิงอันยกมือขึ้นกำมือเฉินหยวนไว้แน่นแล้วเอาไปแนบที่แก้มแทนใบหน้าออดอ้อนนั้นทำเอาเฉินหยวนใจอ่อน ลูบไล้แก้มนวลเบาๆ
“เป็นอะไรไป ให้ข้าดูว่าเจ้า ดีหรือแย่แค่ไหน”
น้ำเสียงอ่อนโยนยิ้งนัก
“หนิงอันไม่ชอบให้คนเอามือแตะหน้าผาก มันเหมือนกับจะบอกว่าข้าป่วยต้องพักแล้วนะ หนิงอันไม่อยากป่วย”
เฉินหยวนยิ้ม โน้มกายลงใช้ริมฝีปากเย็นเฉียบแตะที่หน้าผากนิ่งอยู่แบบนั้นหนิงอันใจเต้นตึกตัก
“พอแล้วเพคะ”
เฉินหยวนยิ้มดวงตาพร่างพราว
“อืมมมร้อนนิดหน่อยกินยาแล้วก็คงหาย วันนี้ข้าไม่ออกว่าราชการคอยอยู่เป็นเพื่อนเจ้าดีไหม”
หนิงอันยิ้มร่าเริงจนเห็นได้ชัด
“ดีจัง เบื่อเดินหมากกับเสี่ยวเอิงแล้ว ท่านพี่หมอไป๋ก็แวะมาเดี๋ยวๆ ก็กลับ สนมอิงจื่อก็เดินหมากไม่เก่งแพ้ข้าตลอด เพราะฉะนั้นวันนี้ฝ่าบาทจะต้องมาประลองฝีมือกับหนิงอัน จริงด้วยสนมหนิงอันฝากถุงหอมให้มอบให้กับฝ่าบาท หนิงอันลืมเสียสนิทนางเย็บด้วยมือนางเอง”
เฉินหยวนฮ่องเต้ทำเป็นไม่ได้ยินเสีย ไม่ใส่ใจอะไรทั้งนั้นนอกจากหนิงอันที่อยู่ตรงหน้าเขา นางคือรอยยิ้มของเขา
“มีเดิมพันหรือไม่”
สนใจเรื่องเดินหมากกับหนิงอันมากกว่าถุงหอมของสนมอิงจือ
“เดิมพันหรือปกติก็แค่เงินเล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าเล่นไพ่ได้เสียกันเยอะหน่อยหนิงอันกำลังตีสนิทกับเหล่านางกำนัลชวนพวกนางมีเล่นไพ่กัน อุ้ย…ฝ่าบาทคงไม่ใจแคบใช่ไหมเวลาว่างข้าจึงชวนพวกนาง ไม่ได้สุมหัวกันเล่นไพ่เวลางานหรอกนะ…เพคะ”ยิ้มแห้งๆ
เฉินหยวนฮ่องเต้เลิกคิ้วสูงใบหน้าอ่อนโยนผ่อนคลายไม่ได้เคร่งเครียดเหมือนยามประชุมเหล่าขุนนาง
“ข้าถามว่ามีเดิมพันไหม ถ้าเจ้าเดินหมากแพ้จะให้อะไรข้า”
หนิงอันยิ้มสดใสยิ้มที่เฉินหยวนไม่อาจละสายตาได้
“ปกติแล้ว ถ้าหนิงอันแพ้เสี่ยวเอิงจะต้อง….ยอมลงให้เสี่ยวเอิงวันหนึ่ง”
“ยอมลง…ให้นาง หมายความว่าอย่างไร เจ้าเป็นพระสนมเป็นคุณหนูบ้านหลี่”
“ไม่ไม่ ไม่เสี่ยวเอิงกับหนิงอันเราเติบโตมาด้วยกันรวมทั้งท่านพี่หมอไป๋ด้วย เรื่องเล็กน้อยเสี่ยวเอิงนางก็ไม่ได้ใช้เอ๊ยหนิงอันหมายถึงไม่ได้บงการ จะใช้คำไหนดีนางไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าที่ตกลงกัน”
เฉินหยวนฮ่องเต้พยักหน้าขึ้นลง
“เจ้าเป็นสนมของข้า คนที่ทำอะไรแบบนี้ได้มีแค่เสี่ยวเอิงคนเดียวเท่านั้นจำไว้ถือว่านางเป็นดั่งพี่น้องกับเจ้า นางกำนัลในวังหลวงล้วนต่ำกว่าเจ้าแม้เจ้าจะดีกับพวกนางนั่งร่วมวงเล่นไพ่กับพวกนางได้ แต่อยากให้รู้ว่าเจ้าสูงส่งกว่าพวกนาง”
“เพคะหนิงอันจะจำใส่ใจฝ่าบาทไม่ต้องกังวล”
“เอาหล่ะคราวนี้ข้ากำลังคิดว่า หากข้าชนะเดิมพันเจ้าข้าจะ ขอให้เจ้ายอมลงให้ข้าเหมือนที่เคยเดิมพันกับเสี่ยวเอิงดีไหม”
พูดไปยิ้มไป หนิงอันยิ้มสดใสเช่นกัน
“เพคะ หากชนะฝ่าบาทก็ต้องยอมลงให้หนิงอันเช่นกัน”
ชักหวั่นๆ ว่าหนิงอันจะชนะเขาได้เสียกระมั่ง
“ท่านหมอไป๋มาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เสี่ยวโอเดินเข้ามาก้มหน้า
“เชิญท่านหมอเข้ามา”
ไป๋เยว่เทียนเดินเข้ามาพร้อมกับหลวมยา
“ถวายพระพรฝ่าบาท พระสนมหนิงอัน”
ประสานมือนอบน้อม สายตาที่มองไปยังหนิงอันอ่อนโยนจนเฉินหยวนสัมผัสได้
ขยับกายตั้งใจจะจับชีพจร เฉินหยวนในฮ่องเต้ขึ้นไปนั่งบนแท่นนอน ดึงตัวหนิงอันให้พิงอกกว้าง ให้หมอไป๋ได้ตรวจดูอาการป่วย
“สนมสุ่ยเอ่อ สนมจิวยี่ สนมอิงจื่อ เสด็จจจจ”เสี่ยวโอขานดังๆ
เฉินหยวนฮ่องเต้ กระชับอ้อมกอดแนบแน่นจนหนิงอันรู้สึกอึดอัด
“สุยเอ่อถวายพระพรฝ่าบาท จิวยี่ถวายพระพรฝ่าบาท อิงจื่อถวายพระพรฝ่าบาท”ย่อกายลงพร้อมกัน อิงจื่อยังมาพร้อมกับใบหน้าเศร้าสร้อย จิวยี่ที่มองภาพเฉินหยวนฮ่องเต้กอดประคองหนิงอันด้วยสายตาริษยา ไม่ต่างจากสุ่ยเอ่อแต่ทว่าสุ่ยเอ่อนางเจ็บแค้นในใจไม่น้อยด้วยนางไม่เคยเจียมตัวถูกเลี้ยงดูมาว่าสูงส่งเกินใคร
“ออกไปรอด้านนอก ท่านหมอกำลังตรวจดูอาการป่วยของสนมหนิงอัน”
น้ำเสียงเรียบเฉยทว่าเฉียบขาดของเฉินหยวนฮ่องเต้ที่คนฟังรู้สึกได้
“ฝ่าบาทสุยเอ่อแวะมายินดีกับสนมหนิงอัน”
“นางป่วยเจ้ามายินดีเรื่องอะไรกัน”
เสียงเข้มมีแววตำหนิ สุ่ยเอ่อหน้าเสีย
“เอ่อ พี่หญิงไม่ได้หมายความอย่างนั้นหรอกเพคะ พี่หญิงคงไม่รู้ว่าน้องหญิงหนิงอันกำลังป่วยคงแค่แวะมายินดีที่ได้เข้าวัง”
จิวยี่รีบแก้ตัวแทน และอยากมีตัวตนขึ้นมาในตอนนั้น หากจะเห็นว่าสายตาของเฉินหยวนมองจิวยี่และสนมทั้งสองราวกับอากาศธาตุ
“พวกเจ้าพร้อมใจกันมาขนาดนี้ ทำให้สนมหนิงอันไม่ได้พักผ่อน”
สุ่ยเอ่อยิ้มมุมปาก
สุ่ยเอ่อกับฝ่าบาทเป็นศัตรูกันหรือไร ฝ่าบาทจึงทำเหมือนว่าสุ่ยเอ่อมารบกวนหนิงอัน สุ่ยเอ่อเองก็มิได้อยากจะอ่อนข้อให้ใคร
หมอไป๋จับชีพจรที่เต้นตึกตัก ตีรวนของหนิงอัน เหงื่อผุดเต็มใบหน้าเพราะเฉินหยวนกอดไว้ต่อหน้าคนหมู่มากเสียแน่น
“ฝ่าบาท อิงจื่อแวะมาประจำในทุกวันเพื่อเป็นเพื่อนคุยกับน้องหญิงหนิงอัน พอได้เวลาที่ฝ่าบาทจะมาอิงจื่อจึงกลับ วันนี้ก็เช่นกัน …น้องหญิงฝ่าบาทอยู่นี่แล้ว เจ้าคงไม่เหงาแล้ว ข้ากลับตำหนักก่อนไว้พรุ่งนี้เจ้าเหงาๆ จึงจะมาเป็นเพื่อนคุยกับเจ้าเช่นเดิม”
น้ำเสียงเศร้าสร้อยอ่อนหวานเหมือนเช่นทุกครั้ง อิงจื่อย่อกายจากไปง่ายดาย
สนมอีกสองคนก็ย่อกายเดินออกจากห้อง เฉินหยวนคลายอ้อมกอดออกเหลือเพียงการกอดแบบหลวมๆ เอ่ยปากถามหมอไป๋
“อาการป่วยของนางเป็นอย่างไรบ้าง”หมอไป๋ยิ้มบางๆ
“ทูลฝ่าบาทพระสนมต้องไอเย็น ตำหนักสวรรค์ประทานลมผ่านเข้าออกปลอดโปร่งดี ข้าน้อยจึงเห็นว่าควรจะจัดห้องบรรทมให้มิดชิดอบอุ่นกว่าที่อื่น เพราะพระสนมเวลาที่หลับไปแล้วมักจะถีบผ้าห่มออกเสมอ”
เฉินหยานฮ่องเต้พยักหน้าขึ้นลง
“เสี่ยวโอรับบัญชาข้า ให้คนมาสร้างเตาพิงด้านในเพื่อยามที่อากาศหนาว”หนิงอันยิ้มสดใส
“ดีจังต่อไปไม่ต้องห่มผ้าแล้ว”
“ไม่ได้นะขอรับพระสนม ยามอยู่ที่บ้านหลี่ก็ไม่ห่มผ้าเช่นนั้นจะต้องกินยาบ่อยๆ และยังต้องป่วยไข้ อีกอย่างพระสนมกินยายากหากป่วยไข้ก็ต้องกินยาไปตลอด ต่อไปข้าน้อยจะกำชับเสี่ยวเอิงให้คอยห่มผ้าให้พระสนม”
“ไม่ต้องต่อไปข้าจะดูแลนางเอง ท่านหมอวางใจเถิดข้าจะมานอนที่นี่จนกว่านางจะยอมห่มผ้าเสียที”ไป๋เยว่เทียนยิ้ม
ทุกอย่างเหมือนจะดูราบรื่นดี แต่นั่นเท่ากับดาบสองคม ฝ่าบาทยิ่งโปรดปรานยิ่งเท่ากับผูกเชือกเตรียมไว้สำหรับแขนคอตัวเองวังหลวงแห่งนี้มีสิ่งใดแน่นอนก้าวพลาดเท่ากับจบชีวิต
หนิงอันยังคงยิ้มสว่างสดใสเช่นเดิม
“เราเข้าไม่ถึงตัวนางด้วยซ้ำฝ่าบาทดูแลนาง ..ราวกับกลัวว่าพวกเราจะขย้ำนาง”
“แล้วเราจะต้องทำอย่างไร พี่หญิงยอมไม่ได้นะเจ้าค่ะฝ่าบาทเปลี่ยนไปเพียงนั้นข้าเดิมก็ไม่ได้คิดอะไรอยู่แล้ว แต่ท่านนะสิเมื่อวานก่อนข้าเห็นเหล่านางกำนัลต่างนินทาว่าท่านกำลังจะเป็นช่วงขาลง”
“ใครพูดข้าจะตัดลิ้นมันเสีย”จิวยี่ลอบยิ้ม
“ใครบ้างจะไม่พูดหลายวันมานี้ทุกคนล้วนพูดถึงสนมหลี่ แล้วยังพาดพิงถึงพี่หญิงทั้งนั้นท่านทำใจเย็นหน่อยรอให้นางอับโชค ฝ่าบาทเบื่อนางแล้วเราจึงค่อยทำคะแนนดีไหม” สุ่ยเอ่อเม้มริมฝีปาก
“ฝ่าบาทไม่ยอมให้พวกเราตั้งครรภ์ แล้วจะยอมให้นางตั้งครรภ์หรือไม่นั่นไม่มีใครรู้ใต้เท้าหลี่บิดาของสนมหลี่เป็นขุนนางตงฉินฝ่าบาทเองยังใม่กล้าว่ากล่าวด้วยทำดีไม่มีที่ติ เจ้ากลัวไหมว่านางจะตั้งครรภ์”จิวยี่หน้าเสีย
“เช่นนั้นนางก็รุดหน้าไปกว่าพวกเรานะสิ หาทางเล่นงานนางดีไหม”
“เจ้านั่นแหละที่ควรจะหาทางจัดการนาง แล้วข้าจะคอยแก้ต่างให้เจ้าเอง”
จิวยี่ยิ้มแห้งๆ เพียงสติปัญหาของจิวยี่จะทำอะไรได้ สนมอิงจื่อก็อีกคนวันๆ ไม่ทุกข์ร้อนสิ่งใด จิวยี่ถอนหายใจยาว
“คงต้องหาช่องทางใช่ไหม”
“ใช่ ข้าเองก็รอโอกาสที่จะกำจัดนางเช่นกัน”
ตำหนักพระพันปี
“เฉินหยวนฮ่องเต้โปรดปรานสนมหลี่เกินกว่าสนมคนไหน ข้าพูดเรื่องนี้กับเฉินหยวนฮ่องเต้ทว่ากลับเฉยชา หึไม่เห็นหัวข้าอย่างนั้นหรือให้ข้าเป็นไทเฮาแต่ไม่เชื่อฟังข้า สนมสุ่ยเอ่อก็ไร้ความสามารถทุกวันนี้ฝ่าบาทไม่เคยเรียกหานาง ข้าเห็นจะต้องลงแรงด้วยตัวเองตระกูลกู้ของเราเป็นฮองเฮาและไทเฮามาช้านาน จะมายอมง่ายดายให้กับสนมไร้ชื่อเช่นนั้นหรือ”
นางกำนัลข้างกายย่อกายลงช้าๆ
“มีวิธีตั้งมากมายกำจัดสนมเล็กๆ ปลายแถวเช่นสนมหลี่หากแต่จะใช้วิธีไหนที่ฝ่าบาทไม่อาจคาดเดาหรือสาวมาถึงตัวได้”
“เช่นนั้นจึงต้องเป็นเจ้า”
“ไทเฮาวางใจหม่อมฉันจะจัดการเรื่องนี้ให้แนบเนียนที่สุด”
ตำหนักกุ้ยฮวา
“พระสนม พระสนมสบายดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
ร่างสูงเร้นกายเข้ามาในอาภรณ์ขันทีประสานมือตรงหน้าอิงจื่อน้ำเสียงแสดงความตื่นเต้นดีใจที่ได้พบหน้า
“สบายหรือไม่ ใครให้เจ้าบังอาจถามที่ผ่านมาท่านหายไปไหนมาทิ้งข้าเพียงลำพังในวังหลวงแห่งนี้”
น้ำเสียงตัดพ้อจริงจัง
“พระสนม โจต้าเหมิงไม่เคยโดดเดี่ยวพระสนมที่หายไปเพราะกำลังหาทางเข้ามาในวังหลวงเพื่อรับใช้ใกล้ชิด”
“ดีพูดแบบนี้ ดีมาก อยากช่วยข้าก็ช่วยให้ฝ่าบาทหันมาเหลียวแลข้าบ้าง ท่านทำได้ไหม ท่านรู้ไหมข้าอยู่ที่นี่ต้องทนทุกข์ทรมานและเจ็บปวดเพียงใดทุกวันข้านั่งมองประตูทางเข้าตำหนักว่าเมื่อไหร่ฝ่าบาทจะมา คอยมองว่าเมื่อไหร่ขันทีจะนำป้ายชื่อมายื่นให้ข้า รอว่าเมื่อไหร่จะได้ร่วมเสวยกับฝ่าบาท รอ รอ เฝ้ารอ สุดท้ายก็ได้แค่…รอ”
โจต้าเหมิงถอนหายใจยาว
สามเดือนต่อมา
“ตั้งครรภ์อย่างนั้นหรือ หนิงอันนางตั้งครรภ์อย่างนั้นหรือเป็นเรื่องดีเป็นเรื่องดีจริงๆ”
วางฎีกาลงโบกมือไล่ขุนนางให้กลับออกไปจนหมด
ไป๋เยว่เทียนยิ้มกว้างประสานมือตรงหน้าเฉินหยวนฮ่องเต้
“พ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้พระสนมตั้งครรภ์ได้สองเดือนแล้วไม่มีอาการแพ้ท้องหากแต่ มีอาการ อยากกินอาหารรสหวานรสเปรี้ยวเพิ่มขึ้น”
“ส่งข่าวยังบ้านหลี่ เสี่ยวโอมอบของกำนัลมีค่าควรเมืองแก่พระสนมหนิงอัน เพื่อรับขวัญนางที่อุตส่าห์ตั้งครรภ์ให้ข้าจัดงานเฉลิมฉลองเจ็ดวันเจ็ดคืน งดจัดเก็บภาษีจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ผู้คนสรรเสริญพระสนมหลี่หนิงอัน”
“น้อมบัญชาฝ่าบาท”
เสี่ยวโอยิ้มระรื่นดีใจกับเฉินหยวนฮ่องเต้อย่างที่สุด
“ท่านหมอครรภ์ของหนิงอันแข็งแรงดีใช่ไหม”
“แข็งแรงดีพ่ะย่ะค่ะน่าแปลกมากพระสนมไม่มีอาการแพ้ท้องหรืออ่อนเพลียแต่เมื่อข้าน้อยจับชีพจรเมื่อเช้าแล้วนำเรื่องที่พบเจอไปปรึกษาอาจารย์ (หมอหลวง) อาจารย์ก็ให้กระหม่อมมาทูลเรื่องน่ายินดีนี้กับฝ่าบาท”
“ต่อไปท่านหมอต้องแวะที่ตำหนักสวรรค์ประทานเช้า กลางวัน เย็นดูแลครรภ์ของหนิงอันให้ดีที่สุด ข้าวางใจเพียงท่านหมอเท่านั้น”
“รับบัญชาฝ่าบาท”
เฉินหยวนฮ่องเต้ลุกขึ้นสาวเท้าไปยังตำหนักสวรรค์ประทานในทันที
“ไม่ต้องลุก ไม่ต้องเดิน ไม่ต้องอะไรทั้งนั้น”หนิงอันยิ้ม
“แล้วจะถวายพระพรอย่างไรเล่าเพคะวันนี้ฝ่าบาทรีบมา หนิงอันยังไม่ทันได้อาบน้ำ”
เฉินหยวนกอดร่างเล็กแน่นจุมพิตที่หน้าผากด้วยความรัก มองสบตาในดวงตามีแต่แววรักใคร่เต็มเปี่ยม
“เจ้า ไม่ต้องถวายพระพรแล้วก็ในเมื่อเจ้าต้องแบกลูกของข้าในท้อง จะต้องลำบากเพียงใด”
น้ำเสียงอ่อนโยน หนิงอันทำตาโตยิ้มสดใสเช่นเดิม
“ หา หนิงอันแบกลูกของฝ่าบาท”
ทำสีหน้าประหลาดใจ
เฉินหยวนยกมือขึ้นลูบที่หน้าท้องของหนิงอันอย่างอ่อนโยน
“ข้าไม่เคยยอมให้สนมคนไหนตั้งครรภ์ มีเพียงเจ้าเท่านั้นหนิงอัน”
โน้มตัวลงเอาหูแนบกับหน้าท้องเนียน
“ลูกพ่อลำบากแม่เจ้าแล้ว รีบออกมาพบหน้ากันเร็วๆ แม่เจ้าจะได้ไม่ต้องลำบาก”หนิงอันยิ้มตาหยี
ก่อนหน้านั้นเฉินหยวนฮ่องเต้รู้ดีว่าเขาจะไม่ยอมให้ใครได้ตั้งครรภ์กับเขาจนกระทั่งหนิงอันเข้าวัง
“ขอบพระทัยเพคะ หนิงอันจะอุ้มท้องลูกของฝ่าบาทให้ดีที่สุด”
เฉินหยวนกอดร่างบางแนบกายจุมพิตที่หน้าผากไล่ลงมาที่แก้มทั้งสองข้างและหยุดที่ริมฝีปากอวบอิ่ม ป้อนจูบหวานที่สุดนุ่มนวลที่สุดให้กับหนิงอัน
“เจ้าควรจะรู้ว่าข้ารักเจ้าเพียงใด”หนิงอันยิ้มหวาน
“เพคะ หนิงอันเชื่อแล้วเพคะ และหนิงอันก็รักฝ่าบาทคนเดียวเช่นกัน”