ห้องทดลองล้มเหลว
ศูนย์เพาะพันธุ์ดอกไม้ขนาดใหญ่ ภายในกรุงปักกิ่งมีชื่อเสียงมาตั้งแต่อดีต ยิ่งหลายปีมานี้เปิดรับนักวิทยาศาสตร์หน้าใหม่ที่มีผลการทดลองเด่นเป็นผลงาน ศูนย์เพาะพันธุ์
จึงเติบโตอย่างก้าวกระโดด เฉินซือหยู่นักวิทยาศาสตร์สาวชื่อดังเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่โด่งดังจากการเพาะพันธุ์ดอกกล้วยไม้ กล่าวได้ว่าเธอคืออัจฉริยะของศูนย์การเพาะพันธุ์ดอกไม้เลยก็ว่าได้
การเพาะพันธุ์ดอกไม้ในแต่ละครั้งให้เกิดพันธุ์ใหม่ ใช้เวลาไม่น้อยเลย แต่ว่าเฉินซือหยู่กลับเพาะพันธุ์ดอกกล้วยไม้ชนิดใหม่ออกมาได้อยู่เสมอจนกระทั่งได้รับรางวัลมากมาย
“คุณเฉินคะ วันนี้ได้ยินว่าจะมีการทดลองเพาะพันธุ์กล้วยไม้ชนิดใหม่ ไม่ทราบว่าอัตราความสำเร็จครั้งนี้
สูงไหมคะ”
นักข่าวจากบริษัทชื่อดังมาดักรออยู่หน้าศูนย์วิจัยพร้อมเอ่ยถามด้วยความอยากรู้เมื่อเห็นหญิงสาวเดินผ่านเข้าไป
“ฉันตอบไม่ได้ค่ะเพราะว่าการเพาะพันธุ์ครั้งนี้
ใช้ระยะเวลามากกว่าสิบปี และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ามันจะสำเร็จสิ่งที่พวกเราทำมาจะได้ไม่สูญเปล่า”
เจ้าตัวตอบด้วยใบหน้าเรียบนิ่งที่ทุกคนต่างรู้จักกันดีว่านักวิทยาศาสตร์เฉินซือหยู่เป็นคนคนค่อนข้างอารมณ์ร้ายจึงไม่ค่อยให้สัมภาษณ์มากนัก หากเธออารมณ์ดีพวกเขาถึงจะมีบทความไปเขียนในนิตยาสารและออกหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่ และการทดลองครั้งนี้เป็นการเพาะพันธุ์ดอกกล้วยไม้ที่มีคนเคยเพาะพันธุ์ทิ้งไว้มานานหลายปี จน
เฉินซือหยู่ได้รับคำสั่งให้ทำมันต่อจึงเกิดเป็นเรื่องที่ทุกคนสนใจเป็นอย่างมาก
เฉินซือหยู่ขอตัวเข้าห้องทดลองที่จะเริ่มขึ้นในอีกไม่ช้า สิ่งที่ศูนย์เพาะพันธุ์รอคอยอีกไม่นานจะสำเร็จแล้ว
เธอทุ่มเทแรงกายไปมากมายหากไม่สำเร็จคงจะไม่เป็น
ที่น่าเชื่อถืออีกต่อไป ภายในห้องทดลองขนาดเล็กอุปกรณ์ทุกอย่างถูกเตรียมเอาไว้สำหรับทดลอง ผู้ช่วยของเฉินซือหยู่สวมชุดเตรียมพร้อมรอเอาไว้แล้ว ไม่ต่างจากเจ้าตัวที่ใช้เวลาเตรียมตัวไม่นานทุกอย่างก็พร้อม
“ข้างนอกมีนักข่าวมากมายขนาดนี้ได้อย่างไรคะ
ฉันมั่นใจว่าการทดลองอื่น ๆ ไม่ได้รับความสนใจมาก
ขนาดนี้ เป็นศูนย์เพาะพันธุ์ของเราซะเองที่ต้องให้นักข่าว
ทำข่าวให้”
ผู้ช่วยสาวคนสนิทถามด้วยความสนใจ เจ้าตัวมองสมาร์ตโฟนที่ตั้งเอาไว้กลางห้องนักข่าวกำลังทำการไลฟ์สด ทุกคนให้ความสนใจกับการทดลองครั้งนี้จนน่าตกใจแม้กระทั่งเฉินซือหยู่ยังไม่คาดคิด เมื่อวานมีการทดลองเพาะพันธุ์ดอกไม้ชนิดอื่นหลายคนแต่วันนี้มีเพียงเธอแค่
คนเดียว
“ดูด้วยสิว่าเป็นการทดลองของใคร” ผู้ช่วยชายอีกคนตอบกลับด้วยความเคยชินก่อนเริ่มจับอุปกรณ์
“พวกเขาคาดหวังกับการเพาะครั้งนี้ เพราะเป็นการเพาะพันธุ์ดอกกล้วยไม้ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ถ้ามันล้มเหลว
สายพันธุ์นี้จะถูกบันทึกลงในประวัติศาสตร์ ศูนย์การเพาะพันธุ์ของเราไม่เคยมีการเพาะพันธุ์ดอกไม้ที่เริ่มสูญพันธุ์ผิดพลาดมาก่อน”
เฉินซือหยู่พูดด้วยความจริงจัง กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ของที่นี่มีแต่คนมากฝีมือ หากมีการล้มเหลวประชาชนจะเริ่มไม่เชื่อใจ ถึงเวลาที่แจ้งกับคนอื่น ๆ เอาไว้เฉินซือหยู่ลงมือทำการทดลองครั้งนี้ ทุกอย่างเป็นไปด้วยความใจเย็นหากใจร้อนสิ่งที่ทำมาอาจผิดพลาดเอาได้ เธอนำชิ้นส่วนลำต้นของดอกกล้วยไม้เข้าไปวางในตู้ที่ต้องผ่านกระบวนการก่อน อุณหภูมิในห้องที่เย็นจากเครื่องปรับอากาศอยู่ ๆ คนข้างในรู้สึกได้ว่าอากาศเริ่มร้อนขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
“เกิดอะไรขึ้น?” ทั้งสามคนไม่เคยรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน ปกติภายในห้องทดลองต้องรักษาอุณหภูมิไม่ให้บรรยากาศเย็นหรือร้อนมากจนเกินไป
เฉินซือหยู่เห็นท่าไม่ดีรีบกดปุ่มฉุกเฉินภายในห้องให้เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือ
“เฮ้ยยย!”
ตู้มมม!
ภาพสุดท้ายที่ทั้งสามคนเห็นคือตู้ที่เพิ่งนำลำต้น
ของกล้วยไม้เข้าไปแตกกระจาย และแรงกระแทกที่อัดเข้าร่างทำให้เฉินซือหยู่ที่อยู่ใกล้ที่สุดกระเด็นออกไปพร้อม
สติสุดท้ายดับลงทันที
การเพาะพันธุ์ครั้งนี้ผิดพลาด...
เสียงระเบิดดังขึ้นข้างในห้องทดลองเจ้าหน้าที่
ที่เกี่ยวข้องของศูนย์เพาะพันธุ์รีบเข้าไปดูด้านใน แต่ว่าไม่ทันแล้วนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังคนเก่งของหลาย ๆ คนไม่มี
ลมหายใจอีกต่อไปไม่รู้ว่าเกิดจากทดลองผิดพลาดหรือว่า
มีใครวางแผนร้ายอะไรหรือไม่เจ้าหน้าที่ต้องส่งมอบส่วนนี้
ให้หน้าที่ตำรวจสืบหาสาเหตุต่อไป...
บรรยากาศที่เย็นและเงียบสร้างความอึดอัดให้แก่
คนที่หลับอยู่ เปลือกตาสีไข่ขยับไปมาก่อนลืมตาขึ้นในความมืด ร่างกายเจ็บปวดระบมอย่างหนัก เฉินซือหยู่พยุงตัว
ขึ้นนั่งพิงบริเวณหัวเตียง หลังจากได้รับแรงกระแทกจากการทดลองเธอหมดสติไปทันที ตอนนี้คงถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่แล้วสิ่งที่ทำให้ไม่เข้าใจก็คือ ที่นี่คือที่ไหน!
โรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ใกล้ศูนย์เพาะพันธุ์ที่สุดคือโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ทำไมตอนนี้มันถึงได้มืดและมีกลิ่นอับขนาดนี้ได้กัน มือทั้งสองข้างยกขึ้นนวดขมับด้วยความปวดเมื่อมีความทรงจำที่ไม่ใช่ของตัวเองหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ตอนนี้เธอไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังเรื่องการเพาะพันธุ์กล้วยไม้ แต่เป็นเฉินซือหยู่ลูกสะใภ้สามของบ้านจางในปี 1978 ต่างหาก! ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมทำให้เฉินซือหยู่ต้องส่ายหน้า
ประชากรชาวจีนเพิ่งได้รับการจัดสรรแบ่งที่ดินในการทำกินแต่ในเมื่อประเทศเพิ่งเริ่มปฏิรูป ยังเป็นช่วงที่ข้าวยากหมากแพงค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอต่อครอบครัว
บ้านจางได้รับจัดสรรแบ่งที่ดินจำนวนหนึ่ง พวกเขาทำนาและปลูกผัก เพื่อนำไปแลกของในสหกรณ์ ยังไม่มี
การแบ่งแยกครอบครัว ทุกวันสะใภ้ของบ้านต้องเก็บผัก
และนำเข้าไปแลกของใช้ของกินในสหกรณ์ เพราะตอนนี้
ยังไม่มีการค้าเสรี ปัจจุบันเฉินซือหยู่คือลูกสะใภ้สาม
ของบ้านจางที่มีสามีเป็นทหาร และเขาจะกลับมาที่บ้านเพียงปีละครั้งทำให้เจ้าตัวถูกครอบครัวของสามีข่มเหง โดยเฉพาะแม่สามีกับพี่สะใภ้ใหญ่ที่บังคับเฉินซือหยู่
ทุกอย่าง ยิ่งสะใภ้สามไม่มีลูกให้สามียิ่งทำนางหลี่ซินหราน
ผู้เป็นแม่สามีรังแกลูกสะใภ้ กล่าวหาว่าเป็นแม่ไก่ไม่ออกไข่ทั้งที่ลูกชายแยกกับลูกสะใภ้อยู่
พ่อจางแม่จางมีลูกชายสี่คนและลูกสาวคนเล็กที่ยังไม่ได้แต่งงาน ลูกชายคนโตมีภรรยาและมีหลานชายให้บ้านสามีทำให้แม่จางรักครอบครัวบ้านใหญ่ที่สุด
ครอบครัวลูกชายคนรองของบ้าน มีชะตาไม่ต่างจากเฉินซือหยู่เท่าไร เพราะสะใภ้รองมีเพียงลูกสาวไม่ได้มีหลานชายให้แม่สามีตามความต้องการ คงโชคดีกว่าสะใภ้สามหน่อยที่มีสามีคอยปกป้องอยู่
บ้านสามมีเพียงจางซือหยวนผู้เป็นสามีและ
เฉินซือหยู่ลูกสะใภ้ผู้น่าสงสารที่ต้องห่างสามี เนื่องจาก
ลูกชายสามของบ้านจางเป็นทหารเขาจะลาพักร้อนกลับมาบ้านปีละครั้งเท่านั้น พวกเธอแต่งงานมาได้สองปีแล้วและ
ไม่มีลูกด้วยกัน
บ้านสี่เป็นบ้านของลูกชายสี่ที่แต่งงานและมีลูกชายทำให้เป็นอีกบ้านที่ได้รับความดูแลเอาใจใส่จากแม่สามีพ่อสามี ยิ่งตอนนี้บ้านสี่มีลูกสาวคนเล็กเพิ่มเข้ามานาง
หลี่ซินหรานเลี้ยงหลานสาวแบบผู้ดี น้องสาวคนเล็กของบ้านปีนี้อายุสิบเจ็ดปีแล้วหล่อนเรียนโรงเรียนมัธยมปลายในตำบล เพราะนางหลี่ซินหรานอยากให้ลูกสาวแต่งกับคนมีเงินจึงยอมส่งลูกสาวเรียน
“ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร”
เดิมทีตัวเธอเองเป็นนักวิทยาศาตสร์ไม่เชื่อในเรื่องแบบนี้หากไม่เกิดขึ้นกับตัวเองจริง ๆ ไม่รู้ว่าผู้ช่วยคนสองคนนั้นจะรอดหรือไม่แต่ว่าเฉินซือหยู่ภาวนาไม่ให้พวกเขาเสียชีวิตอย่างเธอ
ถ้าจำไม่ผิดพวกเขามีแม่และพ่อที่แก่ชรารอให้กลับบ้านอยู่ ส่วนตัวของเฉินซือหยู่เธอเป็นลูกสาวของนางแบบ
ที่เสียชีวิตจากการถูกรถชนตั้งแต่เรียนจบ ทำให้ไม่ต้อง
เป็นห่วงเรื่องที่จะมีคนรออยู่ ส่วนพ่อเสียชีวิตก่อนที่เธอ
จะเกิดซะอีก
“ฉันคิดว่าฉันอาภัพแล้วยังมีคนน่าสงสารกว่าฉันอีก”
ในความทรงจำที่ได้รับมาเฉินซือหยู่แต่งงานตั้งแต่
สิบแปดเพราะตอนนั้นพี่ชายต้องการนำเงินไปแต่งภรรยา
ที่ีจริงความสัมพันธ์ของเฉินซือหยู่ไม่ได้แย่และเป็นตัวเธอเองที่เสนอแต่งงานเพื่อนำเงินให้พี่ชายได้แต่งภรรยา แต่พอแต่งออกมาแม่สามีไม่ต้องการให้ติดต่อบ้านเดิมหล่อนจึงไม่ได้ติดต่อกับครอบครัวอีก
เฉินซือหยู่ถอนหายใจเรื่องนี้ยากจะยอมรับ และเธอรู้ดีว่าร่างของเธอถูกแรงระเบิดจากการทดลอง ไม่มีทางที่มันจะเป็นความฝัน เพื่อความอยู่รอดต่อไปคงต้องหาทางทำให้บ้านจางไม่วุ่นวายกับเธอแต่วันนี้คงต้องพักก่อน เปลือกตาปิดลงอย่างรวดเร็วเมื่อคิดได้ว่าพรุ่งนี้ยังมีหลายอย่างที่ต้องจัดการ เพื่อความอยู่รอดในยุคข้าวยากหมากแพงและยังมีแม่สามีใจร้ายอีกด้วยฉะนั้นเธอต้องเก็บแรงเอาไว้รับมือกับวันพรุ่งนี้...
เฉินซือหยู่ตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่างเพียงแต่ว่าไม่ได้ออกไปนอกห้อง เธอได้ยินเสียงพูดคุยที่น่าจะเป็นแบบนี้ในทุกวัน ร่างกายของเธอตอนนี้พักผ่อนไม่เพียงพอแต่คงเป็นความเคยชินของร่างนี้ถึงได้ตื่นขึ้นมาในเวลานี้ ในทุก ๆ วันสะใภ้ของบ้านจางต้องตื่นขึ้นมาทำงานบ้าน รดน้ำผักที่ปลูกเอาไว้หลายแปลงเก็บมูลสัตว์นำไปแลกเงินของส่วนกลาง และช่วงเช้าก่อนกินข้าวต้องนำผักเข้าไปแลกสิ่งของในสหกรณ์ของตำบล
ปกติแล้วหน้าที่รดน้ำต้นไม้จะเป็นของเฉินซือหยู่กับไป๋เสวี่ยซึ่งเป็นสะใภ้สี่สองคน แต่หล่อนชอบทำหน้าที่แค่ช่วงแรกหลังจากนั้นจะหนีเข้าบ้านไปนอนกับลูกสาวพร้อมเหตุผลที่ว่าลูกสาวของหล่อนร้องหา
ทำให้ช่วงหลังมาสะใภ้รองเป็นคนเข้ามาทำหน้าที่นี้แทน เสียงด่าทอดังขึ้นครั้งนี้เป็นสะใภ้รองที่ถูกสะใภ้ใหญ่ของบ้านไล่ให้ไปทำอาหารที่เป็นหน้าที่ของหล่อน เฉินซือหยู่ส่ายหน้าหากเธอออกไปคงไม่พ้นต้องถูกด่า
“สะใภ้สาม!”
แต่ไม่ทันได้คิดอะไรก็ถูกคนข้างนอกทุบประตูเรียกแล้ว เฉินซือหยู่ถอนหายใจไม่ยอมออกไปเปิดประตู ต้องการให้เธอออกไปทำงานให้หรือฝันไปเถอะ ที่ผ่านมาพวกเขา
เอาเปรียบร่างเดิมมากพอแล้วเพราะอ่อนแอขี้ขลาดเลย
ถูกรังแกแบบนั้น เธอจะไม่เป็นแบบร่างเดิมเด็ดขาด ต่อให้พวกเขาคิดว่าเธอเปลี่ยนไปก็ช่างถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่มีวันรู้ว่าคนที่อยู่ในร่างนี้ไม่ใช่เฉินซือหยู่ที่ขี้ขลาดคนเดิม
ปัง! ปัง!
“สะใภ้สาม!” คราวนี้เสียงยิ่งดังขึ้นมากกว่าเดิมเมื่อคนข้างในไม่มีท่าทีว่าจะเปิดทั้งที่ปกติต้องออกมารอแล้ว เฉินซือหยู่มองออกไปนอกหน้าต่างบานเล็กมันยังไม่เช้าแต่ต้องลุกขึ้นไปเปลี่ยนชุดที่ต้องใส่ทุกวันซึ่งมีสภาพเก่าและรอยเย็บปะหลายแห่งทว่าเจ้าตัวก็จนปัญญาที่จะซื้อชุดใหม่ เธออาศัยแสงสลัวห้องโถงของบ้านเปลี่ยนชุดและเดินมาเปิดประตูห้อง
“มีอะไร”
“ไปรดน้ำผักสิ! แล้วเก็บผักมาด้วยวันนี้หล่อนต้องนำผักเข้าไปแลกไข่ ลูกชายของฉันเขาต้องได้กินไข่” จ้าวฉิงซึ่งเป็นสะใภ้ใหญ่ของบ้านจางเอ่ยสั่งอย่างถือดี ลูกชายของหล่อนเป็นลูกชายคนโตของบ้านที่ได้กินอาหารดี ๆ และต้องได้กินไข่ไก่ทุก ๆวัน ไม่อย่างนั้นเขาจะร้องไห้งอแงได้
“อยากให้ลูกชายกินก็ไปแลกเองสิ เมื่อวานฉันเป็นคนเอาเข้าไปแลกให้แล้ว”
เฉินซือหยู่ตอบกลับทันทีหน้าที่นำผักเข้าไปแลกในสหกรณ์ไม่ใช่แค่หน้าที่ของเธอเท่านั้น สะใภ้บ้านเฉินต่างได้รับหน้าที่นี้ทุกคนขึ้นอยู่ที่ว่าตอนนั้นใครว่างอยู่ แต่ว่าส่วนมากจะเป็นสะใภ้รองกับเฉินซือหยู่ที่ต้องเข้าไปแลกเปลี่ยนสิ่งของแทน เพราะถูกเอารัดเอาเปรียบจนเคยตัวอีกทั้งไม่รู้จักตอบโต้จึงโดนจิกหัวใช้งานยิ่งกว่าไก่เสียอีก
จ้าวฉินชะงักงันเบิกตากว้างมองคนตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา สะใภ้สามที่หัวอ่อนเชื่อฟังวันนี้กลับดื้อรั้นและเถียงนางอย่างถือดี เมื่อถูกปฏิเสธหล่อนจึงรู้สึกโกรธขึ้นมาก่อนด่าทอน้องสะใภ้อย่างไม่พอใจ
“ฉันมีลูกต้องเลี้ยงไม่ใช่แม่ไก่ไม่ออกไข่อย่างแก!
น้องสามีไม่น่าแต่งสะใภ้แบบนี้เข้าบ้าน”
“มีปัญญาทำลูกแต่ไม่มีปัญญาเลี้ยงลูก ลูกใครก็ทำให้เองสิไม่ใช่หน้าที่ของฉัน” เฉินซือหยู่เหยียดยิ้มอย่ามาอ้างว่าเลี้ยงลูกอยู่ จะมีทำไมถ้าไม่พร้อมดูแล ถ้านับวันตามจริงวันนี้เป็นวันที่สะใภ้ใหญ่ต้องนำผักเข้าไปแลก แต่ที่ผ่านมาหล่อนกดหัวน้องสะใภ้มาตลอดจึงไม่ได้ไปเอง และเมื่อวานเป็นอีกวันที่สะใภ้ใหญ่ต้องไปแต่หล่อนขี้เกียจซึ่งไข่มันหมดจึงโวยวายแต่เช้าให้สะใภ้สามไปแลกให้
“สะใภ้สาม! กล้าดีนักนะอย่างนี้ต้องสั่งสอนให้เข็ดหลาบ” เสียงตวาดดังขึ้นอย่างเอาแต่ใจหล่อนจำไม่ได้แล้วว่าต้องทำเองตั้งแต่เมื่อไหร่ มีแม่สามีคอยถือหลังจึงกล้ารังแกน้องสะใภ้
“ทำไมคิดว่าฉันจะยอมไปตลอดอย่างนั้นหรือ”
เฉินซือหยู่ยืนมองนิ่ง ๆ ไม่ขยับตัวปล่อยให้สะใภ้ใหญ่ด่าทอ พูดจบเธอขยับออกจากประตูเมื่อเห็นว่าอีกคนถลาพุ่งเข้ามาหา
ว้ายย!
สะใภ้ใหญ่ถลาจะเข้ามาตีสะใภ้สามอย่างที่เคยทำ แต่ครั้งนี้มันต่างออกไปเจ้าตัวขยับหลบทำให้จ้าวฉิงล้ม
หน้าคะมำ สะใภ้อีกสองคนที่อยู่ในเหตุการณ์ร้องขึ้น
ด้วยความตกใจ
“สะใภ้สามฆ่าคนแล้ว สะใภ้สามฆ่าคนแล้ว!”
จ้าวฉิงร้องตะโกนโวยวายเสียงดังลั่นบ้าน ท่าทางดูเจ็บปวดเสียอย่างนั้นเฉินซือหยู่ขมวดคิ้วมุ่นเริ่มมีสีหน้าไม่พอใจในเมื่อเธอไม่ใช่คนเริ่ม ทำไมถึงได้กล่าวหากันแบบนี้ อีกฝ่ายถูกสะใภ้ทั้งสองที่ยืนดูพยุงตัวขึ้นมาแต่จ้าวฉิงก็ยังคิดจะลงมืออีกรอบมีหรือว่าเฉินซือหยูจะยอมเธอลงมือตอบโต้อย่างรวดเร็ว
“กรี๊ดดด”
“สะใภ้สามอย่า!” เสียงสะใภ้ทั้งสองกรีดร้องอย่างตกใจแต่ยังไม่ทันได้กล่าวอะไรต่อ ร่างของสะใภ้ใหญ่ที่จะเข้ามาทุบตีเฉินซือหยู่อีกครั้งถูกผลักล้มลงไปนอนกับพื้นด้านล่างอย่างรวดเร็วตามด้วยร่างของเฉินซือหยู่ที่นั่งคร่อมร่างจ้าวฉิงลงมือกับหล่อนอย่างที่ร่างเดิมเคยประสบพบมา วันนี้เธอขอเอาคืนให้ร่างเดิมบ้างแล้วกัน
“คิดว่าตนเองทำคนอื่นได้เพียงคนเดียวหรืออย่างไร!”
เพี๊ยะ!
“โอ้ย!”
“ลูกของใครคนนั้นก็จัดการเอง!”
เพี๊ยะ!
ทุกคนยืนอึ้งอย่างไม่เชื่อในสายตา พวกเขาไม่คิดว่าสะใภ้สามผู้อ่อนแอจะกล้าลงมือกับพี่สะใภ้ใหญ่ของบ้าน รู้ตัวอีกทีสภาพของสะใภ้ใหญ่ก็ดูไม่ได้แล้ว
“ชะ...ช่วย ด้วย!”
จ้าวฉิงเจ็บไปทั้งตัวสะใภ้สามทุบตีหล่อนแต่ไม่มีใครช่วยเหลือแม้แต่คนเดียว เฉินซือหยู่ยืนขึ้นมองสะใภ้ใหญ่ที่คลานหนีอย่างเย็นชาพลางหัวเราะในลำคอ ก่อนเดินออกจากบ้านท่ามกลางสายตามองของสองสะใภ้ที่หลบมุมด้วยความกลัว อย่างน้อยเธอคงอยู่อย่างสงบไปได้อีกสักพัก
หน้าที่ทำอาหารวันนี้ไม่พ้นสะใภ้ใหญ่กับสะใภ้สี่
เป็นคนทำ เฉินซือหยู่ต้องออกไปจัดการหน้าที่ให้เรียบร้อย ตั้งแต่เมื่อคืนยังไม่มีอะไรตกถึงท้องและเมื่อครู่ยังใช้แรงทุบสะใภ้ใหญ่ไปขนาดนั้นคงจะถูกสั่งอดข้าวแน่
เสียงร้องไห้พร้อมเสียงโวยวายดังขึ้นในบ้าน
เฉินซือหยู่ไม่ได้สนใจก้มหน้าทำงานของเธอต่อ วันนี้ต้อง
รดน้ำผักพร้อมสะใภ้รองเธอไม่คิดที่จะทำงานเร็วอย่างไรหล่อนต้องออกมาช่วยอยู่แล้ว โจวซือถงก็อ่อนแอขี้ขลาด
ไม่แพ้ร่างเดิมยิ่งมีลูกแต่ลูกสาวคนเดียวยิ่งทำให้แม่สามี
ไม่ชอบหน้าไม่ต่างจากเธอแค่โชคดีหน่อยที่มีสามีปกป้องบ้างเท่านั้น
“สะ...สะใภ้สาม”
“อืม”
โจวซือถงเดินเข้ามาหาด้วยความกลัว เฉินซือหยู่
ถอนหายใจไม่รู้ว่าพี่สะใภ้กับน้องสะใภ้คู่นี้ทำไมถึงต้องยอมให้สะใภ้อีกสองคนรังแกทั้งที่เป็นสะใภ้เหมือนกัน
“วันนี้ฉะ...ฉันจะเข้าไปแลกของที่สหกรณ์เอง เธอไม่ต้องไปหรอก" น้ำเสียงตักกุกตักกักดังขึ้นข้างตัว เฉินซือหยู่เงยหน้ามองสะใภ้ที่มีท่าทางหวาดกลัวเธอแล้วถอนหายใจออกมา
“ฉันจะไปเองค่ะ พี่ก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าถ้าฉันไม่ไปจะเกิดอะไรขึ้น” ลำพังตีลูกสะใภ้คนโปรดของแม่สามีว่าแย่แล้ว
ขืนปล่อยให้สะใภ้รองไปจัดการให้หล่อนน่าจะถูกตีแทน
“ด...ได้” สะใภ้รองรีบตอบรับด้วยความเร็ว
เฉินซือหยู่จัดการรดน้ำผักให้เสร็จก่อนที่จะให้สะใภ้รองช่วยเก็บผักที่ปลูกเพื่อนำไปแลกของในสหกรณ์ ในแต่ละวันไม่ได้นำไปแลกเยอะเพราะส่วนมากที่ต้องแลกมาคือไข่ไก่ให้หลานชายของบ้าน ใช้เวลาสามสิบนาทีในการเก็บผักที่ จากนั้นเธอก็เดินถือตะกร้าเข้าไปในบ้านเพื่อหยิบตะกร้าอีกใบไปใส่ของ
“สะใภ้สามถูกผีสิงหรืออย่างไร! หล่อนก้มหัวเชื่อฟังแบบนั้นทำไมถึงปีกกล้าขาแข็งขึ้นมาได้” นางหลี่ซินหรานกล่าวด้วยความเหลือจะเชื่อ
เฉินซือหยู่ชะงักเมื่อได้ยินเสียงของแม่สามีเอ่ยชื่อ ก่อนหน้านี้คงจะออกไปที่แปลงนากับผู้ชายในบ้านจึงไม่ได้ออกมาห้าม แต่พอกลับมาจึงถูกสะใภ้ใหญ่ฟ้อง
“เรียกฉันเหรอคะ?”
“เรียกฉันเหรอคะ?”
สะใภ้ใหญ่ที่ร้องไห้ฟูมฟายฟ้องแม่สามีเมื่อครู่สะอึก หล่อนรีบขยับเข้าไปซ่อนด้านหลังเพื่อไม่ให้เห็นหน้าสะใภ้สาม รอยมือของเฉินซือหยู่เด่นเต็มหน้าหล่อนอย่างชัดเจน
“มาก็ดี! ไร้ประโยชน์แถมยังทุบตีพี่สะใภ้ ลูกชาย
ของฉันมาฉันจะให้หย่า!”
เดิมทีนางหลี่ซินหรานไม่ได้ชอบลูกสะใภ้ผู้นี้มากนัก แต่ที่แต่งให้ลูกชายเพราะค่าสินสอดเพียงร้อยหยวนทำให้เธอหน้ามืดไปชั่วขณะถึงได้แต่งสะใภ้ไร้ประโยชน์เข้าบ้านมา
“ฮ่า ๆ ฉันทุบตีพี่สะใภ้? ทำไมเวลาพี่สะใภ้ทุบตีฉันแม่สามีไม่ให้หย่าบางล่ะ” รอยยิ้มที่มีหายไปและตอนนี้
เฉินซือหยู่รู้สึกว่าเธอไม่สามารถเข้ากับแม่สามีได้จริง ๆ
คนเริ่มก่อนเป็นเธอหรือย่อมไม่ใช่อยู่แล้ว แต่กลับ
ถูกแม่สามีด่าทอ พอสะใภ้ใหญ่ทุบตีเธอบ้างกลับบอกเพราะอีกฝ่ายคือสะใภ้ใหญ่ ที่ในอนาคตหากแม่สามีเสียไป
ก็จะเป็นเหมือนแม่อีกคนของสามี
“พี่สะใภ้สั่งสอนนับว่าเป็นบุญคุณแล้ว”
หลี่ซินหรานรีบตอบกลับทันที หล่อนมองสะใภ้สามอย่างไม่พอใจตั้งแต่เมื่อไหร่ที่สะใภ้คนนี้ปีกกล้าขาแข็งขึ้นมา ใครทำให้หล่อนมีความกล้ามากขนาดนี้
เฉินซือหยู่หัวเราะบุญคุณ? บุญคุณแบบไหนหรือแบบที่ข่มเหงน้องสะใภ้ใช่หรือไม่ แต่ก็เอาเถอะตอนนี้ใกล้
ถึงเวลาอาหารเช้าแล้วหากนำไข่ไก่กลับมาไม่ทันมันจะ
ยุ่งเอา
“ถ้าอย่างนั้นที่สะใภ้สี่ทุบตีสะใภ้รองก็เป็นบุญคุณ? ฉันได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ” สีหน้าตะลึงของแม่สามีไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเฉินซืออยู่ เธอจัดการถือตะกร้าเดินออกจากห้องโถงให้พวกเขาจัดการกันเอาเอง ตอนนี้ฟ้าสว่างแล้วอีกไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงทุกคนน่าจะกลับมากินอาหารมื้อเช้า
เฉินซือหยู่ต้องเดินเท้าเกือบสามสิบนาทีกว่าจะถึงสหกรณ์ทำเอาแทบแย่ จัดการแลกเปลี่ยนของที่เคยนำกลับบ้านก็รีบกลับทันที ท้องของเธอยังไม่มีอะไรให้ตกถึงท้อง
แต่ก็ไม่ได้คาดหวังว่าเช้านี้พวกเขาจะมีอาหารให้ในส่วนของเธอ เมื่อมาอยู่ในยุค1978แบบนี้มีแต่เธอเท่านั้นที่จะช่วยเหลือตัวเองได้
หนึ่งเดือนที่ผ่านมาเฉินซือหยู่ไม่ช่วยคนอื่นทำงาน
แม้แต้น้อย ยกเว้นส่วนไหนที่เป็นงานที่ได้รับมอบหมาย
จริง ๆ ทำให้มีการแยกส่วนงานที่ต้องทำของทุกคน และการแยกทำอาหาร เธอไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้วัตถุดิบที่มีในบ้านทำอาหารกิน โชคดีที่เธอพอจะมีเงินอยู่ถึงได้ซื้อข้าวมาไว้ที่ห้อง ก่อนจะออกไปหาของป่ามากินนอกจากที่ต้องซื้อข้าวเธอไม่ต้องเสียอะไรอีก หลายวันมานี้ที่เข้าป่าไปอย่างน้อยเฉินซือหยู่จะได้ของกินติดมือกลับมาด้วย แน่นอนว่าไม่ได้แบ่งให้บ้านอื่นด้วย พวกเขามีสมาชิกหลายคนทำไมถึงไม่ยอมไปช่วยกันหา ในขณะที่เธอเป็นเพียงผู้หญิงคนเดียว
แต่ต้องเข้าป่าหาอาหารเพื่อความอยู่รอด ตั้งแต่ที่เธอไม่ได้ช่วยงานคนอื่นพวกเขาก็ไม่เคยแบ่งอาหารให้เธอเลยแม้จะทำงานส่วนของตัวเองแล้วก็ตาม
บางวันเฉินซือหยู่ได้ปลากลับมาด้วย หลานชายอีกสองบ้านออกมานั่งเฝ้าเพื่อขอกินด้วย แต่คนที่ได้กินจริง ๆ ไม่ใช่เด็กพวกนั้นแต่เป็นหลานสาวจากบ้านรองอย่าง
จางซวี่หรู เพราะหล่อนเป็นเด็กที่น่าสงสารมากเพราะเกิดมาเป็นผู้หญิงที่ยุคสมัยนี้ให้ความสำคัญกับเด็กผู้ชายเธอ
จึงถูกละเลยและถูกรังแกอยู่บ่อยครั้ง
“ซวี่หรูจ๊ะไปเปลี่ยนชุดเหมือนที่เคยไปกับอาสะใภ้”
เฉินซือหยู่กระซิบบอกหลานสาวเสียงเบา แม่สามีของเธอชอบลงมือกับหลานสาวคนนี้บอกว่าเกิดเป็นผู้หญิงที่ไร้ประโยชน์ ทั้งที่หลานสาวอีกคนยังเลี้ยงต่างกันอย่างสิ้นเชิง จางซวี่หรูเป็นเด็กสาวที่น่าสงสารเธอจึงใส่ใจเป็นพิเศษ
“ได้ค่ะอาสะใภ้สาม” เด็กสาวตอบรับอย่างร่าเริง ดวงตาทอประกายสดใสคงมีเวลาที่อยู่กับอาสะใภ้สามเท่านั้นที่ทำให้เธอรู้สึกมีความสุข
เฉินซือหยู่มองตามหลังหลานสาวที่วิ่งเข้าห้องของหล่อนเข้าไป ปีนี้หล่อนมีอายุเพียงสี่ปีเท่านั้นแต่รู้ความมากแล้ว วันนี้ในแปลงนามีการเก็บเกี่ยวทำให้ที่บ้านมีเพียงแม่สามีที่ต้องอยู่บ้านดูหลาน ๆ กับเฉินซือหยู่ที่ไม่ยอมไปเพราะเธอซื้อข้าวรับประทานอีกอย่างถึงช่วยงานพวกเขาก็ไม่ได้ข้าวกินอยู่ดี
ทุกครั้งที่หลี่ซือหรานเลี้ยงหลาน เฉินซือหยู่สังเกตได้ว่าบนตัวของจางซวี่หรูจะมีรอยแผลใหม่ทุกรอบ เมื่อสอบถามถึงได้รู้ว่าแม่สามีลงมือตีหลานเพื่อทำโทษที่ทำจางหลินหลินหลานสาวคนโปรดของหล่อนมีแผล
ปกติพี่สะใภ้รองจะหิ้วหลานสาวไปที่แปลงนาด้วย แต่เฉินซือหยู่เห็นว่าอากาศมันร้อนจึงไม่ให้ไป และรับปากว่าจะดูแลหลานสาวให้จะไม่ได้รับรอยแผลใหม่แน่นอน
“วัน ๆ ไม่ทำอะไรเอาแต่ผลาญเงินลูกชายของฉัน” นางหลี่ซินหรานบ่นแต่ว่าไม่ได้หันมาดูลูกสะใภ้ แต่คนตาบอดยังรู้เลยว่าหล่อนกำลังว่าเฉินซือหยู่อยู่
“เงินของสามีฉันไม่ได้แตะสักหยวนแม่สามีพูดเกินไปแล้ว” เฉินซือหยู่ตอบกลับทันที เรื่องที่เธอไม่ได้ทำไม่มีทางยอมรับโดยดเด็กขาด ที่บ้านยังไม่ได้แยกกับบ้านใหญ่การที่เงินของสามีไม่ได้อยู่กับเฉินซือหยู่ไม่ใช่เรื่องแปลก อีกอย่างร่างเดิมหัวอ่อนเสียขนาดนั้นจะได้เงินสามีได้อย่างไร เงินทุกเฟินหลี่ซินหรานเก็บเข้ากระเป๋าตัวเองหมดและยังแอบให้
ลูกชายใหญ่กับลูกชายคนเล็กอยู่บ่อยครั้ง
“อาสะใภ้หนูพร้อมไปแล้วค่ะ”
“ไปกันเถอะจ้ะ”
“อวดดีนัก ลูกชายฉันกลับมาต้องหย่ากับหล่อนให้ได้!” หลี่ซินหรานยังตะโกนไล่หลังลูกสะใภ้ไร้ประโยชน์อย่างโมโหเฉินซือหยู่ไม่ได้สนใจเสียงของแม่สามีเธอพาหลานสาวเดินออกจากบ้านทั้งสองมีตะกร้าไม้สานขนาดพอดีตัว
เป็นพี่ชายรองจางที่จัดการให้พวกเธอ
“ระวังตัวด้วย” จางซินฉีที่เห็นน้องสะใภ้พาลูกสาวขึ้นเขาจึงเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วง
“ได้ค่ะ พี่ไม่ต้องห่วงฉันจะดูแลหลานสาวอย่างดีค่ะ”
ภายในป่าอันตรายมากและมันเป็นเขตหวงห้ามแต่ชาวบ้านลักลอบเข้าไปทุกวัน การที่เฉินซือหยู่กับจางซวี่หรูเข้าป่าด้วยกันเพียงสองคนแน่นอนว่ามันอันตราย แต่การปล่อยให้อยู่กับผู้เป็นย่าจะอันตรายมากกว่า ป่าที่เข้าไปมันไม่ได้ลึกมากและทางเข้ามีเห็ดป่าที่สามารถกินได้เฉินซือหยู่ให้หลานสาวนำใบไม้ขนาดใหญ่มารองเห็ดป่าใส่ตะกร้า
สายตากวาดมองไปรอบ ๆ ตัวอย่างหวาดระแวงวันนี้พาลูกคนอื่นเข้ามาด้วยต้องดูแลให้ดีที่สุด เมื่อเห็นว่าปลอดภัย เฉินซือหยู่จึงเดินนำจางซวี่หรูเข้าไปอีก เธอพยายาม ไม่เข้าไปป่าลึกเพราะมีเด็กตามมาด้วย แต่จะหาผักป่าและเห็ดตรงตีนเขาเท่านั้น
“ไก่!”
นิ้วเล็กชี้มือไปยังไก่ป่าที่หมอบอยู่ เฉินซือหยู่มองตามหลานสาวก่อนจะยกยิ้มอย่างยินดี เธอวางตะกร้าลงพื้น อย่างเบามือก่อนจะคว้าไม้แถวนั้นมาถือไว้ในมืออย่างระวัง ตอนนี้มันนอนหมอบอยู่กับในพงหญ้าแต่การที่จะเข้าไปเอามันได้ต้องใช้การขยับให้น้อยที่สุด
ตุ๊บ!!!
“ได้แล้ว ๆ”
เฉินซือหยู่ใช้ไม้ตีหัวไก่ที่นอนหมอบอยู่จนแน่นิ่งไปถึงได้หาเครือไม้มามัดขาไก่ทั้งสองติดกับตะกร้าข้างนอก
ในตะกร้าเป็นเห็ดและผักป่าถ้ามีของหนักทับคงไม่ใช่เรื่องที่ดี วันนี้โชคดีที่ได้ไก่ป่ากลับบ้านอาจเพราะมันบาดเจ็บมาทำให้เธอทุบตีมันได้ทันหากร่างกายปกติคงยากจะจับไก่ป่าได้
“อาสะใภ้เก่งจังเลยค่ะ”
“ซวี่หรูต่างหากที่เก่งมาก ถ้าหนูไม่เห็นไก่อาสะใภ้คงหาไม่เจอ”
เฉินซือหยู่ชมหลานสาว ทั้งสองเดินเข้าป่าเก็บของได้หลายอย่างถึงกลับบ้าน เธอไม่ได้ปิดบังที่ว่าได้ไก่มา หลายครั้งเวลาเข้าป่าจะมีสัตว์ติดมือกลับไปด้วยแน่นอนว่าทุกคนรู้ การที่ผู้หญิงอย่างเฉินซือหยู่มีเนื้อให้กินทุกวันนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากจะเชื่อ ในขณะที่ครอบครัวอื่นในบ้านจางกินผักลวก เธอจะแบ่งอาหารจานเนื้อไปให้เพียงบ้านรองเท่านั้น
เมื่อออกจากป่าเฉินซือหยู่ปล่อยให้หลานสาวเป็นคนเดินนำทางกลับไปยังบ้านจาง ตอนนี้ทุกคนรวมตัวกันทุกอย่างในบ้านคงจะเสร็จก่อนแล้ว
“ไก่!”